“คนทำงานจะได้รับการยอมรับ” คุยกับ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ แดงเดียวในดงส้ม สส.กทม. 3 สมัย
เลือกตั้งปี 2566 ถูกกล่าวขานว่าเป็นปรากฏการณ์ ‘ล้มบ้านใหญ่’ ของแวดวงการเมืองไทย แต่ ‘ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์’ หรือ สส.อิ่ม แห่งพรรค ‘เพื่อไทย’ ยังคงรักษาเก้าอี้ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 20 ของตัวเองเอาไว้ได้เป็นสมัยที่ 3
นี่คือหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทย ที่สามารถแทรกพื้นที่กรุงทเพฯ ในวันที่พรรค ‘ก้าวไกล’ ซึ่งต่อมากลายเป็นพรรค ‘ประชาชน’ กวาดชัยชนะไปเกือบครบทุกเขต ก่อนที่ ฝุ่นจะตลบการเมือง ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นรัฐบาล และเสีย 2 นายกฯ ของพรรคไป ระหว่างบททดสอบสถานการณ์วิกฤตประเทศ
พูดอย่างตลกร้าย กลางความผันผวนเหล่านี้ ธีรรัตน์ กลับเป็นคนนึงที่มีโอกาสได้หล่อหลอมตนเอง ผ่านบทบาทในสภาฯ โดยเฉพาะในหมวกของ รมช.มหาดไทย
ซีรีส์ Real politik คุยการเมืองเรียลๆ จากคนการเมืองจริงๆ ผ่านรายการ TODAY LIVE สำนักข่าวทูเดย์ จับเข่าคุยกับ สส.อิ่ม ธีรรัตน์ เพื่อถามถึงความท้าทาย และความคาดหวังในฐานะแชมป์เก่า
เพื่อไทยเจอหนัก แต่ ‘ประชาชน’ หนักกว่า
ชัยชนะ 3 สมัย ของ ธีรรัตน์ ในฐานะ สส. กรุงเทพมหานคร เขต 20 เป็นตัวเลขที่ถูกรับรองอย่างเป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ถ้านับรวมการเลือกตั้งปี 2557 เข้าไปด้วย ธีรรัตน์จะเป็นแชมป์ 4 สมัย
ทว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งปี 2557 เป็นโมฆะ เพราะ กกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จทั่วประเทศได้ภายในวันเดียว ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากถูกกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. รวมตัวต่อต้านและขัดขวาง
ส่วนการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้า ในปี 2566 ธีรรัตน์ ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าผู้สมัครจากพรรคก้าวไกล และชนะไปอย่างเฉียดฉิว 4 คะแนน แต่ก็เป็น สส. จากพรรคอื่นหนึ่งเดียว จาก 33 เขต ที่ปาดเข้าป้ายในพื้นที่กรุงเทพฯ
ขณะที่ การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะมาถึงนี้ มีเรื่องท้าทายเพิ่มขึ้นอีก เมื่อธีรรัตน์ลงสมัคร เขต 20 เหมือนเดิม แต่การสำรวจของ กกต.ในครั้งนี้กลับตัด ‘แขวงลำปลาทิว’ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 แขวงของลาดกระบัง ไปรวมกับเขตเลือกตั้งในเขตหนองจอกแทน
ธีรรัตน์ ได้รับฟังความเห็นของประชาชนบางส่วนในแขวงลำปลาทิว พบว่ าประชาชนมีความหนักใจพอสมควร เกรงว่าจะเกิดความยุ่งยากสับสน หากต้องประสานงานกับ สส.ในอนาคต เพราะเวลาที่เป็นเขตปกครองอยู่ที่เขตลาดกระบัง แต่พอเป็นเขตเลือกตั้งกลับถูกตัดไปหนองจอก เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้ธีรรัตน์มองว่าการเมืองไทยยังวุ่นวาย ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่บ้านเรามีรัฐธรรมนูญครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2475 ซึ่งใกล้ครบร้อยปีแล้ว
“เสียงของคนที่เลือกไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น เช่น เสียงส่วนใหญ่ที่เป็นของนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งอันดับ 1 ควรจะเป็นรัฐบาล เป็นผู้นำ แต่ก็ถูกติดล็อกด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ทำให้ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน มันก็ผิดเจตนารมณ์ของประชาชนแล้ว”
ธีรรัตน์ ยกตัวอย่างปี 2562 พรรคเพื่อไทยได้ สส.มากที่สุด แต่กลับไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีพรรคที่ร่วมกันมาจากยุคอดีตรัฐบาลเผด็จการ รวมถึง สว.จากการแต่งตั้งของรัฐบาลทหาร ที่ได้รับมอบอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี และ สว.ชุดนั้นยังคงอยู่ต่อมาจนถึงการเลือกตั้งปี 2566
ปัจจัยที่กล่าวมาทำให้เกิดภาวะการเมืองติดล็อก นำไปสู่การหาเสียงว่าพรรคการเมืองต้องชนะให้ได้แบบ ‘แลนด์สไลด์’ เท่านั้น เพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก และทำให้นโยบายที่เคยหาเสียงไว้เป็นจริงได้ ถึงท้ายสุดผลไม่เป็นตามเป้าหมาย แต่รัฐบาลเพื่อไทยก็รวมเสียงจนได้ ก่อนเผชิญกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่สั่งให้นายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งตามลำดับ
เมื่อถูกตั้งคำถามว่าพรรคเพื่อไทยเรียกได้ว่า ‘เจอมาหนัก’ ใช่หรือไม่? ธีรรัตน์ ไม่ปฏิเสธ แต่ก็มองว่า ‘ประชาชนเจอหนักกว่า’ เพราะมีปัญหาอีกหลายอย่างที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ เศรษฐกิจย่ำแย่ทั่วโลก ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดตัวลง
แม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนก็ยังถูกลิดรอน ไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือไม่ได้รับความยุติธรรมจากภาครัฐ โดยเฉพาะปัญหาสแกมเมอร์ ที่ก่อเหตุหลอกลวงและฉ้อโกงเงินออนไลน์
เมื่อการเลือกตั้งปี 2569 ใกล้จะมาถึง ธีรรัตน์ มองว่า การเมืองไทยที่ติดหล่มเดิมๆ ต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมกับปัญหาบ้านเมืองอื่นๆ ที่หนักหนาไม่แพ้กัน
“ย้อนกลับไปมันวุ่นวาย แค่เพียงไม่กี่ปีเรามีนายกฯ ถึง 3 คน…พอเกิดการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญออกมา มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ก็มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย”
“สิ่งที่นายกฯ แต่ละท่านทำงาน ทุกคนมองในเรื่องของการแก้ไขปัญหา ให้พี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว แต่กลับถูกตัดสินจากคนเพียงไม่กี่คน อย่างนี้ก็ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญ ที่ทำยังไงเราถึงจะทำให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อไปในทางที่ดีขึ้นได้ ไม่ติดหล่มอยู่กับปัญหาเดิมๆ อีก”
“ประชาชนจำได้ว่าใครทำอะไรไว้” กรณีศึกษา เชียงราย-หาดใหญ่
ในเวลาไม่กี่เดือนหลังเปลี่ยนจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สู่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย มีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้นหลายเรื่อง ทำให้เลี่ยงเปรียบเทียบ 2 รัฐบาล ไปไม่ได้
ประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงไม่น้อย คือ การรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เคยเกิดขึ้นใน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ยุคนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พรรคเพื่อไทย และการรับมือกับภัยพิบัติจากเหตุการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในยุคนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า การจัดการภัยพิบัติที่หาดใหญ่ ‘ล้มเหลว’ และมีผู้เปรียบเทียบว่า การจัดการภัยพิบัติที่เชียงรายมีความเป็นระบบระเบียบ สามารถชี้แจงข้อมูลได้อย่างชัดเจน และเยียวยาประชาชนได้อย่างรวดเร็วกว่า
ธีรรัตน์ เล่าว่า เธอลงไปอยู่ในพื้นที่ตลอดหนึ่งเดือน ช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่ม ปี 2567 ในฐานะ รมช.มหาดไทย จึงแบ่งปันประสบการณ์การทำงานของตนเอง ว่าการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งนั้นดำเนินไปได้อย่างไร
โคลนจำนวนมหาศาลโถมท่วมบ้านเรือนประชาชน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธีรรัตน์ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปช.) ส่วนหน้า และพบปัญหา ‘ต่างคนต่างทำ’ ในพื้นที่หน้างาน การลงพื้นที่ในฐานะประธาน ศปช. ส่วนหน้าของธีรัตน์ จึงเป็นการนำกำลังจากส่วนกลางเข้าไปเสริมท้องถิ่น
“ตั้งแต่วันแรก (Day-1) ที่เราลงไป เราเชิญเขามาประชุม รับฟังความคิดเห็นจากเขาว่า อะไรที่คุณเห็นว่ารัฐต้องเร่งดำเนินการ แล้วเราก็เอากำลังของเราเสริมเข้าไปให้มันความสมบูรณ์มากขึ้น”
“เรากำหนดเวลาในการแก้ไขเอาไว้หนึ่งเดือนเป็นเดดไลน์ แล้วมีการแบ่งโซนกันทำ ตรงไหนท้องถิ่นทำ ตรงไหนอำเภอเป็นคนทำ ตรงไหนทหารเป็นคนทำ ตรงไหนที่มหาดไทยเป็นคนทำ มีความชัดเจนอยู่ แล้วก็มีเซ็นเตอร์ที่เราลงไปอยู่ในขณะนั้น”
“พอเราเปิดพื้นที่ให้เขามาพูดคุย แล้วเราก็เสริมไป ก็ทำให้เรื่องมันสำเร็จและดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นขึ้นมาก”
การลงไปอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง ทำให้ธีรรัตน์มองเห็นภาพรวมทั้งหมด จึงประเมินได้ว่าตรงไหนที่การดำเนินงานเป็นไปตามกำหนด ตรงไหนที่ต้องเร่งทำงานเพิ่มขึ้น
“สิ่งหนึ่งที่บอกกับพี่น้องประชาชน ว่าทำไมพี่อิ่มที่เป็น สส.ลาดกระบัง ไม่ใช่คนที่อยู่ในพื้นที่เชียงราย แต่ได้ไปบัญชาการที่เชียงราย นั่นก็เป็นเพราะเราสามารถที่จะรวบรวมการทำงานของหน่วยงาน มีการบริหารจัดการที่ให้ทุกคนมาร่วมมือกันทำได้ ไม่ต่างคนต่างทำ”
เมื่อถูกถามถึงกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน และมีภาพความเสียหายเกิดขึ้น ‘ความล้มเหลว’ ธีรรัตน์กล่าวว่าตนเองลงไปสำรวจพื้นที่เกิดเหตุที่หาดใหญ่เช่นกัน
“พอพี่ลงไปในพื้นที่เอง เราก็พยายามติดตามข่าวสารว่าต้องไปที่ไหน แต่สิ่งที่เห็นมันมีแต่ความชุลมุนไปหมดเลย พี่น้องประชาชนก็มารอของนั่นแหละ แต่มันไม่ได้มีการจัดการ ก็เลยเป็นภาพที่วุ่นวายพอสมควร ฉะนั้นจะพบว่าบางจุดได้ บางจุดไม่ได้”
“เราลงไปในจุดที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ตลาดกิมหยง ประชาชนเดินเข้าบอกเราว่าซอยบ้านเขาที่เป็นพื้นที่ที่ค้าขายแท้ๆ แต่กลับไม่มีหน่วยงานภาครัฐเข้าไปบอกเลยว่าตรงนี้จะมาจัดเก็บขยะเมื่อไหร่ จะให้เตรียมตัวอะไรยังไงบ้าง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรารับทราบจากการทำงาน แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง แต่ก็เห็นถึงความวุ่นวายพอสมควร”
ธีรรัตน์มองว่า ไม่มีใครอยากให้การจัดการภัยพิบัติล้มเหลว แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ ‘ไม่มีการจัดการอะไร’ จนกลายเป็นภาพของความล้มเหลว อย่างที่หลายคนมองเห็น แม้กระทั่งตัวเลขผู้เสียชีวิตก็ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างชัดเจนแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปนานนับเดือน
“ถ้าไปเห็นสภาพเมืองนี่คือเหมือนอะไรก็ไม่รู้เลย ซึ่งอย่างน้อยพวกนี้ยังสามารถสร้างคืนขึ้นมาได้ แต่ชีวิตของคนที่สูญเสียไปนั่นแหละที่เราไม่สามารถที่จะพาเขากลับมาได้”
ธีรรัตน์มองว่าความสูญเสียตกอยู่กับประชาชน ทำให้หลายคนเข้าสู่ภาวะติดลบ แต่เธอย้ำว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นและจะต้องไม่เกิดซ้ำอีก ซึ่งการทำงานที่ผ่านมาของสองรัฐบาลอาจทำให้พี่น้องประชาชนเห็นถึงความแตกต่าง เธอจึงคาดหวังว่า พรรคเพื่อไทยจะได้รับความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง
“พี่น้องประชาชนไม่ได้ลืม เพียงแต่พวกเขารู้สึกว่าควรต้องเดินหน้าต่อ แต่เชื่อว่าประชาชนจำได้ว่าใครทำอะไรไว้บ้าง”
บทพิสูจน์ ‘คนทำงาน’ คือคะแนนเสียงที่ได้รับจากประชาชน
นอกเหนือจากการลงพื้นที่เชียงราย ในสถานการณ์ภัยพิบัติ ธีรรัตน์ ยังเล่าถึง การทำหน้าที่รักษาการ รมว.มหาดไทย ช่วงก่อนเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และเป็นผู้ยืนยันการมอบสัญชาติให้กับผู้ไร้สถานะบุคคลทางกฎหมายในไทยนับแสนรายในเดือนตุลาคม 2568
การมอบสัญชาติเกิดขึ้นช่วงเดียวกับที่มีเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จนเกิดปรากฏการณ์ ‘ทัวร์ลง’ เพราะมองว่าเป็นการมอบสัญชาติไทยให้แก่แรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นเรื่องไม่เหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าว
ธีรรัตน์ ยืนยันว่า ตนเองไม่กลัวทัวร์ลง และยินดีอธิบายข้อเท็จจริงให้ฟัง โดยย้ำว่าให้สัญชาติไทยแก่บุคคลไร้สถานะในครั้งนั้นทำตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่เพิ่งเข้าไปทำงานแล้วก็มอบให้เลย แต่เป็นไปตามเงื่อนไขของการให้สัญชาติกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้ามาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ก่อนปี 2542 รวมถึงผู้ที่มีลูก หรือเข้ามาเป็นคนไทยแบบไม่ได้รับสิทธิ์ ซึ่งคนกลุ่มนี้เข้าเกณฑ์อยู่แล้วและผ่านการสำรวจแล้วตามขั้นตอน
“อะไรที่ทำได้แล้วพี่รู้สึกว่ามันต้องเปลี่ยนก็คือต้องเปลี่ยน แล้วเขาก็เชื่อนะ ข้าราชการเขาก็พร้อมที่จะทำตามเหมือนกัน ถ้าเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีและเกิดประโยชน์ บางทีเขาก็ทนทุกข์ กับสิ่งเหล่านั้นมานานแล้วแต่ไม่มีใครคอยดันหลังให้เขาทำได้ แต่เราบอกว่าคุณไม่ต้องกลัว เดี๋ยวเราอยู่ข้างคุณ”
ประเด็นที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนมาจากประสบการณ์การทำงานทั้งในฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารของ ธีรรัตน์ ทำให้เธอกล้าพูดว่า พร้อมทำงานต่อทันทีถ้าได้รับโอกาสจากประชาชนในการเลือกตั้ง 2569 เพราะเวลาทั้งหมดที่มีทุ่มให้กับ ‘การทำงาน’ เป็นอันดับแรก ทั้งยังยืนยันว่าจะไม่ย้ายไปพรรคอื่นใดนอกจากเพื่อไทยอีกด้วย
ธีรรัตน์ ยังคงสวมเสื้อสีแดงในสังกัดเพื่อไทยสมัครชิงตำแหน่ง สส. กทม. เขต 20 โดยไม่คิดย้ายพรรค เพราะเธอมองว่าพรรคเพื่อไทย เปิดโอกาสให้คนทำงานได้แสดงความคิดเห็น และรับฟังในสิ่งที่เห็นต่างอย่างเปิดกว้าง
สิ่งที่ธีรรัตน์มองว่าเป็นจุดแข็งทั้งของตนเอง และของพรรค คือการคำนึงถึงเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจของประชาชน ซึ่งมีการเผยแพร่นโยบายหาเสียงไปแล้ว และเปรียบได้กับดีเอ็นเอที่สืบทอดมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน จนมาถึงเพื่อไทย ซึ่งมีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ได้แก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ‘ดร.เชน’
“ในขณะที่ ดร.เชนประกาศว่าเราจะดันหลังพี่น้องเกษตรกร ดันหลังพี่น้องประชาชน อีกมุมหนึ่งพี่น้องประชาชนก็ดันหลังเราอยู่เหมือนกัน เพราะเราคือความหวังของเขา เราคือคนที่เคยหยิบยื่นโอกาสให้พี่น้องประชาชนสามารถยืนได้อย่างเข้มแข็ง และนั่นคือสิ่งที่เขาเชื่อมั่นว่าเพื่อไทยทำได้”
แม้จะมองว่าปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาว กทม. มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะพื้นที่ใดตัดสินใจเลือกผู้แทนก็คือ ความตั้งใจ ความจริงใจ และการเป็นผู้แทนซึ่งทำงานให้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ในเวลาที่พวกเขาต้องการ
ธีรรัตน์ มองว่า ปัจจัยที่ว่ามาคือเหตุผลหลักที่ทำให้เธอได้รับเลือกเป็น สส.มาหลายสมัย และรวมถึงปี 2566 ที่กระแสพรรค ‘สีส้ม’ มาแรงแซงโค้งพรรคใหญ่หลายพรรค
“อย่างการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่มีการเลือกโดยกระแส คะแนนของพี่ก็ยังเป็นคะแนนของคนที่ให้เพราะการทำงานอยู่ ก็คิดว่าน่าจะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปโหวตเตอร์ของเรามองผู้แทนที่สามารถทำงานให้กับเขาได้จริงๆ”
แม้การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะลดระดับการตั้งเป้าหมายเรื่องคะแนนเสียงลงจากปี 2566 แต่ธีรรัตน์มองว่า เมื่อลงสนามแล้วทุกคนก็ต้องทำให้ดีที่สุด ให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า สิ่งที่พรรคประกาศออกไปจะทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้น และทำให้ประเทศชาติดีขึ้น
“คงไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องเป็นที่หนึ่ง สอง สามหรอกค่ะ แต่วันนี้ทุกคนลงสนามแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด…เพราะฉะนั้นเสียงทุกเสียงจากพี่น้องประชาชนคือคำตอบว่าเราจะได้ทำหน้าที่ในบทบาทไหน”