โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านสยบดินแดนบูรพา และจุดชนวนหายนะที่โลกลืม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 10.24 น.
ภูเขาไฟตัมโบรา (ภาพจาก : images.nasa.gov)

มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านสยบดินแดนบูรพา และจุดชนวนหายนะที่โลกลืม (ตอนที่ 2/3)

หากตอนที่ 1/3 คือเรื่องราวของผลกระทบที่เดินทางไปไกลถึงยุโรปและอเมริกา บทความในตอนที่ 2/3 นี้จะพาทุกท่านย้อนกลับมายัง “จุดศูนย์กลาง” ของมหาพิบัติภัย ณ เกาะซุมบาวา หมู่เกาะอินดีสตะวันออก (อินโดนีเซียปัจจุบัน) เพื่อสำรวจว่า ในขณะที่ฝั่งตะวันตกกำลังเผชิญกับ “ปีที่ไร้ฤดูร้อน” ซีกโลกตะวันออกกลับต้องเผชิญกับการทรุดตัวของ “ระบบชีวิต” หลายชั้น จากการล่มสลายของชุมชน การเสียสมดุลน้ำ อาหาร ไปจนถึงแรงกระเพื่อมทางโรคระบาดที่เลื้อยไปตามเส้นทางการค้า และการเคลื่อนย้ายของผู้คนอย่างเงียบงันแต่รุนแรง [1]

การสูญสิ้นอารยธรรมที่ถูกลืม : อาณาจักรใต้เถ้าธุลี

ในบรรดาความสูญเสียทั้งหมด ไม่มีที่ใดจะน่าเศร้าไปกว่าชะตากรรมของ “ราชอาณาจักรตัมโบรา” (Kingdom of Tambora) และชุมชนโดยรอบบนเกาะซุมบาวา ในปี 1815 “ตัมโบรา” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อภูเขาไฟ หากยังเป็นชื่อของนครรัฐที่มีวัฒนธรรมรุ่งเรือง มีการติดต่อค้าขาย และมีภาษาเป็นของตนเอง ก่อนจะถูกลบหายไปด้วยเถ้าถ่านร้อนดั่งคำพิพากษาที่ไม่เปิดช่องอุทธรณ์

ภาษาที่ตายไปพร้อมกับผู้คน : นักภาษาศาสตร์เสนอว่า “ภาษาตัมโบรา” เป็นภาษาเฉพาะถิ่นที่อยู่นอกตระกูลออสโตรนีเซียน (non-Austronesian) และมีข้อสันนิษฐานว่า อาจเข้ากลุ่มปาปวน (Papuan) จากหลักฐานคำศัพท์ที่หลงเหลืออยู่อย่างจำกัด [2]

มหาปะทุระดับ VEI-7 กวาดล้างผู้คนจำนวนมากในพื้นที่ใกล้ภูเขาไฟด้วยกระแสเถ้าร้อนและก๊าซร้อน (pyroclastic flows) ที่เร็วและร้อนเกินกว่าจะหนีพ้น [3] ทำให้ “ภาษา” หนึ่งภาษาดับสูญไปพร้อม “ชุมชน” ที่เป็นเจ้าของมัน

“ปอมเปอีแห่งตะวันออก” : ในการขุดค้นช่วงปี 2004 นักวิจัยพบซากบ้านเรือน และร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นวัสดุภูเขาไฟหนาประมาณ 3 เมตร ภาพที่เห็นคล้ายปอมเปอี แต่โหดร้ายกว่าในเชิงความฉับพลัน และพลังทำลายของกระแสเถ้าร้อนที่เผาผลาญจนเหลือเพียง “ร่องรอย” [4]

ตรงนี้เองที่ทำให้คำว่า “ภัยพิบัติ” ไม่ได้หมายถึงแรงระเบิดเพียงคืนเดียว หากหมายถึงการถูกลบออกจากแผนที่ทางภาษา วัฒนธรรม และความทรงจำของโลกอย่างเป็นระบบ

วิกฤตการณ์ “ทาสแลกข้าว” ในบาหลีและลอมบอก

แรงระเบิดและเถ้าถ่านไม่ได้หยุดแค่บนเกาะซุมบาวา หากแผ่รัศมีทำลายล้างไปยังเกาะใกล้เคียงอย่างลอมบอกและบาหลี ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรสำคัญของภูมิภาคในเวลานั้น

ความอดอยากแสนสาหัส : เถ้าภูเขาไฟบดบังแสงอาทิตย์จนท้องฟ้ามืดมัวในหลายพื้นที่ติดต่อกันหลายวัน ทำให้พืชผลเสียหาย น้ำดื่มปนเปื้อน และการสัญจรทางทะเลสะดุด

ในระยะต่อมา “ความหิวโหย” กลายเป็นฆาตกรที่เงียบกว่าการระเบิด คร่าชีวิตผู้คนเป็นวงกว้าง โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตรวมหลังการปะทุมีความแตกต่างกันตามเอกสารร่วมสมัย และงานทบทวนสมัยใหม่ แต่ชัดเจนว่าอยู่ในระดับ “หลายหมื่น” ในซุมบาวาและเกาะข้างเคียง [5]

การค้ามนุษย์เพื่อความอยู่รอด : งานศึกษาประวัติศาสตร์เหตุการณ์ตัมโบรา และสังคมหมู่เกาะอินดีส ชี้ว่า ภาวะข้าวยากหมากแพงผลักผู้คนจำนวนหนึ่งไปสู่การขายแรงงานแบบสุดปลาย รวมถึงการขายสมาชิกในครอบครัว เพื่อแลกอาหารประทังชีวิต [6] วิกฤตตัมโบราจึงไม่ได้สร้างเพียงรอยแผลทางธรรมชาติ หากยังสร้างรอยแผลทางสังคมที่ฝังลึกในประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย

ภาพ “ทาสแลกข้าว” จึงไม่ใช่เพียงฉากสลด แต่คือสัญญาณว่า เมื่อระบบอาหารล้ม ศีลธรรมทางสังคมก็ถูกบีบให้แคบลงราวทางเดินในอุโมงค์ที่อากาศร่อยหรอ

จีน : ยุคแห่งความมืดมนและการสั่นคลอนของราชวงศ์ชิง

ไกลออกไปทางเหนือ ณ แผ่นดินมังกร ในรัชสมัยจักรพรรดิเจียชิ่ง (Jiaqing) จีนเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนผิดฤดูกาลในหลายภูมิภาค งานศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิอากาศ และหลักฐานเอกสารร่วมสมัยในจีนจำนวนหนึ่งชี้ถึง “ฤดูร้อนที่ไม่เหมือนฤดูร้อน” ความเย็นผิดปกติ และความเสียหายต่อระบบเกษตรในช่วงหลัง 1815 [7]

ความอดอยากในยูนนาน : บางพื้นที่ในยูนนานและมณฑลทางใต้เผชิญความเสียหายของพืชผลจากความแปรปรวนอุณหภูมิและฝน ทำให้เกิดภาวะอดอยากและการอพยพ บันทึกท้องถิ่นบางชิ้นกล่าวถึงการประทังชีวิตด้วยสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร รวมถึง “การกินดิน” (geophagy) ในภาวะสุดขีด ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ระบบอาหารถูกบีบให้ถึงขอบ [7]

แรงกดดันต่อรัฐและความชอบธรรม : เมื่ออาหารหายไป ความสงบก็หายไปด้วย การบรรเทาทุกข์ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และแรงกดดันจากความอดอยากย่อมสะสมเป็นแรงเสียดทานทางการเมือง ในโลกที่ยังไม่มี “รัฐสวัสดิการ” แต่มี “ความคาดหวัง” ว่า รัฐต้องทำให้คนรอด นี่คือความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่ค่อย ๆ กัดกร่อนอำนาจราชวงศ์ชิง ก่อนจะถูกเร่งด้วยแรงกระแทกอื่นในศตวรรษที่ 19 [7]

จีนในตอนนี้จึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของ “อากาศวิปริต” แต่เป็นเวทีที่เห็นชัดว่า ธรรมชาติสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณความเสี่ยง” (risk multiplier) ให้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิมปะทุออกมาได้อย่างไร

อินเดีย : การปั่นป่วนของมรสุมและกำเนิด “อหิวาตกโรคระบาดใหญ่”

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งของตัมโบราต่อเอเชีย คือการเข้าไปบิดเบือน “เครื่องยนต์มรสุม” ในมหาสมุทรอินเดีย นั่นคือ ระบบลมและฝนที่หล่อเลี้ยงผู้คนจำนวนมหาศาล

มรสุมล้มเหลว : ละอองลอยซัลเฟตที่ถูกส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นสูงมีผลสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ ทำให้สมดุลความร้อนระหว่างแผ่นดินกับทะเลผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่อาจทำให้มรสุมแปรปรวนในช่วงหลังการปะทุ [1] เมื่อฤดูกาลผิดจังหวะ เกษตรกรรมก็ผิดจังหวะ และเมื่อเกษตรผิดจังหวะ ความหิวก็ไม่ต้องรอให้ “สงคราม” มาเยือน

อหิวาตกโรคระบาดใหญ่ครั้งแรก (First Cholera Pandemic) : อหิวาตกโรคมีถิ่นกำเนิดและระบาดเฉพาะถิ่นในภูมิภาคลุ่มคงคาอยู่ก่อนแล้ว แต่การระบาดใหญ่ครั้งแรกที่แผ่กว้างระดับภูมิภาคหรือข้ามทวีป เริ่มขึ้นราว ค.ศ. 1817 ในแถบเบงกอล/กัลกัตตา และขยายไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง จนถึงบางส่วนของเมดิเตอร์เรเนียนในช่วง 1817-1824 [8]

สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน แล้งสลับน้ำหลาก อาจทำหน้าที่เป็น “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ระบบน้ำ สุขาภิบาล และความมั่นคงทางอาหารเปราะบางลง เปิดช่องให้โรคที่เคยอยู่ในวงจำกัด “ขยายวง” ได้ง่ายขึ้น เมื่อประกบกับการค้า การเดินทัพ และการเคลื่อนย้ายผู้คนในยุคจักรวรรดินิยม [8][9]

นี่ไม่ใช่การฟันธงว่า เถ้าถ่าน “สร้าง” อหิวาต์ขึ้นมาใหม่ หากคือการย้ำว่า ในโลกจริง โรคระบาดไม่ได้เดินทางด้วยเชื้ออย่างเดียว แต่มากับ “โครงสร้างความเปราะบาง” ของสังคมด้วย

ญี่ปุ่น : ภาวะข้าวยากหมากแพงและการบริหารความเสี่ยงในยุคเอโดะ

แม้แต่ประเทศเกาะอย่างญี่ปุ่นในยุคเอโดะ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของความแปรปรวนทางภูมิอากาศที่เกิดตามหลังเหตุการณ์ภูเขาไฟขนาดมหึมาในเขตร้อน [1]

ฤดูร้อนเย็นผิดปกติและความเปราะบางของเศรษฐกิจข้าว : ระบบเศรษฐกิจและการคลังของเอโดะพึ่ง “ข้าว” อย่างลึกซึ้ง เมื่ออากาศผิดฤดู โดยเฉพาะความเย็นและฝนที่กระทบการเพาะปลูก ราคาข้าวย่อมตึงตัว และความตึงตัวนี้มักแปลเป็นความไม่พอใจทางสังคม

(หมายเหตุเพื่อความถูกต้อง : “ความอดอยากยุคเทนโป” ที่รุนแรงมากเกิดในช่วง ค.ศ. 1833-1837 ซึ่งเป็นเวลาต่อมา ไม่ใช่ผลตรงทันทีหลังปี 1815 แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนของความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของญี่ปุ่นต่อสภาพอากาศเย็น และฝนแปรปรวน [10] )

การจลาจลและการปฏิรูป สัญญาณของระบบที่ต้องปรับตัว : เมื่อราคาอาหารพุ่ง การปล้นร้านข้าวและความปั่นป่วนในเมืองใหญ่เป็น “ดัชนีความเครียด” ของสังคม และกดดันให้รัฐต้องพัฒนากลไกสำรองเสบียง และการบริหารท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้จะไม่ใช่การปฏิรูปแบบพลิกฟ้า แต่เป็นการปรับตัวเชิงระบบในโลกที่ธรรมชาติพร้อมจะ “ทดสอบ” รัฐเสมอ [10]

การเปลี่ยนขั้วอำนาจอาณานิคม : ราฟเฟิลส์และมรดกจากเถ้าถ่าน

ในขณะที่เกิดการระเบิด ชวากำลังอยู่ในช่วง “British Interregnum” หรือช่วงที่อังกฤษเข้าปกครองแทนเนเธอร์แลนด์ (1811-1816) โดยมี เซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟเฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) เป็นผู้สำเร็จราชการ (Lieutenant Governor) [11]

บันทึกประวัติศาสตร์ : ราฟเฟิลส์และเครือข่ายผู้ปกครองอาณานิคมของอังกฤษเป็นกลุ่มสำคัญที่บันทึกเหตุการณ์ “เสียงกัมปนาท” และผลกระทบของเถ้าถ่านในหมู่เกาะอินดีสไว้ในเอกสารร่วมสมัย การบันทึกและการรวบรวมข้อมูลของเขาถูกนำไปใช้อ้างอิงในประวัติศาสตร์ภูเขาไฟ และประวัติศาสตร์ภูมิภาคมาจนถึงปัจจุบัน [12]

การคืนอำนาจ ธรรมชาติเป็นตัวคูณ ไม่ใช่ตัวตัดสินเพียงลำพัง : ภาระทางเศรษฐกิจในการฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหายจากภูเขาไฟเป็นแรงกดดันหนึ่งในสมการอาณานิคม ขณะเดียวกัน การจัดระเบียบอำนาจหลังสงครามนโปเลียนก็เป็น “ตัวกำหนดกรอบ” ที่ใหญ่กว่า ทำให้การคืนอำนาจเหนือหมู่เกาะอินดีสตะวันออกให้เนเธอร์แลนด์เกิดขึ้นในบริบทที่อังกฤษอาจเลือกไปโฟกัส “ยุทธศาสตร์สถานีการค้า” แทน ซึ่งต่อมากลายเป็นการตั้งฐานที่สิงคโปร์ [11][12]

บทสรุปของตอนที่ 2/3 : บทเรียนจากบูรพาทิศ

การระเบิดของตัมโบราในปี 1815 พิสูจน์ให้เห็นว่า “ภัยพิบัติไม่มีพรมแดน” เถ้าถ่านที่พุ่งขึ้นจากเกาะเล็ก ๆ ในอินโดนีเซียสามารถทำให้ชุมชนหนึ่งสูญภาษา เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง ปั่นป่วนมรสุมในอินเดีย และเพิ่มแรงเสียดทานต่อรัฐที่ต้องรับมือกับความหิวโหยในจีนและญี่ปุ่น

การล่มสลายของอาณาจักรตัมโบรา และการขยายวงของอหิวาตกโรคระบาดใหญ่ครั้งแรก เป็นเครื่องยืนยันถึง “ความเชื่อมโยงของโลก” (global connectivity) เหตุการณ์ภัยพิบัติในจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ สามารถส่งผลกระทบลูกโซ่ไปทั่วโลกได้อย่างไร้พรมแดน ในวันที่โลก “ไอ” เพียงครั้งเดียว แรงสั่นสะเทือนนั้นก็เพียงพอที่จะเขียนรหัสชีวิตของมนุษยชาติขึ้นใหม่

ในวันนี้ที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตภูมิอากาศอีกครั้ง แม้สาเหตุหลักจะไม่ใช่เถ้าถ่านจากภูเขาไฟ แต่เป็นผลพวงจากการกระทำของมนุษย์เอง บทเรียนจากตะวันออกเตือนเราว่า “ความไม่แน่นอนคือนิรันดร์” และการเตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่คาดไม่ถึงคือหัวใจสำคัญของการรักษาอารยธรรม ทั้งในมิติอาหาร น้ำ สุขภาพ และความชอบธรรมของรัฐ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะ “รอด” อย่างไร แต่คือเราจะ “เรียนรู้” และ “ปรับตัว” ได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ท้องฟ้าจะเปลี่ยนสีอีกครั้ง

และหากนโปเลียนพ่ายแพ้ที่วอเตอร์ลูเพราะกลยุทธ์และสภาพอากาศในยุโรป ประชาชนในเอเชียจำนวนมหาศาลก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับ “ความหิวโหยและโรคระบาด” ที่ลอยมาตามสายลมจากยอดเขาตัมโบราเช่นกัน หายนะที่กำลังจะเดินทางมาถึงหน้าด่านสำคัญของอุษาคเนย์… “กรุงรัตนโกสินทร์”

ในตอนหน้า (ตอนที่ 3/3) เราจะเจาะลึกถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ “สยาม” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯ มืดมัว และอหิวาตกโรคระบาดหนักจน “ศพเกลื่อนวัดสระเกศ” ทั้งหมดนี้มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาไฟที่ห่างออกไปนับพันกิโลเมตรได้อย่างไร โปรดติดตามในตอนจบครับ

อ่านตอนที่ 1

อ่านตอนที่ 3

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] Clive Oppenheimer, “Climatic, environmental and human consequences of the largest known historic eruption: Tambora volcano (Indonesia) 1815,” Progress in Physical Geography 27, no. 2 (2003): 230–259.

[2] Mark Donohue, “The Papuan Language of Tambora,” Oceanic Linguistics 46, no. 2 (2007): 520–537.

[3] ข้อมูลภาพรวมการปะทุและลักษณะกระแสเถ้าร้อน/VEI ในงานทบทวนมาตรฐานเกี่ยวกับตัมโบรา (อ้างประกอบ Oppenheimer 2003).

[4] รายงาน/ข่าวการค้นพบ “lost kingdom” และการขุดค้นปี 2004 (ข้อมูลชั้นเถ้าราว 3 เมตรและการเปรียบ “Pompeii”).

[5] Oppenheimer 2003 ระบุผู้เสียชีวิต “ระหว่างและหลังเหตุ” ในซุมบาวาและลอมบอกรวมระดับหลายหมื่น และอภิปรายความไม่แน่นอนของตัวเลข.

[6] Bernice de Jong Boers, “Mount Tambora in 1815: A Volcanic Eruption in Indonesia and its Aftermath,” Indonesia 60 (1995): 37–59.

[7] งานที่เชื่อมเหตุการณ์ตัมโบรา–ความแปรปรวนอากาศ–ผลกระทบในจีน (เช่น ยูนนาน) และอภิปรายผลกระทบทางสังคม–เศรษฐกิจ.

[8] “1817–1824 cholera pandemic (First cholera pandemic),” ภาพรวมช่วงเวลา จุดเริ่ม และเส้นทางการแพร่ในเอเชียรวมถึงสยาม/กรุงเทพฯ.

[9] J. Glenn Morris Jr., “Cholera—Modern Pandemic Disease of Ancient Lineage,” Emerging Infectious Diseases 17, no. 11 (2011): 2099–2104.

[10] “Tenpō famine,” ระบุช่วงเวลา (ค.ศ. 1833–1837) และสาเหตุหลักเชิงอากาศเย็น–ฝน–น้ำท่วม รวมถึงผลกระทบทางสังคม.

[11] ข้อมูลช่วง British Interregnum (1811–1816) และบทบาทราฟเฟิลส์ในชวา (แต่งตั้งเป็น Lieutenant Governor).

[12] Thomas Stamford Raffles, The History of Java (1817) เป็นแหล่งร่วมสมัยสำคัญในการบันทึกภูมิภาค (ใช้ประกอบบริบทการปกครองและการรับรู้เหตุการณ์).

บรรณานุกรม :

ภาษาไทย

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร. 2548.

กรรณิกา จรรย์แสง (แปล). ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ฉบับกระชับ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำรามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 2558.

วิภาส โพธิแพทย์. ประวัติศาสตร์สภาพภูมิอากาศกับวิกฤตการณ์ในสังคมไทย. วารสารเมืองโบราณ, 2562.

สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2548

ภาษาต่างประเทศ

Brázdil, Rudolf, et al. “Climatic Effects and Impacts of the 1815 Eruption of Mount Tambora.” Climate of the Past 12 (2016): 1361–1377.

de Jong Boers, Bernice. “Mount Tambora in 1815: A Volcanic Eruption in Indonesia and its Aftermath.” Indonesia 60 (1995): 37–59.

Donohue, Mark. “The Papuan Language of Tambora.” Oceanic Linguistics 46, no. 2 (2007): 520–537.

Morris, J. Glenn Jr. “Cholera—Modern Pandemic Disease of Ancient Lineage.” Emerging Infectious Diseases 17, no. 11 (2011): 2099–2104.

Oppenheimer, Clive. “Climatic, Environmental and Human Consequences of the Largest Known Historic Eruption: Tambora Volcano (Indonesia) 1815.” Progress in Physical Geography 27, no. 2 (2003): 230–259.

Raffles, Thomas Stamford. The History of Java. Vols. 1–2. London: Black, Parbury, and Allen, 1817.

“1817–1824 Cholera Pandemic (First Cholera Pandemic).” (บทสรุปข้อมูลเส้นทางและช่วงเวลา).

“Tenpō Famine.” (บทสรุปข้อมูลช่วงเวลาและลักษณะภัยพิบัติในญี่ปุ่นยุคเอโดะ).

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มหาปะทุตัมโบรา 1815 : เมื่อเถ้าถ่านสยบดินแดนบูรพา และจุดชนวนหายนะที่โลกลืม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...