โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘คิง เพาเวอร์’ ทรานส์ฟอร์ม Next Step ไม่ได้มีแค่ ‘ดิวตี้ฟรี’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ธ.ค. 2568 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2568 เวลา 11.15 น.

เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ในที่สุดแล้วการขอแก้ไขสัญญา “ดิวตี้ฟรี” ใน 5 สนามบินหลักระหว่างบริษัทท่าอากาศยานไทย หรือ AOT กับ “คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี” หรือ KPD จะมีข้อยุติที่ทำให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้ทั้ง 2 ฝ่าย

และไม่เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

แหล่งข่าวในวงการค้าปลีกรายหนึ่ง ให้ข้อมูลกับ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ที่เกิดประเด็นคิง เพาเวอร์ ขอยกเลิกสัญญาดิวตี้ฟรี ทั้งที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสนามบินในภูมิภาค ในความดูแลอีก 3 แห่งว่า ไม่ใช่แค่เป็น “คิง เพาเวอร์” เป็นบริษัทไหนก็ต้องขอเจรจาต่อรอง

เพราะประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ฝ่ายรัฐเป็นผู้ละเมิดสัญญา ทำให้เอกชนผู้รับสัมปทานได้รับความเสียหายก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่สั่งยุติการดำเนินการร้านค้าดิวตี้ฟรีขาเข้า การลดภาษีสินค้าไวน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายของดิวตี้ฟรี รวมถึงการขอคืนพื้นที่บางส่วน

นี่ยังไม่รวมปรากฏการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อยู่เหนือการควบคุมของทุกฝ่าย และสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทุกปัจจัยล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางผ่านสนามบินทั้งสิ้น

ลดจ่ายขั้นต่ำ-ขยายสัมปทาน

โดยตามที่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ระบุว่า ที่ประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้ AOT แก้ไขสัญญาประกอบกิจการทั้ง 5 แห่ง ตามที่บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ร้องขอมา

ในส่วนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ AOT เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อหัว (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคน) และมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปี

และได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน มากกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา และขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปอีก 2 ปี

ส่วนท่าอากาศยานดอนเมือง AOT เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตร (โดยคิดเป็น 39,187.76 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน) และเรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ที่ร้อยละ 20 ตามสัญญาเดิม และหากอัตราการฟื้นตัวของจำนวนผู้โดยสารกลับมาเกินร้อยละ 100 จะกลับไปใช้อัตราค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำต่อตารางเมตรตามที่เคยตกลงไว้ก่อนหน้า

และพิจารณาขยายระยะเวลาของสัญญา 5 ปี โดยอิงกับแผนพัฒนาสนามบิน โดยผู้ประกอบการปัจจุบันมีความจำเป็นต้องย้ายไปให้บริการ ณ อาคารผู้โดยสาร 3 และรื้อถอนการลงทุนในอาคารผู้โดยสารเดิมออก

สำหรับท่าอากาศยานในภูมิภาค 3 แห่งคือ ภูเก็ต เชียงใหม่ และหาดใหญ่ (สงขลา) AOT เรียกเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (MG) ตามหลักการเรียกเก็บตามจำนวนผู้โดยสารเช่นเดิม โดยเรียกเก็บเป็นรายปี (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน) และมีการเติบโตในอัตราร้อยละ 5 ทุกปี ตั้งแต่ปี 2573

และได้ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ส่วนเพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน เมื่อบรรลุเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้เช่นเดียวกับสุวรรณภูมิ จากสัญญาเดิมที่เรียกเก็บส่วนแบ่งรายได้เพียงร้อยละ 20 ตลอดอายุสัญญา

ยึดหลัก “เป็นธรรม” ทั้ง 2 ฝ่าย

“ปวีณา จริยฐิติพงศ์” ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT บอกว่า แนวทางการพิจารณาและเจรจาครั้งนี้ AOT ยึดหลักแนวทางเรื่องการจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนที่ “เป็นธรรม” กับทั้ง 2 ฝ่าย และเป็น “ผลบวก” กับ AOT รวมทั้งต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าผู้ประกอบการรายที่ 2 ที่เสนอเข้ามาแข่งตอนประมูลปี 2562 (กิจการร่วมค้าการบินกรุงเทพ ล็อตเต้ ดิวตี้ฟรี)

และเปิดเผยภายหลังที่ AOT แจ้ง ตลท. ถึงผลการเจรจาและได้ให้ข้อมูลกับกองทุนต่าง ๆ ว่า บรรดาฟันด์แมเนเจอร์ต่างมองเชิงบวก เพราะมองว่าเป็นบวกต่อ AOT

สอดรับกับรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ที่ระบุว่า ข้อสรุปของการแก้ไขสัญญาครั้งนี้ ดีกว่าเงื่อนไขเดิม ในเบื้องต้นจึงคาดว่าประมาณการกำไรจะมี Upside อยู่ราว 17%

ขณะที่แหล่งข่าวในธุรกิจการเงินให้ข้อมูลว่า การแก้ไขสัญญาดิวตี้ฟรีครั้งนี้ AOT ได้ปรับลดค่าสัมปทานให้กับ “คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี” จาก 376 บาทต่อหัว เหลือ 323 บาทต่อหัว ลดลง 144 บาทต่อหัว หรือราว 38% คือปรับลดแต่ก็มีข้อดีเพิ่มเติมมาคือ ให้บวกเพิ่มปีละ 5%

“อัตรานี้ถือว่ายังได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่อยู่ในกรอบที่ดี เพราะหากคำนวณผลตอบแทนกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ ถ้าลดไปอยู่ในระดับที่ผู้ประมูลอันดับ 2 เสนอผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำกว่าที่ปีละ 8,516 ล้านบาท จะเท่ากับปรับลดลงไปถึง 45%”

คิง เพาเวอร์ รีเซต & Diversify

“นิตินัย ศิริสมรรถการ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารร้านค้าปลอดภาษี (Duty Free) ภายใต้ชื่อ KING POWER บอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติหลังจากนี้ ทางคิง เพาเวอร์ รอหนังสือแจ้งจากทาง AOT อย่างเป็นทางการ เพื่อจะดำเนินการในขั้นตอนต่าง ๆ ต่อไป

โดยเบื้องต้นพบว่า เงื่อนไขที่ทาง AOT รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น แม้จะไม่ได้เป็นไปตามที่ทางคิง เพาเวอร์ ขอไปทั้งหมด แต่ก็ถือว่าอยู่ในกรอบของการเจรจา ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่บริษัทสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ โดยมีแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือ Business Transformation ควบคู่กันไปด้วย

สอดรับกับข้อมูลที่ “นิตินัย” ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ข้อสรุปของ AOT สำหรับ 5 สนามบินหลัก จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ “คิง เพาเวอร์” และทำให้สามารถรับรู้ต้นทุนการดำเนินงานได้ และตัดสินใจได้ว่าจะขับเคลื่อนธุรกิจข้างหน้าไปในทิศทางไหน

โดยได้ประเมินว่า ธุรกิจไหนที่เราต้อง Reset หรือธุรกิจไหนที่ต้อง Resume พร้อมวางแผนปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ ธุรกิจไหนที่ Disruption ต้องรีเซต และ Reject ตัวเองออกมา แล้วเปลี่ยนโมเดลการดำเนินธุรกิจใหม่ ส่วนธุรกิจไหนที่คิดว่ายังสามารถ Resume ได้ก็จะดำเนินการต่อไป

พร้อมยกตัวอย่างกรณีการปิดดาวน์ทาวน์ดิวตี้ฟรี 3 แห่งคือ คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ศรีวารี, คิง เพาเวอร์ มหานคร และคิง เพาเวอร์ พัทยา เมื่อเดือนกันยายน 2568 นับเป็นการ “รีเซตธุรกิจ” เพระรูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมาก นักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินทางเป็นกรุ๊ปใหญ่ ทำให้ “ดีมานด์” ไม่มี

ขณะที่สาขาที่ตั้งอยู่ดาวน์ทาวน์ที่เหลืออีก 3 แห่งคือ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ, คิง เพาเวอร์ ซิตี้ บูทีค (One Bangkok) และคิง เพาเวอร์ ภูเก็ตนั้น วันนี้ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการต่อได้

ย้ำไม่ใช่แค่ “ดิวตี้ฟรี”

และบอกด้วยว่า โมเดลธุรกิจของกลุ่ม “คิง เพาเวอร์” ในอนาคตจะค่อย ๆ Diversify และขยับเข้าสู่ New Era เพิ่มธุรกิจให้มีความหลากหลาย และเป็นธุรกิจที่เป็น Captive Market เพื่อสร้าง Captive Demand รูปแบบใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ธุรกิจ “ดิวตี้ฟรี” 100% เหมือนเดิม

แต่ “ดิวตี้ฟรี” จะยังคงเป็นจุดแข็งหลักของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ต่อไป ส่วนจะคงไว้ในสัดส่วน 50-60% หรือ 40% นั้นขึ้นอยู่กับดีมานด์ตลาด

พร้อมย้ำว่า Next Step หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า ธุรกิจของ “คิง เพาเวอร์” จะไม่ได้แค่ “ดิวตี้ฟรี” อีกต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘คิง เพาเวอร์’ ทรานส์ฟอร์ม Next Step ไม่ได้มีแค่ ‘ดิวตี้ฟรี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...