สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเวเนซุเอลา คุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร ทรัมป์แถลงจะบริหารประเทศจนกว่าเปลี่ยนผ่านได้เหมาะสม
ที่มาภาพ:https://www.aljazeera.com/news/2026/1/3/trump-bombs-venezuela-us-captures-maduro-all-that-we-know
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯประกาศเช้าวันเสาร์ (3 มกราคม 2568)ว่า ประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกจับกุมตัวแล้วหลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ในกรุงการากัส โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Fox News ว่าเขาได้เฝ้าดูนาทีการจับกุมมาดูโรแบบเรียลไทม์ “เหมือนกับดูรายการโทรทัศน์”
สำนักข่าว CNN รายงานว่า ทรัมป์กล่าวว่าขณะนี้มาดูโรอยู่บนเรือรบ USS Iwo Jima เพื่อมุ่งหน้าไปยังนครนิวยอร์ก ซึ่งเขาจะต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหายาเสพติดและอาวุธที่ศาลรัฐบาลกลางในย่านแมนแฮตตัน ส่วนทิศทางการบริหารประเทศเวเนซุเอลาต่อไปนั้น ทรัมป์ระบุว่ายังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของเวเนซุเอลายืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นผู้นำประเทศและเรียกร้องให้มีการส่งตัวเขากลับคืนมา
แหล่งข่าวเปิดเผยกับ CNN ว่า มาดูโรและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ลากตัวออกมาจากห้องนอนในระหว่างการบุกจู่โจม ทั้งนี้ ทรัมป์กล่าวว่ามีชาวอเมริกันบางส่วนได้รับบาดเจ็บจากการที่เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งถูกยิงโจมตีระหว่างปฏิบัติการ ซึ่งแผนการนี้ถูกวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบในทางลับมาตั้งแต่เดือนธันวาคม
NBS News รายงานว่า ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Fox News เกี่ยวกับทิศทางในอนาคตของเวเนซุเอลา
เมื่อถูกถามว่าเขาจะสนับสนุน มาเรีย คอรีนา มาชาโด (María Corina Machado) ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว ให้เป็นประธานาธิบดีคนต่อไปของประเทศหรือไม่ ทรัมป์ตอบกับ Fox News ว่า “เราคงต้องรอดูกันในตอนนี้”
“พวกเขามีรองประธานาธิบดีอยู่ อย่างที่คุณรู้” ทรัมป์กล่าวเสริม ก่อนจะตั้งข้อสงสัยว่ารองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องหรือไม่
“ผมหมายความว่า ผมไม่รู้เลยว่านั่นคือการเลือกตั้งแบบไหน แต่ การเลือกตั้งของมาดูโรน่ะมันเป็นเรื่องน่าอับอาย” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว
จากนั้นทรัมป์ได้เปรียบเทียบการเลือกตั้งของมาดูโร กับความพยายามในการเลือกตั้งใหม่ที่ล้มเหลวของเขาในปี 2020 ซึ่งทรัมป์อ้างแบบผิดๆ มาตลอดหลายปีว่ามีการ “โกง” เกิดขึ้นเพื่อขัดขวางเขา ทั้งที่โจ ไบเดน เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020
การเลือกตั้งของมาดูโรในเวเนซุเอลา “มันก็น่าอับอายเหมือนกับการเลือกตั้งของผม” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า “ปี 2020 คือความอับอาย”
“[มาดูโร] มีการเลือกตั้งที่เป็นการเลือกตั้งที่มีการโกง และประชาชนก็ไม่ได้รักเขา นั่นเป็นเรื่องแน่นอน เขามีคนที่รักน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเผด็จการ” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว
ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ภาพบน Truth Social ให้เห็นประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกควบคุมตัว พร้อมข้อความว่า “Nicolas Maduro on board the USS Iwo Jima” หรือ“นิโคลัส มาดูโร บนเรือ USS Iwo Jima” โดยอ้างถึง USS Iwo Jima เรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ภาพดังกล่าวดูเหมือนจะแสดงให้เห็นมาดูโรถูกปิดตา สวมหูฟัง สวมชุดวอร์มสีเทา และถือขวดน้ำ
ภาพจาก Truth Social ของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มาภาพ: เพจ FB The White House
เจ้าหน้าที่เปิดเผยกับ CBS News ว่า หน่วยเดลตาฟอร์ซ (Delta Force) ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยรบพิเศษระดับมือพระกาฬ เป็นผู้ลงมือปฏิบัติภารกิจในการจับกุมตัวมาดูโรในครั้งนี้
“การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ได้สั่งสมกำลังทางทหารในภูมิภาคนี้มานานหลายเดือน โดยมีการวางกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford พร้อมด้วยเรือรบอื่น ๆ อีกจำนวนมากในทะเลแคริบเบียน”
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ยึดเรือขนส่งน้ำมัน 2 ลำนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงต่อเรือมากกว่า 30 ลำที่รัฐบาลระบุว่ากำลังบรรทุกยาเสพติด และโจมตีพื้นที่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกว่า ‘บริเวณท่าเรือที่พวกเขากำลังขนยาเสพติดขึ้นเรือ'”
สาย CIA ในรัฐบาลมาดูโรมีส่วนช่วยปฏิบัติการของสหรัฐฯ
CBS News รายงานด้วยว่า ได้รับข้อมูลว่า สายของ CIA ที่แฝงตัวอยู่ภายในรัฐบาลเวเนซุเอลา ได้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถติดตามพิกัดที่อยู่ของมาดูโรในช่วงก่อนที่จะมีการจับกุมตัว
บทบาทของสาย CIA รายนี้ถูกรายงานครั้งแรกโดย The New York Times โดยแหล่งข่าวระบุว่าสายลับคนนี้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายข่าวกรองขนาดใหญ่ ซึ่งรวมถึงข่าวกรองจากภาพถ่ายทางอากาศ (Overhead intelligence) และข่าวกรองทางสัญญาณ (Signals intelligence) ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบมานานหลายเดือน ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง CIA และกระทรวงกลาโหม
นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าทางหน่วยงานจะให้ความสำคัญกับการสรรหาแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล (Human sources) เป็นอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าสายข่าวรายนี้ถูกดึงตัวมาเข้าร่วมตั้งแต่เมื่อใด ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยเสนอเงินรางวัลนำจับมาดูโรสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุม
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยคำฟ้องฉบับใหม่ดำเนินคดีมาดูโร พร้อมภรรยาและบุตรชาย
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยคำฟ้องฉบับใหม่เมื่อวันเสาร์ (3 มกราคม 2569) เพื่อดำเนินคดีกับประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา พร้อมด้วยภรรยาและบุตรชายของเขา
กระทรวงยุติธรรมกล่าวหาในคำฟ้องว่า มาดูโรและพรรคพวกได้เปลี่ยนสถาบันต่าง ๆ ของเวเนซุเอลาให้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะการทุจริตที่ขับเคลื่อนด้วยการค้ายาเสพติดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
ในคำฟ้องระบุว่า การทุจริตดังกล่าวนั้น “เป็นการหาประโยชน์เข้ากระเป๋าของบรรดาเจ้าหน้าที่เวเนซุเอลาและครอบครัว ขณะเดียวกันก็เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายยาเสพติดที่ใช้ความรุนแรง ซึ่งปฏิบัติการโดยไม่ต้องเกรงกลัวกฎหมายบนแผ่นดินเวเนซุเอลา และเป็นผู้ที่ช่วยผลิต คุ้มกัน และขนส่งโคเคนจำนวนหลายตันมายังสหรัฐอเมริกา”
ในรายงานของ CBS News ระบุว่า คำฟ้องซึ่งจัดเตรียมโดย นายเจย์ เคลย์ตัน (Jay Clayton) อัยการสหรัฐฯ ประจำนิวยอร์ก กล่าวหาว่ามาดูโรมีความผิดฐานสมคบกันก่อการร้ายยาเสพติดและนำเข้าโคเคน รวมถึงการครอบครองและสมคบกันครอบครอง “ปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง” ซึ่งข้อหาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นข้อหาเดียวกับที่เคยปรากฏในคำฟ้องปี 2020 ต่อตัวมาดูโรและผู้ช่วยคนสำคัญอีกหลายคน
คำฟ้องระบุว่า: “เป็นเวลากว่า 25 ปีที่ผู้นำเวเนซุเอลาได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจจากสาธารณะไปในทางมิชอบ และทำให้สถาบันต่างๆ ที่เคยถูกกฎหมายต้องเสื่อมทรามลง เพื่อนำเข้าโคเคนจำนวนหลายตันมุ่งหน้าสู่สหรัฐอเมริกา” ก่อนจะกล่าวหาต่อไปว่า มาดูโร “เป็นผู้นำของการทุจริตนั้น และได้ร่วมมือกับผู้สมรู้ร่วมคิดในการใช้อำนาจที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายรวมถึงใช้สถาบันต่างๆ ที่เขาทำให้เน่าเฟะ เพื่อขนส่งโคเคนหลายพันตันไปยังสหรัฐอเมริกา”
ในคำฟ้องที่ยื่นฟ้องผู้นำเวเนซุเอลาเมื่อปี 2020 อัยการรัฐบาลกลางกล่าวหาว่า มาดูโรและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ของรัฐบาลเวเนซุเอลา ได้ร่วมมือกับกลุ่มกองโจรโคลอมเบีย (Fuerzas Armadas Revolucionarias de Colombia:FARC) เพื่อลักลอบขนโคเคนและอาวุธไปยังสหรัฐอเมริกา
จีนประณามการกระทำของสหรัฐฯ ชี้เป็นการ “ใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตย” และมาดูโร
ประเทศจีนได้ออกแถลงการณ์ผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประณามการปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในเวเนซุเอลา
“จีนรู้สึกตกใจอย่างยิ่งและขอประณามอย่างรุนแรงต่อการที่สหรัฐฯ ใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งต่อรัฐอธิปไตย และการกระทำต่อประธานาธิบดี (นิโกลัส มาดูโร)” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม X
“พฤติกรรมอันเป็นลักษณะความเป็นเจ้าโลก (Hegemonic acts) เช่นนี้ของสหรัฐฯ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอธิปไตยของเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง ทั้งยังคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียน จีนขอคัดค้านเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด เราขอเรียกร้องให้สหรัฐฯ ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และหยุดละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่น” โฆษกกล่าวเสริม
เลขาธิการ UN เตือนถึง “ผลกระทบที่น่ากังวล” จากการใช้กำลังทหารของสหรัฐฯ
โฆษกของนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เผยว่า เขารู้สึก “ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง” ต่อการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา โดยนายสเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกส่วนตัวกล่าวเสริมว่า เหตุการณ์นี้ “อาจส่งผลกระทบที่น่ากังวลต่อภูมิภาค”
“ไม่ว่าสถานการณ์ในเวเนซุเอลาจะเป็นอย่างไร พัฒนาการเหล่านี้ถือเป็นบรรทัดฐานที่อันตราย” ดูจาร์ริกกล่าวในแถลงการณ์ “เลขาธิการยังคงย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่จากทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติด้วย” นอกจากนี้ เขายังเสริมว่าผู้นำ UN “กังวลอย่างมาก” ที่หลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ
สหภาพยุโรปเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
คาจา คัลลาส (Kaja Kallas) ผู้แทนระดับสูงด้านการต่างประเทศของสหภาพยุโรป กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า เธอได้หารือกับ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และเอกอัครราชทูต EU ประจำกรุงการากัสแล้ว
เธอกล่าวว่า EU กำลัง “เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” และตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมา EU ได้ “ย้ำเตือนอยู่เสมอว่า นายมาดูโรขาดความชอบธรรมในการเป็นผู้นำ”
“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติต้องได้รับการเคารพ” คัลลาสโพสต์ข้อความลงบนสื่อสังคมออนไลน์ “เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น โดยความปลอดภัยของพลเมือง EU ในประเทศเวเนซุเอลาคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด”
รัสเซียและอิหร่านประณามการโจมตีของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลา
รัสเซียและอิหร่านเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่ออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ต่อเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ ใช้กำลังทางทหารโจมตีเวเนซุเอลา และการประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องการจับกุมตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำของประเทศในลาตินอเมริกาแห่งนี้
สำนักข่าว AFP รายงานว่า อิหร่านได้ประณามการโจมตีดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการ “ละเมิดอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของเวเนซุเอลาอย่างร้ายแรง”
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ผ่านสำนักข่าว Reuters โดยกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กระทำการ “รุกรานทางทหารต่อเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งและสมควรแก่การประณาม”
แถลงการณ์ของรัสเซียยังระบุอีกว่า “ข้ออ้างที่นำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวนั้นไม่มีมูลความจริง” พร้อมเรียกร้องให้มีการป้องกัน “ไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้” รวมถึงผลักดันให้เกิดการเจรจา และสนับสนุนข้อเรียกร้องให้มีการจัดประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)
ลำดับเหตุการณ์โจมตี
รัฐบาลเวเนซุเอลาออกมายืนยันว่า นอกเหนือจากกรุงการากัส (Caracas) ซึ่งเป็นเมืองหลวงแล้ว กองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีครอบคลุมพื้นที่อีก 3 รัฐสำคัญ จากรายงานของ Al Jazeera
มีรายงานว่าเกิดระเบิดอย่างน้อยเจ็ดครั้งในกรุงการากัส เมืองที่มีประชากรมากกว่าสามล้านคน เมื่อเวลาประมาณ 2 นาฬิกาตามเวลาท้องถิ่น (06:00 GMT) โดยชาวบ้านกล่าวว่าพวกเขาได้ยินเสียงเครื่องบินบินต่ำ
ลูเซีย นิวแมน บรรณาธิการข่าวลาตินอเมริกาของAl Jazeera รายงานว่าอย่างน้อยหนึ่งในระเบิดดูเหมือนจะมาจากบริเวณใกล้ป้อมติอูนา ฐานทัพหลักในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา ก่อนหน้านี้ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) ได้ออกคำสั่งให้สายการบินพาณิชย์ของอเมริกาหลีกเลี่ยงน่านฟ้าของเวเนซุเอลา
ภายในไม่กี่นาทีหลังจากเกิดระเบิด มาดูโรประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยรัฐบาลของเขาระบุว่าสหรัฐฯ เป็นผู้โจมตี โดยกล่าวว่าได้โจมตีทั้งกรุงการากัสและรัฐใกล้เคียง ได้แก่ มิรันดา อารากัว และลา กัวอิรา
สำหรับสถานการณ์ในกรุงการากัสหลังการจับกุม ประชาชนตอบสนองที่แตกต่างกัน โดย กลุ่มผู้สนับสนุนมาดูโรต่างชูหมัดขึ้นเหนือศีรษะขณะรวมตัวกันบนท้องถนนในกรุงการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลาในวันนี้ หลังจากที่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเขา
“มีภาพปรากฏของผู้ประท้วงรายหนึ่งที่กำลังทำความเคารพพร้อมชูหนังสือพิมพ์ที่มีข้อความพาดหัวว่า: ‘มาดูโร: ฉันจะยืนหยัดอยู่บนท้องถนนร่วมกับประชาชนต่อไป'”
“ยังไม่มีการระบุจำนวนที่แน่ชัดของผู้ที่ออกมารวมตัวกัน หลังจากที่รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ประกาศเรียกร้องให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลาออกมาประท้วงบนท้องถนน เพื่อต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ ในครั้งนี้”
สำหรับชาวเวเนซุเอลาบางส่วน การจับกุมประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชนในประเทศนั้น
“ฉันมีความสุขมากที่สุด มันเป็นความรู้สึกที่ว่าในที่สุดผู้คนก็เข้าใจเสียทีว่าเวเนซุเอลาไม่ได้เป็นประเทศประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว” ราเควล เด ฟาเรีย (Raquel De Faria) แพทย์หญิงชาวเวเนซุเอลา-บราซิล ผู้ซึ่งเติบโตในเวเนซุเอลาและตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศในปี 2018 เนื่องด้วยสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ กล่าว
เธอกล่าวเสริมว่า ทรัมป์ได้ “เข้ามาจัดการปัญหา “ความจริงก็คือพวกเขาเป็นรัฐบาลยาเสพติด และนั่นคือสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการควบคุม”
มันคือ “ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” เธอกล่าว “ฉันรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว มันคือชัยชนะ และช่างเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับเวเนซุเอลา”
โรนัลด์ กาลูอี (Ronald Galuee) กล่าวกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า “มันควรจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกสำหรับชาวเวเนซุเอลาทุกคน” ว่า “ตอนนี้ถึงเวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนผ่านในประเทศนี้”
ที่มาภาพ:https://www.aljazeera.com/news/2026/1/3/trump-bombs-venezuela-us-captures-maduro-all-that-we-know
นิโกลัส มาดูโร คือใคร และทำไมทรัมป์ถึงควบคุมตัว?
The Guardian รายงานว่า มาดูโร (Maduro) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวเนซุเอลามาตั้งแต่ปี 2013 เขาเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นพนักงานขับรถโดยสารสาธารณะ และก้าวขึ้นมามีบทบาทโดดเด่นในยุคของอดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีต่อจากชาเวซหลังจากที่เขาเสียชีวิต
การปกครองของมาดูโรถูกมองว่าเป็นระบอบเผด็จการ โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประมาณการในปี 2019 ว่ามีชาวเวเนซุเอลามากกว่า 20,000 คน ถูกสังหารในเหตุวิสามัญฆาตกรรม สถาบันหลักที่สำคัญ เช่น ตุลาการ ถูกทำลายลงในยุคของมาดูโร และหลักนิติธรรมก็เสื่อมโทรมลงอย่างมาก รวมถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ก็ย่ำแย่ลงภายใต้การปกครองของเขาเช่นกัน
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เรียกร้องซ้ำหลายครั้งให้มีการขับไล่มาดูโรออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ส่งยาเสพติดและอาชญากรเข้าไปในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังขาดหลักฐานที่แน่ชัด
แม้จะมีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงตอบโต้กันไปมานานหลายเดือน แต่การจับกุมประธานาธิบดีที่ยังอยู่ในตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 มกราคม 2569) กลับเกิดขึ้นโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า และดูเหมือนว่าทางการเวเนซุเอลาจะถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวจากการปฏิบัติการที่อุกอาจในครั้งนี้
มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านบอกถึงเวลาของอิสรภาพแล้ว!”
เมื่อเช้าวันเสาร์ (3 มกราคม 2569) มาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านได้ออกแถลงการณ์ถึงชาวเวเนซุเอลาทั่วโลกภายหลังการจับกุมมาดูโร โดยมีใจความสำคัญว่า
“พี่น้องชาวเวเนซุเอลา ถึงเวลาของอิสรภาพแล้ว!” เธอระบุในแถลงการณ์
เธอกล่าวว่าผู้นำที่ถูกขับไล่ (มาดูโร) “จะต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ สำหรับอาชญากรรมอันโหดเหี้ยมที่ได้กระทำต่อชาวเวเนซุเอลาและพลเมืองของประเทศอื่นๆ อีกมากมาย” พร้อมประกาศว่า “ถึงเวลาแล้วที่อำนาจอธิปไตยของปวงชนและอธิปไตยของชาติจะกลับมาแผ่ไพศาลในประเทศของเรา เราจะกอบกู้ระเบียบวินัย ปล่อยตัวนักโทษการเมือง สร้างประเทศที่ยอดเยี่ยม และพาลูกหลานของเรากลับบ้าน”
นอกจากนี้ มาชาโดได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกยอมรับ เอดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย (Edmundo González Urrutia) ในฐานะ “ประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างชอบธรรม” ของเวเนซุเอลา และขอให้เขาเข้าสู่อำนาจในการบริหารรัฐบาลและกองทัพทันที
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดการแถลงข่าว ณ รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ที่มาภาพ:เพจ FB The White House
สหรัฐจะเข้าบริหารประเทศเวเนซูเอลา
ต่อมาเวลา 11:00 น. (ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 23.00 น.ตามเวลาประเทศไทย) ของวันที่ 3 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดการแถลงข่าว ณ รีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ต่อเหตุการณ์ที่ทั่วโลกจับตามองอย่างที่สุด โดยมี มาร์โก รูบิโอ (รัฐมนตรีต่างประเทศ) และ พีท เฮกเซธ (รัฐมนตรีกลาโหม) ยืนประกบข้างด้วยเพื่อแสดงถึงเอกภาพระหว่างนโยบายการต่างประเทศและการปฏิบัติการทางทหาร จากรายงานของ NBC News
ทรัมป์กล่าวว่า “ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ได้ดำเนินการปฏิบัติการทางทหารครั้งพิเศษในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา พลังทางทหารที่ทรงแสนยานุภาพของอเมริกา ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางทะเล ถูกนำมาใช้เพื่อโจมตีอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และเป็นการโจมตีที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”
สหรัฐฯ “กำลังจะเข้าไปบริหารประเทศ” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลาในการแถลงข่าววันนี้ ภายหลังการจับกุมตัวผู้นำเวเนซุเอลาโดยกองกำลังสหรัฐฯ
“เราจะบริหารประเทศจนกว่าจะถึงเวลาที่เราสามารถทำการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัย ถูกต้อง และเหมาะสม” เขากล่าว “ดังนั้น เราจึงไม่อยากเข้าไปข้องเกี่ยวกับการปล่อยให้คนอื่นเข้ามา แล้วก็เกิดสถานการณ์แบบเดิมซ้ำรอยกับที่เราเผชิญมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา”
“ตอนนี้เราอยู่ที่นั่นแล้ว” เขาเสริม “ดังนั้น เราจะอยู่ที่นั่นจนกว่าจะถึงเวลา… โดยพื้นฐานแล้วเราจะบริหารที่นั่นจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้”
รายงาน CBS News ระบุว่าทรัมป์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า “เราจะบริหารผ่านคณะทำงานกลุ่มหนึ่ง และเราจะทำให้มั่นใจว่ามันถูกบริหารจัดการอย่างเหมาะสม”
ทรัมป์ระบุว่า “เรากำลังแต่งตั้งบุคคลต่าง ๆ เข้ามาทำหน้าที่”
“ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ที่จะเข้ามาบริหารส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างหลังผมนี่แหละ” ทรัมป์กล่าว พร้อมชี้ไปที่ เฮกเซธ (รมว.กลาโหม), รูบิโอ (รมว.ต่างประเทศ) และ พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการท่วมร่วม “เราจะเข้าไปบริหารจัดการ และเราจะกอบกู้มันกลับคืนมา”
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับทหารอเมริกัน ประธานาธิบดีกล่าวว่า “เราไม่กลัวการส่งทหารราบลงพื้นที่ พร้อมชี้ว่า “เราก็มีทหารราบลงพื้นที่ไปเมื่อคืนนี้แล้วนี่ไง”
“ตอนนี้เราอยู่ที่นั่นแล้ว และเราพร้อมที่จะลุยอีกครั้งหากจำเป็น” เขาเสริม
ไม่มีชาติใดในโลก “ที่จะสามารถบรรลุสิ่งที่อเมริกาทำได้เมื่อวานนี้” ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าว
“ตอนนั้นมันมืดสนิท ไฟในกรุงการากัสส่วนใหญ่ถูกปิดลงด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านบางอย่างที่เรามี” เขากล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม “มันเป็นความมืดที่แฝงไปด้วยอันตรายถึงชีวิต” กองกำลังเวเนซุเอลาถูก “จู่โจมอย่างราบคาบและถูกทำให้ไร้สมรรถภาพอย่างรวดเร็วมาก” เขากล่าว
“ไม่มีทหารอเมริกันแม้แต่คนเดียวที่เสียชีวิต และไม่มีอุปกรณ์แม้แต่ชิ้นเดียวที่สูญหาย ทั้งที่มีเฮลิคอปเตอร์จำนวนมาก เครื่องบินจำนวนมาก และผู้คนจำนวนมากที่มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางอากาศ” เขาเสริม
มาดูโรและภริยาจะ “ต้องเผชิญกับพลังแห่งกระบวนการยุติธรรมของอเมริกาอย่างเต็มรูปแบบ” และเข้ารับการพิจารณาคดีในสหรัฐอเมริกา ทรัมป์กล่าว
“ในขณะนี้ พวกเขาอยู่บนเรือรบ และกำลังมุ่งหน้าไปยังนิวยอร์กในท้ายที่สุด หลังจากนั้นจะมีการตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นระหว่างนิวยอร์กกับไมอามี หรือฟลอริดา แต่เรามีพยานหลักฐานที่ล้นหลามเกี่ยวกับอาชญากรรมของพวกเขา ซึ่งจะถูกนำเสนอต่อศาลสถิตยุติธรรม” ทรัมป์ระบุ
ทรัมป์กล่าวต่อว่า บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯ จะเข้าไปในเวเนซุเอลา โดยจะทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ และ “เริ่มสร้างรายได้ให้กับประเทศ” พร้อมเสริมว่าธุรกิจน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ผ่านมานั้น “ล้มเหลวไม่เป็นท่า”
“การเป็นพันธมิตร” ครั้งนี้จะทำให้ประชาชน “ร่ำรวย มีอิสระ และปลอดภัย” เขากล่าว พร้อมระบุว่าชาวเวเนซุเอลาที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ จะ “มีความสุขอย่างที่สุด”
นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่าสหรัฐฯ “พร้อมแล้ว” ที่จะเปิดฉากโจมตีครั้งที่สอง “ซึ่งจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก” หากมีความจำเป็น
ด้านพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวสั้นๆ โดยยกย่องภาวะผู้นำของทรัมป์ และยกย่องความพยายามของกองทัพและหน่วยบังคับใช้กฎหมาย โดยระบุว่าการบุกจู่โจมในครั้งนี้ “ดำเนินการได้อย่างไม่มีที่ติ”
เฮกเซธกล่าวว่า ทรัมป์นั้น “จริงจังอย่างถึงที่สุด” ในการที่จะหยุดยั้งการไหลทะลักของแก๊งอาชญากร ความรุนแรง และยาเสพติด
“นิโกลัส มาดูโร เคยได้รับโอกาสของเขาแล้ว เหมือนกับที่อิหร่านเคยได้รับโอกาสจนกระทั่งพวกเขาหมดโอกาส และจนกระทั่งเขา (มาดูโร) หมดโอกาสเช่นกัน เขาอยากลองดี และตอนนี้เขาก็ได้รู้ซึ้งแล้ว” เฮกเซธกล่าว
เฮกเซธปิดท้ายด้วยการประกาศว่า “ขอต้อนรับสู่ปี 2026 และภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ อเมริกากลับมาแล้ว”
คุมตัวมาดูโรเข้านิวยอร์ก
ใน Liveupdate (ช่วง 19.27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ หรือ 7.27 น.เช้าวันที่ 4 มกราคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย) ของ NBC News รายงานว่า ในวันเสาร์ที่อากาศหนาวเย็นในนิวยอร์ก บรรดานักปั่นจักรยาน คนที่มาวิ่งจ็อกกิ้ง และผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆ ต่างเฝ้ารอการมาถึงของมาดูโรที่ลานจอดเฮลิคอปเตอร์บนถนนเวสต์สาย 30
เพื่อเป็นการแสดงแสนยานุภาพ โดรน เรือ และยานพาหนะของกรมตำรวจและกรมดับเพลิงนิวยอร์กได้ระดมกำลังกันจนเต็มทางหลวงเวสต์ไซด์ของแมนฮัตตัน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ก่อนที่มาดูโรและภรรยาจะเดินทางมาถึง
เจ้าหน้าที่ได้ตั้งสิ่งกีดขวางในขณะที่ผู้สังเกตการณ์ต่างโทรศัพท์หาเพื่อนและคนในครอบครัวเกี่ยวกับการมาถึงของมาดูโร สุนัขตำรวจและเจ้าหน้าที่จากหน่วยปราบปรามยาเสพติด (DEA) ที่สวมหน้ากากอำพรางใบหน้าได้เดินตรวจตราไปรอบๆ ทางหลวงเพื่อรักษาความปลอดภัยบริเวณรอบลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่ามาดูโรจะลงจอด
มีผู้สังเกตการณ์จำนวนหนึ่งส่งเสียงเชียร์ในขณะที่ขบวนรถซึ่งมีตำรวจคุ้มกันอย่างหนาแน่นเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่
อะไรคือสาเหตุเบื้องหลังการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ?
จากรายงานของ Al Jazeera ระบุว่า ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ได้กล่าวหามาดูโรว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่สหรัฐฯ และอ้างว่าประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหนุนหลังแก๊ง “Tren de Aragua” ซึ่งวอชิงตันประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานข่าวกรองของเขาเองกลับระบุว่าไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงมาดูโรกับแก๊งนี้ และข้อมูลของสหรัฐฯ ก็แสดงให้เห็นว่าเวเนซุเอลาไม่ใช่แหล่งหลักของยาเสพติดผิดกฎหมายที่เข้าสู่ประเทศ
นับตั้งแต่เดือนกันยายน กองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีเรือหลายลำในทะเลแคริบเบียน โดยอ้างว่าบรรทุกยาเสพติด มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 รายจากการทิ้งระเบิดใส่เรืออย่างน้อย 30 ครั้ง แต่รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ได้แสดงหลักฐานต่อสาธารณะว่ามียาเสพติดอยู่บนเรือจริง หรือเรือเหล่านั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ หรือบุคคลบนเรือสังกัดองค์กรต้องห้ามตามที่สหรัฐฯ กล่าวอ้าง
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เริ่มการวางกำลังทหารครั้งใหญ่ที่สุดในทะเลแคริบเบียนในรอบหลายทศวรรษ นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง USS Gerald Ford
เมื่อเดือนธันวาคม สหรัฐฯ ได้ทำการยึดเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา 2 ลำ และตั้งแต่นั้นมาก็ได้คว่ำบาตรบริษัทและเรือบรรทุกน้ำมันอีกหลายแห่ง โดยกล่าวหาว่าพยายามหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดของอเมริกาต่ออุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา
ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ได้โจมตีจุดที่ทรัมป์เรียกว่า “ท่าเทียบเรือ” ในเวเนซุเอลา โดยอ้างว่าเป็นจุดที่ใช้ขนยาเสพติดลงเรือ
ที่มาภาพ:https://www.aljazeera.com/news/2026/1/3/trump-bombs-venezuela-us-captures-maduro-all-that-we-know
ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องของ “น้ำมัน” ใช่หรือไม่?
จนถึงขณะนี้ ทรัมป์วางกรอบการกดดันและปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซุเอลาและในทะเลแคริบเบียนว่ามีแรงจูงใจมาจากความต้องการหยุดยั้งการไหลเข้าของยาเสพติดอันตรายสู่สหรัฐฯ
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มุ่งไปที่ให้มาดูโรก้าวลงจากอำนาจของมาดูโรมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีการต่อสายโทรศัพท์หากันเมื่อต้นเดือนธันวาคม ซึ่งประธานาธิบดีเวเนซุเอลาบรรยายว่าเป็นการสนทนาที่ “จริงใจและเป็นมิตร” (cordial)
ในวันเสาร์ ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าว ว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเข้าไปลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่พังเสียหายอย่างหนัก” ในเวเนซุเอลา และเสริมว่า “เราจะทำให้ประชาชนที่ยิ่งใหญ่ของเวเนซุเอลาร่ำรวย มีอิสระ และปลอดภัย”
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ปรึกษาอาวุโสบางคนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยิ่งเปิดเผยเรื่องน้ำมันของเวเนซุเอลาอย่างโจ่งแจ้งมากขึ้น เวเนซุเอลามีปริมาณน้ำมันสำรองมหาศาลที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลก โดยคาดการณ์ว่ามีถึง 303 พันล้านบาร์เรล ณ ปี 2566
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 สตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาคนสำคัญของทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ “สร้างอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา” ดังนั้นน้ำมันของประเทศในอเมริกาใต้นี้จึงควรเป็นของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทสหรัฐฯ จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาขุดเจาะน้ำมันในเวเนซุเอลาช่วงต้นทศวรรษ 1900 แต่กฎหมายระหว่างประเทศนั้นชัดเจนว่า รัฐอธิปไตย ซึ่งในกรณีนี้คือเวเนซุเอลา เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติภายในดินแดนของตน ภายใต้หลักการ “อธิปไตยเหนือทรัพยากรธรรมชาติอย่างถาวร” (Permanent Sovereignty over Natural Resources – PSNR)
เวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐในปี 1976 และตั้งแต่ปี 1999 เมื่อประธานาธิบดีสายสังคมนิยม ฮูโก ชาเวซ (ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าและเป็นที่ปรึกษาของมาดูโร) ขึ้นสู่อำนาจ เวเนซุเอลาก็ตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับสหรัฐฯ มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เชฟรอน (Chevron) ยังคงดำเนินกิจการในประเทศนี้ต่อไป
ด้านฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา นำโดย มาเรีย คอรินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเพื่อต่อต้านมาดูโรอย่างเปิดเผย และชี้ให้เห็นถึงแหล่งน้ำมันสำรองที่บริษัทสหรัฐฯ จะสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้นหากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจในกรุงการากัส แม้น้ำมันจะเป็นสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน แต่การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2551 ได้ทำลายการค้าอย่างเป็นทางการ จนทำให้ในปัจจุบันประเทศนี้มีรายได้เพียงเศษเสี้ยวของสิ่งที่เคยทำได้ในอดีต
ปฏิกิริยาของประเทศอื่น ๆ ในอเมริกาใต้
นักวิเคราะห์กล่าวว่า บรรดาผู้นำต่างมีความเห็นแตกแยกกันตามแนวคิดอุดมการณ์ทางการเมือง โดยรัฐบาลฝ่ายขวาต่างออกมาแสดงความยินดีต่อการโค่นล้มมาดูโร ในขณะที่รัฐบาลฝ่ายซ้ายวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
กุสตาโว เปโตร ประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายของโคลอมเบีย โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า “รัฐบาลโคลอมเบียขอปฏิเสธการรุกรานต่ออธิปไตยของเวเนซุเอลาและละตินอเมริกา” นอกจากนี้เปโตรยังเรียกร้องให้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติโดยด่วน ซึ่งโคลอมเบียเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วย
ทางด้านบราซิล ประธานาธิบดี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ระบุในแถลงการณ์ว่า “การทิ้งระเบิดในดินแดนของเวเนซุเอลาและการจับกุมตัวประธานาธิบดี ถือเป็นการล้ำเส้นที่ไม่อาจยอมรับได้”
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ กาเบรียล โบริก ประธานาธิบดีชิลีที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ได้ออกมาประณามการโจมตีของสหรัฐฯ เช่นกัน แต่ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ โฮเซ อันโตนิโอ คาสต์ กลับแสดงความยินดีกับข่าวนี้ผ่านทาง X โดยระบุว่า “ตอนนี้ภารกิจที่ยิ่งใหญ่กว่าได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว รัฐบาลในละตินอเมริกาต้องสร้างความมั่นใจว่า กลไกทั้งหมดของระบอบปกครองเดิมจะสละอำนาจและต้องถูกนำตัวมาลงโทษ”
พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์ในภูมิภาคนี้คือ ประธานาธิบดี ฮาเวียร์ มิเลย์ แห่งอาร์เจนตินา ซึ่งได้แสดงความเห็นชอบต่อการดำเนินการของรัฐบาลทรัมป์ผ่านวิดีโอที่โพสต์ลงบน X ในขณะที่ แดเนียล โนโบอา ประธานาธิบดีฝ่ายขวาของเอกวาดอร์ เขียนข้อความว่า “เหล่าอาชญากรนาร์โค-ชาวิสตา (narco-Chavistas) ทุกคนจะถึงคราวเคราะห์ของพวกเขา ในที่สุดโครงสร้างของพวกมันจะล่มสลายลงทั่วทั้งทวีป”
กระทรวงการต่างประเทศคิวบาประณามการโจมตี พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนรัฐบาลเวเนซุเอลา
กระทรวงการต่างประเทศของคิวบาได้ออกมาประณามการโจมตีเวเนซุเอลาโดยสหรัฐฯ อย่างรุนแรง
“การรุกรานที่ขี้ขลาดของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่อาชญากรรม และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการยกระดับที่อันตรายของแคมเปญการทำสงครามที่สหรัฐฯ ดำเนินการต่อบ้านพี่เมืองน้อง(sister nation)แห่งนี้มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ด้วยการวางกำลังทางเรือที่ก้าวร้าวในทะเลแคริบเบียน ภายใต้ข้ออ้างที่จอมปลอมและการกล่าวหาที่ไร้มูลเหตุโดยไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับ” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์
แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุว่า คิวบาสนับสนุนสุนทรพจน์ของรองประธานาธิบดีเดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ที่ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวคือความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อเข้าควบคุมน้ำมันและทรัพยากรธรรมชาติของเวเนซุเอลา พร้อมยืนยันว่ามาดูโรคือประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของประเทศ ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของทรัมป์ในวันนี้ที่ว่า โรดริเกซจะเข้ารับตำแหน่งในฐานะผู้นำคนใหม่ของประเทศ
นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังทิ้งท้ายว่า คิวบา “พร้อมที่จะสละให้ แม้กระทั่งเลือดของพวกเราเอง เช่นเดียวกับที่เราจะทำให้กับคิวบา”