โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | 'มวยไทย' ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 ม.ค. เวลา 09.26 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. เวลา 09.26 น.
มวยไทยเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ภาพจาก “พิมล นำทีมบุกตรวจค่ายมวยไทยที่ภูเก็ต ชี้ฟรีวีซ่าช่วยต่างชาติฝึกมวยได้นานขึ้น” มติชนออนไลน์ https://www.matichon.co.th/sport/boxing/news_5326050)

ซอฟต์เพาเวอร์จากเกาหลี มีที่มาโดยสรุปดังนี้

ต้นทาง คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ

ปลายทาง คือซอฟต์เพาเวอร์ หรือ “อำนาจดึงดูด” ประเทศอื่นๆ อยากให้ค่าแล้ว ทำตาม จึงสร้างรายได้มหาศาลเข้าเกาหลี

เกาหลีไม่ต้อง “ตีปี๊บ” ว่ามีซอฟต์เพาเวอร์ แต่ผลักดันด้วยความสุขุมลุ่มลึกและทุ่มเทจริงจังด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างมีระบบ ดังนี้ (1.) ความงามและบันเทิงถูกยกระดับเป็นอุตสาหกรรม และ (2.) กระตุ้นให้เกิดแรงดึงดูดอย่างสูง ผู้คนอยาก “สวยตาม” ศัลยกรรมเกาหลี และอยาก “เสพตาม” บันเทิงเกาหลี

เหล่านี้สรุปจากที่ได้อ่านคอลัมน์ “คุยกับเศรษฐา” โดย เศรษฐา ทวีสิน (ใน ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 19-วันพุธที่ 21 มกราคม 2569 หน้า 14) จากนั้น “คุยกับเศรษฐา”ยกตัวอย่างมวยไทย จะยกมาดังต่อไปนี้

“มวยไทยเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดของศักยภาพด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มวยไทยเป็นที่รู้จักทั่วโลก แต่ที่ผ่านมายังขาดการกำหนดมาตรฐานและโครงสร้างเชิงนโยบายที่ดึงความเป็นเจ้าของกลับมาที่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้เริ่มขยับในทิศทางนี้มากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘Muay Thai Soft Power’ ที่รัฐประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2567 ให้ชาวต่างชาติสามารถขอวีซ่าฝึกมวยไทยระยะยาวได้ เพื่อเชื่อมประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับการใช้จ่ายในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

แนวทางเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหากมวยไทยถูกยกระดับด้วยมาตรฐาน การรับรองและระบบนิเวศที่ชัดเจน ก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการเป็นเพียงภาพลักษณ์เชิงวัฒนธรรม”

มวยไทย มาจากไหน?

มวยไทยมีความสําคัญทางวัฒนธรรมที่มีพลังอย่างยิ่งในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยแต่ต้องทำความเข้าใจตรงกัน ดังนี้

“มวยไทย” เฉพาะชื่อไม่เคยมีมาก่อน เพราะถูกสร้างใหม่ไม่นานมานี้จากการเติมคําว่า “ไทย” หลังคําว่ามวย ด้วยเหตุผลทางการเมืองชาตินิยม แล้วผลักมวยไทยให้เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทย ทั้งนี้เพื่อแสดงตนเป็นเจ้าของกลุ่มเดียวในมวยไทย

ส่วนเนื้อแท้แล้ว มวยไทยเป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ที่คนในประเทศทางภูมิภาคอุษาคเนย์มีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน

มวยเป็นวัฒนธรรมร่วม

มวยไทยมีกําเนิดและมีพัฒนาการจากมวย (ไม่มีคําว่าไทย) ในพิธีกรรมทางศาสนาผีของอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีมาแล้ว

มวย (ไม่มีคําว่าไทย) คือการต่อสู้กันด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน ได้แก่ มือตีนแขนขา หรือหมัดเท้าเข่าศอก ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันเรียกมวยไทย แต่หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา ยืนยันว่ามวยมีพัฒนาการตามลําดับ ดังนี้

(1.) การต่อสู้กันด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน เป็นสัญชาตญาณสากลของมนุษยชาติ และ (2.) เป็นวัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์เมื่อชุมชนเริ่มแรกยกการต่อสู้กัน (ดังกล่าว) เป็นการละเล่นขอฝนในพิธีกรรมทางศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว โดยสมมติชื่อเรียกต่างๆ ตามภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่ม ซึ่งไทยเรียกมวย หลังจากนั้นอีกนานเรียกมวยไทย

สมัยอยุธยาไม่มี “มวยไทย”

มวยสมัยอยุธยาไม่มีคําว่า “ไทย” โดยพบหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร มีอายุเก่าสุดสมัยอยุธยาตอนต้น (แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ) ในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2011 (558 ปีมาแล้ว) ว่า “ปล้ำมวย” (ซึ่งไม่ตรงกับ “มวยปล้ำ” ปัจจุบัน) หมายถึงการต่อสู้กันอย่างเต็มกําลังความสามารถด้วยอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของตน

“ปล้ำมวย” เป็นการละเล่นในพิธีกรรมขอฝนหน้าแล้งเดือน 5 ทางจันทรคติ (ตรงกับเดือนเมษายนตามปฏิทินสากล) อยู่ในพระราชพิธี “ออกสนามใหญ่” (หมายถึงมีกิจกรรมกลางแจ้งในสนามหลวง) ตรงกับสงกรานต์ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย เรียก “เผด็จศกลดแจตร” คือขึ้นศักราชใหม่ หรือปัจจุบันเรียกขึ้นปีใหม่ (ตามประเพณีพราหมณ์อินเดียใต้ขึ้นปีใหม่สงกรานต์)

คําว่า “มวย” มีความหมายเดียวกับ “หมัด” แปลว่ามือที่กํารวบเป็นกําปั้นใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กัน บางทีใช้ซ้อนคําว่า “หมัดมวย” นอกจากนั้นยังหมายถึงการเกล้าผมหรือรวบปมเป็นมุ่นขมวดหรือเป็นกลุ่มบนกระหม่อมหรือท้ายทอย ซึ่งเรียกมวยผม, มุ่นผม, ขมวดผม รูปร่างกลมคล้ายกําหมัดเหมือนเลขหนึ่งเขมร ๑ เรียกมวย

สมัยอยุธยา 676 ปีที่แล้ว พ.ศ. 1893-2310 ชาวต่างชาติเรียกอยุธยาว่า สยาม,ประเทศสยาม ส่วนประชาชนอยุธยาคือชาวสยาม (เป็นลูกผสมนานาชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่”) ชาวสยามในอยุธยาเรียกตนเองว่าไทย, คนไทย และเรียกประเทศสยามว่า “เมืองไทย” แต่ยืนยันเรียก “มวย” เฉยๆ ไม่เรียก “มวยไทย”

พบหลักฐานในบันทึกลาลูแบร์ (ราชทูตฝรั่งเศส มาเจริญทางพระราชไมตรีกับราช สํานักอยุธยา) บันทึกว่าการละเล่นในแผ่นดินพระนารายณ์เรือน พ.ศ. 2200 มีมวยที่ต่อสู้กันด้วยหมัดและศอก โดยนักมวยพันมือของตนด้วยด้ายดิบ 3 หรือ 4 รอบ

แผ่นดินพระเจ้าตาก ไม่เรียก “มวยไทย”

สมัยธนบุรี 259 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2310-2325 ไม่เรียก “มวยไทย” โดยเรียก “มวย” เฉยๆ พบหลักฐานในพระราชนิพนธ์ ร. 5 (พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจํา ของ กรมหลวงนรินทรเทวี) กล่าวถึงพระเจ้าตากโปรดให้มีมวยหน้าพลับพลา ในงานฉลองพระแก้วมรกตที่วัดอรุณฯ พ.ศ. 2523

นอกจากนั้นยังพบ “มวย” (ไม่ “มวยไทย”) ในหนังสือปาจิตกุมารกลอนอ่าน วรรณกรรมกรุงธนบุรีแต่งเมื่อ 253 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2316 (เป็นต้นแบบกลอนสุนทรภู่)พรรณนางานพระบรมศพท้าวพรหมทัต (ตัวละครในนิทาน ไม่มีตัวตนจริง) มีมวย 11 คู่ ด้วยการตี “ฆ้อง” (ปัจจุบันระฆัง) เป็นสัญญาณการชก ดังกลอนตอนต้น ดังนี้

ครั้นเบี่ยงบ่ายชายแสงพระสุริย์ฉาน ภูมิบาลสั่งสารดํารัสไข
ให้เปรียบมวยซึ่งนั่งสนามใน ลั่นฆ้องใหญ่เรียกหาบรรดามวย
เข้ามาเทียบเปรียบได้ไทยกับแขก เป็นคู่แรกรูปร่างนั้นสะสวย
ให้ซ้อมมือแคล่วคล่องทั้งสองรวย สิบเอ็ดคู่เปรียบได้มวยตามบัญชา
ครั้นเปรียบแล้วลั่นฆ้องเรียกคู่แรก ไทยกับแขกแต่งแล้วไวหนักหนา
เข้าสนามกราบงามลงสามลา บังคมบาทราชาผู้จอมไกร
ลุกขึ้นยกหมัดเชิดเปิดให้ชก ข้างหนึ่งยกเท้าย่างเป็นก้าวไกล้
ปะเตะปับมือปัดก็พลาดไป ไอ้ไทยไวชกถูกเข้าลูกคาง
ไอ้แขกตามหมัดต้องเข้าปากแตก ไทยปะเตะแขกแบกเอาล้มผาง
ไทยไม่หนีรุกรี่ขึ้นไววาง ทําท่าทางกุมหมัดตั้งจังมัง
ไอ้แขกลองจ้องคว้าจมูกเหมาะ ไอ้ไทยถองศอกเคาะเอาหัวกั้ง
หมัดกะตักตีนเตะเข้าตึงตัง พวกคนดูร้องขึ้นดังเสียงว่าเออ

สมัยรัตนโกสินทร์ ไม่เรียก “มวยไทย”

สมัยรัตนโกสินทร์ 244 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2325 เรียก “มวย” เฉยๆ สืบเนื่องจากสมัยธนบุรียังไม่เรียก “มวยไทย”

เริ่มเรียก “มวยไทย” เมื่อมี “มวยฝรั่ง”

การแข่งขันชกมวยในประเทศทางตะวันตกแถบยุโรป, อเมริกา เป็นที่รู้จักในสังคมไทย เรียก “มวยฝรั่ง” ทําให้เรียกมวยที่มีอยู่ก่อนของไทยซึ่งต่างจากมวยฝรั่งอย่างตอกย้ำว่า “มวยไทย”

หลังโผน กิ่งเพชร เป็นแชมป์โลก “มวยฝรั่ง” รุ่นฟลายเวท เมื่อ 66 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2503 “มวยฝรั่ง” เป็นที่นิยมแพร่หลายมาก จึงถูกเรียกชื่อใหม่จนติดปากตั้งแต่นั้นว่า “มวยสากล”

มวยสากล หมายถึงการแข่งขันชกมวยบนเวทีที่จัดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมี “กฎ กติกามารยาท” ให้คู่ชกใช้หมัดได้อย่างเดียว โดยห้ามชกใต้เข็มขัด และห้ามใช้อวัยวะส่วนอื่น เช่น เตะด้วยตีน ฯลฯ

“มวยไทย” ในโลก

“มวยไทย” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งในโลกได้ไม่ยาก เมื่อทำดังนี้

(1.) ผลักดันมวยไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นสากล เช่นเดียวกับปัจจุบันนานาชาติไม่รู้สึกว่ามวยสากลไม่ใช่ของตน และไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนแปลกหน้าในมวยสากล

(2.) ไทยไม่ใช่เจ้าของกลุ่มเดียวของมวยไทย แต่ไทยพัฒนาตนเองได้ให้เป็นศูนย์กลางของมวยไทยและเป็นที่ยอมรับของนานาชาติด้วยการกําหนดมาตรฐานการแข่งขันและมีโครงสร้างเชิงนโยบายเป็นสากล

(3.) เปิดกว้างอย่างร่มเย็นให้นานาชาติเป็นเจ้าของมวยไทย มีการฝึกซ้อมและจัดการแข่งขันในประเทศของตนอย่างเต็มภาคภูมิโดยไทยไม่ปิดกั้นหรือกระแนะกระแหน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ‘มวยไทย’ ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...