โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนึ่งปีแผนแม่บท AI สหราชอาณาจักร เดินไม่เต็มสปีด โครงสร้างพื้นฐานโตช้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 ธ.ค. 2568 เวลา 12.58 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2568 เวลา 06.00 น.

สหราชอาณาจักรประกาศยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้น นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ระบุว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ประเทศกลายเป็น “มหาอำนาจด้าน AI” ท่ามกลางสัญญาณบวกจากการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ให้คำมั่นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับกฎระเบียบด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เอื้อต่อการลงทุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานที่สูง และ ความล่าช้าในการเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (national grid) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ

28 ธันวาคม 2568- ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคมของปีนี้ สหราชอาณาจักรได้เปิดตัว AI Opportunities Action Plan ซึ่งเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ที่ผลักดันการใช้งาน AI ในทุกภาคส่วนของสังคมนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำให้ประเทศกลายเป็น“มหาอำนาจด้าน AI”

หนึ่งในเสาหลักสำคัญของแผนนี้คือ การเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการด้านพลังประมวลผลที่สูงมหาศาลจากการใช้งาน AI โดยจะขับเคลื่อนผ่านโครงการที่เรียกว่า “AI growth zones” หรือพื้นที่ส่งเสริมการเติบโตของ AI ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการผ่อนคลายกฎผังเมือง และมีการเข้าถึงพลังงานที่ดีขึ้น

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หนึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทอย่าง Nvidia, Microsoft และ Google ต่างประกาศลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหราชอาณาจักรรวมกันเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มีการเปิดตัว AI growth zones แล้ว 4 แห่ง และสตาร์ตอัปสัญชาติอังกฤษอย่าง Nscale ก็กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่า การเข้าถึงพลังงานผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่ถูกจำกัดอย่างหนัก รวมถึงความคืบหน้าการก่อสร้างที่ล่าช้า อาจทำให้สหราชอาณาจักรเสี่ยงที่จะตามหลังคู่แข่งระดับโลกมากขึ้นในการแข่งขันด้าน AI

เบน พริทชาร์ด (Ben Pritchard) ซีอีโอของ AVK ผู้ให้บริการพลังงานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าวกับ CNBC ว่า“ความทะเยอทะยานและการลงมือทำยังไม่สอดคล้องกัน การเติบโตถูกจำกัดเป็นอย่างมากจากข้อจำกัดด้านพลังงาน โดยเฉพาะคอขวดของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งทำให้จังหวะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานช้าลง และส่งผลให้สหราชอาณาจักรยังไม่สามารถเร่งการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วพอที่จะไล่ทันคู่แข่งระดับโลก”

ปัจจุบัน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจาก AI growth zones ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มพัฒนา พื้นที่ใน อ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ซึ่งเป็นแห่งแรกที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้าง และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอจากพันธมิตรด้านการพัฒนา ขณะที่พื้นที่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งประกาศในเดือนกันยายน ได้เริ่มงานเตรียมพื้นที่แล้ว และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2026

นอกจากนี้ ยังมีอีกสองพื้นที่ใน เวลส์เหนือและเวลส์ใต้ ที่ประกาศในเดือนพฤศจิกายน โดยพื้นที่แรกกำลังมองหาพันธมิตรด้านการลงทุน ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (DSIT) ระบุว่าจะได้ข้อสรุปภายในไม่กี่เดือน ส่วนพื้นที่หลังเป็นกลุ่มของหลายไซต์ ซึ่งบางแห่งเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว และบางแห่งยังต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติม

รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุในเดือนกรกฎาคมว่า ตั้งเป้าให้กลุ่ม AI growth zones หลักสามารถรองรับความต้องการพลังงานอย่างน้อย 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 และมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ขยายกำลังการผลิตได้มากกว่า 1 กิกะวัตต์

พริทชาร์ด ระบุว่า อุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ ขีดจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ โดยนักพัฒนาคาดว่าจะต้องรอการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้านานถึง 8–10 ปี และจำนวนคำขอเชื่อมต่อที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่รอบกรุงลอนดอน อยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน ภาระงานด้าน AI ก็กำลัง เพิ่มความต้องการใช้พลังงานอย่างรุนแรง เมื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มใช้งานเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบพลังงานที่ตึงตัวอยู่แล้วต้องรับแรงกดดันเพิ่ม

“นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กำลังชะลอหรือขัดขวางการพัฒนาโครงการทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” พริทชาร์ดกล่าว

สเปนเซอร์ แลมบ์ (Spencer Lamb) จาก Kao Data ระบุว่า การเปิดรับสมัครพื้นที่ AI growth zones แบบเสรี ส่งผลให้เจ้าของที่ดินที่มีเสาไฟหรือสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของตนยื่นขอเข้าร่วมโครงการ ผลลัพธ์คือ โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติต้องรับคำขอเชื่อมต่อจำนวนมหาศาลจากแหล่งที่เป็นเพียงการเก็งกำไร ซึ่งแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จจริง

ด้านหน่วยงาน National Energy System Operator (NESO) ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา NESO ประกาศแผนเร่งให้โครงการหลายร้อยโครงการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าได้เร็วขึ้น แม้ NESO จะปฏิเสธให้ความเห็นว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญหรือไม่ แต่ยอมรับว่า สัดส่วนจำนวนมากเป็นดาต้าเซ็นเตอร์

ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ประกาศการลงทุนมูลค่ามหาศาล ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรนำมาแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดในเดือนกันยายน เช่น Microsoft, Nvidia, Google, OpenAI, CoreWeave และบริษัทอื่น ๆ ประกาศลงทุนด้าน AI หลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีแผนติดตั้งชิป AI รุ่นล่าสุดและเปิดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในประเทศ

ด้าน Nscale สตาร์ตอัปสัญชาติอังกฤษที่ให้บริการพลังประมวลผล AI และกำลังก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ประกาศข้อตกลงติดตั้งชิป Nvidia หลายหมื่นตัวในโรงงาน AI นอกกรุงลอนดอน ภายในต้นปี 2027

พูนีต คุปตะ (Puneet Gupta) ผู้จัดการทั่วไปของ NetApp ในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ กล่าวว่า การลงทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ได้ช่วยวางรากฐานสำคัญ พร้อมทั้งเกิดแรงส่งด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยระดับชาติ และแผนสร้าง “AI gigafactories” ในสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า บททดสอบที่แท้จริง คือ ความเร็วที่แผนเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นพลังประมวลผลที่องค์กรในสหราชอาณาจักรสามารถใช้งานได้จริง

สจวร์ต แอบบอตต์ (Stuart Abbott) กรรมการผู้จัดการประจำสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ของ VAST Data ระบุว่า ความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นต้องลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานแบบครบทั้งห่วงโซ่ (full stack) ตั้งแต่ท่อส่งข้อมูล การจัดเก็บ พลังงาน ความปลอดภัย บุคลากร และทักษะ

“หากสหราชอาณาจักรต้องการให้สิ่งนี้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสคึกคักเพียงปีเดียว ก็ต้องปฏิบัติต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI เสมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”

เขาเสริมว่า ต้องสร้างระบบปฏิบัติการที่ทำให้สถาบันจริงสามารถใช้งาน AI ในระดับขนาดใหญ่ได้อย่างปลอดภัย ความท้าทายยังคงมีอยู่มาก โดยมูลค่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในยุโรปยังต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก ขณะที่สหราชอาณาจักรมีต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในยุโรป ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามยูเครนราว 75% และยังมีโครงข่ายไฟฟ้าเก่าที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเชื่อมต่อไซต์ใหม่ได้

หนึ่งในทางเลือกสำหรับโครงการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้คือ ไมโครกริด (microgrids) ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าอิสระจากแหล่งพลังงาน เช่น เครื่องยนต์ พลังงานหมุนเวียน และแบตเตอรี่

ทั้งนี้บริษัท AVK กำลังออกแบบไมโครกริด 2 โครงการสำหรับพันธมิตรด้านคลาวด์คอมพิวต์ ซึ่งใช้เวลาสร้างราว 3 ปี และมีต้นทุนสูงกว่าพลังงานจากโครงข่ายไฟฟ้าประมาณ 10% ขณะที่แอบบอตต์เสนอว่า การตั้งศูนย์ประมวลผลใกล้แหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้ว แทนการพัฒนาไซต์ใหม่ทั้งหมด อาจช่วยเร่งการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เร็วขึ้น

สเปนเซอร์ แลมบ์ สรุปว่า ความเร็วในการลงมือทำคือปัจจัยชี้ขาด “หากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน ราคา ลิขสิทธิ์ AI และเงินทุนไม่ถูกแก้ไขอย่างรวดเร็ว สหราชอาณาจักรอาจพลาดหนึ่งในโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคเรา และเสี่ยงกลายเป็นประเทศชายขอบด้าน AI ในเวทีโลก”

อ้างอิง: cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...