หนึ่งปีแผนแม่บท AI สหราชอาณาจักร เดินไม่เต็มสปีด โครงสร้างพื้นฐานโตช้า
สหราชอาณาจักรประกาศยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้น นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ระบุว่าแผนดังกล่าวจะทำให้ประเทศกลายเป็น “มหาอำนาจด้าน AI” ท่ามกลางสัญญาณบวกจากการที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ให้คำมั่นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี AI ควบคู่ไปกับกฎระเบียบด้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เอื้อต่อการลงทุนจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนพลังงานที่สูง และ ความล่าช้าในการเข้าถึงระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ (national grid) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
28 ธันวาคม 2568- ย้อนไปเมื่อเดือนมกราคมของปีนี้ สหราชอาณาจักรได้เปิดตัว AI Opportunities Action Plan ซึ่งเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ที่ผลักดันการใช้งาน AI ในทุกภาคส่วนของสังคมนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่ายุทธศาสตร์ดังกล่าวจะทำให้ประเทศกลายเป็น“มหาอำนาจด้าน AI”
หนึ่งในเสาหลักสำคัญของแผนนี้คือ การเร่งสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการด้านพลังประมวลผลที่สูงมหาศาลจากการใช้งาน AI โดยจะขับเคลื่อนผ่านโครงการที่เรียกว่า “AI growth zones” หรือพื้นที่ส่งเสริมการเติบโตของ AI ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการผ่อนคลายกฎผังเมือง และมีการเข้าถึงพลังงานที่ดีขึ้น
สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หนึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทอย่าง Nvidia, Microsoft และ Google ต่างประกาศลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหราชอาณาจักรรวมกันเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ มีการเปิดตัว AI growth zones แล้ว 4 แห่ง และสตาร์ตอัปสัญชาติอังกฤษอย่าง Nscale ก็กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่า การเข้าถึงพลังงานผ่านโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติที่ถูกจำกัดอย่างหนัก รวมถึงความคืบหน้าการก่อสร้างที่ล่าช้า อาจทำให้สหราชอาณาจักรเสี่ยงที่จะตามหลังคู่แข่งระดับโลกมากขึ้นในการแข่งขันด้าน AI
เบน พริทชาร์ด (Ben Pritchard) ซีอีโอของ AVK ผู้ให้บริการพลังงานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ กล่าวกับ CNBC ว่า“ความทะเยอทะยานและการลงมือทำยังไม่สอดคล้องกัน การเติบโตถูกจำกัดเป็นอย่างมากจากข้อจำกัดด้านพลังงาน โดยเฉพาะคอขวดของโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งทำให้จังหวะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานช้าลง และส่งผลให้สหราชอาณาจักรยังไม่สามารถเร่งการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานได้เร็วพอที่จะไล่ทันคู่แข่งระดับโลก”
ปัจจุบัน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหราชอาณาจักรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เนื่องจาก AI growth zones ส่วนใหญ่ยังอยู่ในระยะเริ่มพัฒนา พื้นที่ใน อ็อกซ์ฟอร์ดเชียร์ ซึ่งเป็นแห่งแรกที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ ยังไม่ได้เริ่มงานก่อสร้าง และอยู่ระหว่างพิจารณาข้อเสนอจากพันธมิตรด้านการพัฒนา ขณะที่พื้นที่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ซึ่งประกาศในเดือนกันยายน ได้เริ่มงานเตรียมพื้นที่แล้ว และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2026
นอกจากนี้ ยังมีอีกสองพื้นที่ใน เวลส์เหนือและเวลส์ใต้ ที่ประกาศในเดือนพฤศจิกายน โดยพื้นที่แรกกำลังมองหาพันธมิตรด้านการลงทุน ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (DSIT) ระบุว่าจะได้ข้อสรุปภายในไม่กี่เดือน ส่วนพื้นที่หลังเป็นกลุ่มของหลายไซต์ ซึ่งบางแห่งเริ่มเปิดดำเนินการแล้ว และบางแห่งยังต้องมีการก่อสร้างเพิ่มเติม
รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุในเดือนกรกฎาคมว่า ตั้งเป้าให้กลุ่ม AI growth zones หลักสามารถรองรับความต้องการพลังงานอย่างน้อย 500 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 และมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ขยายกำลังการผลิตได้มากกว่า 1 กิกะวัตต์
พริทชาร์ด ระบุว่า อุปสรรคที่ร้ายแรงที่สุดต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวคือ ขีดจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติ โดยนักพัฒนาคาดว่าจะต้องรอการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้านานถึง 8–10 ปี และจำนวนคำขอเชื่อมต่อที่ค้างอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่รอบกรุงลอนดอน อยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกัน ภาระงานด้าน AI ก็กำลัง เพิ่มความต้องการใช้พลังงานอย่างรุนแรง เมื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มใช้งานเทคโนโลยีนี้มากขึ้น ส่งผลให้ระบบพลังงานที่ตึงตัวอยู่แล้วต้องรับแรงกดดันเพิ่ม
“นี่ไม่ใช่ความเสี่ยงที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป แต่กำลังชะลอหรือขัดขวางการพัฒนาโครงการทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” พริทชาร์ดกล่าว
สเปนเซอร์ แลมบ์ (Spencer Lamb) จาก Kao Data ระบุว่า การเปิดรับสมัครพื้นที่ AI growth zones แบบเสรี ส่งผลให้เจ้าของที่ดินที่มีเสาไฟหรือสายส่งไฟฟ้าพาดผ่านที่ดินของตนยื่นขอเข้าร่วมโครงการ ผลลัพธ์คือ โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติต้องรับคำขอเชื่อมต่อจำนวนมหาศาลจากแหล่งที่เป็นเพียงการเก็งกำไร ซึ่งแทบไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จจริง
ด้านหน่วยงาน National Energy System Operator (NESO) ซึ่งรับผิดชอบดูแลโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของสหราชอาณาจักร ได้เริ่มดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา NESO ประกาศแผนเร่งให้โครงการหลายร้อยโครงการเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าได้เร็วขึ้น แม้ NESO จะปฏิเสธให้ความเห็นว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญหรือไม่ แต่ยอมรับว่า สัดส่วนจำนวนมากเป็นดาต้าเซ็นเตอร์
ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีได้ประกาศการลงทุนมูลค่ามหาศาล ซึ่งรัฐบาลสหราชอาณาจักรนำมาแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดในเดือนกันยายน เช่น Microsoft, Nvidia, Google, OpenAI, CoreWeave และบริษัทอื่น ๆ ประกาศลงทุนด้าน AI หลายพันล้านดอลลาร์ในช่วงการเยือนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีแผนติดตั้งชิป AI รุ่นล่าสุดและเปิดดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ในประเทศ
ด้าน Nscale สตาร์ตอัปสัญชาติอังกฤษที่ให้บริการพลังประมวลผล AI และกำลังก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ประกาศข้อตกลงติดตั้งชิป Nvidia หลายหมื่นตัวในโรงงาน AI นอกกรุงลอนดอน ภายในต้นปี 2027
พูนีต คุปตะ (Puneet Gupta) ผู้จัดการทั่วไปของ NetApp ในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ กล่าวว่า การลงทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ได้ช่วยวางรากฐานสำคัญ พร้อมทั้งเกิดแรงส่งด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อการวิจัยระดับชาติ และแผนสร้าง “AI gigafactories” ในสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า บททดสอบที่แท้จริง คือ ความเร็วที่แผนเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นพลังประมวลผลที่องค์กรในสหราชอาณาจักรสามารถใช้งานได้จริง
สจวร์ต แอบบอตต์ (Stuart Abbott) กรรมการผู้จัดการประจำสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ของ VAST Data ระบุว่า ความสำเร็จในระยะยาวจำเป็นต้องลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานแบบครบทั้งห่วงโซ่ (full stack) ตั้งแต่ท่อส่งข้อมูล การจัดเก็บ พลังงาน ความปลอดภัย บุคลากร และทักษะ
“หากสหราชอาณาจักรต้องการให้สิ่งนี้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่กระแสคึกคักเพียงปีเดียว ก็ต้องปฏิบัติต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI เสมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ”
เขาเสริมว่า ต้องสร้างระบบปฏิบัติการที่ทำให้สถาบันจริงสามารถใช้งาน AI ในระดับขนาดใหญ่ได้อย่างปลอดภัย ความท้าทายยังคงมีอยู่มาก โดยมูลค่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในยุโรปยังต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก ขณะที่สหราชอาณาจักรมีต้นทุนพลังงานสูงที่สุดในยุโรป ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนสงครามยูเครนราว 75% และยังมีโครงข่ายไฟฟ้าเก่าที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเชื่อมต่อไซต์ใหม่ได้
หนึ่งในทางเลือกสำหรับโครงการที่ไม่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติได้คือ ไมโครกริด (microgrids) ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าอิสระจากแหล่งพลังงาน เช่น เครื่องยนต์ พลังงานหมุนเวียน และแบตเตอรี่
ทั้งนี้บริษัท AVK กำลังออกแบบไมโครกริด 2 โครงการสำหรับพันธมิตรด้านคลาวด์คอมพิวต์ ซึ่งใช้เวลาสร้างราว 3 ปี และมีต้นทุนสูงกว่าพลังงานจากโครงข่ายไฟฟ้าประมาณ 10% ขณะที่แอบบอตต์เสนอว่า การตั้งศูนย์ประมวลผลใกล้แหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้ว แทนการพัฒนาไซต์ใหม่ทั้งหมด อาจช่วยเร่งการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐาน AI ได้เร็วขึ้น
สเปนเซอร์ แลมบ์ สรุปว่า ความเร็วในการลงมือทำคือปัจจัยชี้ขาด “หากปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงาน ราคา ลิขสิทธิ์ AI และเงินทุนไม่ถูกแก้ไขอย่างรวดเร็ว สหราชอาณาจักรอาจพลาดหนึ่งในโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุคเรา และเสี่ยงกลายเป็นประเทศชายขอบด้าน AI ในเวทีโลก”
อ้างอิง: cnbc.com