“ซัมซุง” เร่งเกม AI ดันอุปกรณ์ใช้ Gemini แตะ 800 ล้านเครื่อง ท้าชน Apple-ค่ายจีน
"ซัมซุง" วางแผนเพิ่มจำนวนสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้ฟีเจอร์ AI จาก Google Gemini เป็น 2 เท่าในปี 2569 ท่ามกลางการแข่งขัน AI ระดับโลกที่ดุเดือด
วันที่ 5 มกราคม 2568 เวลา 10.06 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Samsung Electronics วางแผนเพิ่มจำนวนอุปกรณ์พกพาที่มีฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Google Gemini เป็น 2 เท่าในปี 2569 ตามการเปิดเผยของประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (co-CEO) ซึ่งจะช่วยให้บริษัทจากเกาหลีใต้ได้เปรียบคู่แข่ง ในช่วงที่การแข่งขันด้าน AI ทั่วโลกทวีความร้อนแรง
ซัมซุง ซึ่งได้นำฟีเจอร์ AI ที่รองรับ Gemini ไปใช้กับอุปกรณ์พกพาประมาณ 400 ล้านเครื่อง รวมถึงสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ภายในปีที่ผ่านมา มีแผนเพิ่มจำนวนดังกล่าวเป็น 800 ล้านเครื่องในปี 2569
ที.เอ็ม. โรห์ กล่าวกับรอยเตอร์ส ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง co-CEO ของ Samsung Electronics เมื่อเดือนพฤศจิกายนว่า “เราจะนำ AI ไปใช้กับทุกผลิตภัณฑ์ ทุกฟังก์ชัน และทุกบริการให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
แผนของซัมซุงในฐานะผู้สนับสนุนแพลตฟอร์มมือถือ Android รายใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าจะช่วยหนุน Google อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกำลังแข่งขันกับ OpenAI และผู้เล่นรายอื่น ๆ เพื่อดึงดูดผู้ใช้งานทั่วไปให้มาใช้โมเดล AI ของตน ทั้งนี้ซัมซุงตั้งเป้าทวงคืนตำแหน่งผู้นำตลาดสมาร์ตโฟนจาก Apple และรับมือการแข่งขันจากคู่แข่งจีน ไม่เฉพาะในตลาดโทรศัพท์มือถือเท่านั้น แต่รวมถึงโทรทัศน์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของโรห์
ข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาด Counterpoint ระบุว่าบริษัทจะนำเสนอบริการ AI แบบบูรณาการในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค เพื่อขยายความได้เปรียบเหนือ Apple ในด้านฟีเจอร์ดังกล่าว แม้ Apple จะเป็นผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอันดับหนึ่งของโลกในปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้บริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet เปิดตัว Gemini เวอร์ชันล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน โดยชูจุดเด่นว่า Gemini 3 มีประสิทธิภาพเหนือกว่าในหลายตัวชี้วัดมาตรฐานของอุตสาหกรรม เพื่อตอบโต้ Gemini 3 มีรายงานว่าแซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ได้ประกาศโค้ดเรดภายในองค์กร ระงับโครงการที่ไม่ใช่แกนหลัก และระดมทีมเร่งพัฒนาโมเดล ส่งผลให้ผู้พัฒนา ChatGPT เปิดตัวโมเดล GPT-5.2 เพียงไม่กี่สัปดาห์ถัดมา โดยโรห์คาดว่าการยอมรับเทคโนโลยี AI จะเร่งตัวขึ้น โดยผลสำรวจของซัมซุงพบว่าการรับรู้แบรนด์ Galaxy AI เพิ่มขึ้นเป็น 80% จากราว 30% ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี
“แม้เทคโนโลยี AI อาจดูน่ากังขาอยู่บ้างในตอนนี้ แต่ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี เทคโนโลยีเหล่านี้จะถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น”
นอกจากฟีเจอร์ค้นหาซึ่งเป็นการใช้งาน AI บนมือถือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแล้ว ผู้บริโภคยังใช้เครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์ (generative AI) สำหรับการแก้ไขภาพ งานด้านประสิทธิภาพการทำงาน การแปลภาษา และการสรุปเนื้อหาอย่างแพร่หลาย
ทั้งนี้ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์หลักของซัมซุง แต่กลับกดดันอัตรากำไรของธุรกิจสมาร์ตโฟน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ใหญ่อันดับสองของบริษัท
“สถานการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีบริษัทใดรอดพ้นจากผลกระทบ” โรห์กล่าว พร้อมระบุว่าวิกฤตดังกล่าวกระทบไม่เฉพาะโทรศัพท์มือถือ แต่รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคอื่น ๆ ตั้งแต่ทีวีไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า
เขาไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นราคาสินค้า โดยยอมรับว่าผลกระทบบางส่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จากราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดีซัมซุง ซึ่งเป็นผู้ผลิตทีวีอันดับหนึ่งของโลก กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
นักวิจัยตลาดอย่าง IDC และ Counterpoint คาดว่าตลาดสมาร์ตโฟนโลกจะหดตัวในปี 2570 เนื่องจากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำมีแนวโน้มดันราคามือถือสูงขึ้น
โรห์ยังกล่าวว่าตลาดโทรศัพท์พับได้ซึ่งซัมซุงเป็นผู้บุกเบิกตั้งแต่ปี 2562 เติบโตช้ากว่าที่คาด เนื่องจากความซับซ้อนด้านวิศวกรรมและการขาดแอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับฮาร์ดแวร์ แต่คาดว่ากลุ่มสินค้านี้จะเข้าสู่ตลาดกระแสหลักในอีก 2–3 ปีข้างหน้า พร้อมระบุว่าผู้ใช้โทรศัพท์พับได้ในสัดส่วนสูงมาก เลือกซื้อโทรศัพท์ในกลุ่มเดียวกันอีกครั้งเมื่อเปลี่ยนเครื่อง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก Counterpoint ระบุว่าซัมซุงครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนพับได้เกือบสองในสามในไตรมาส 3 ปี 2568 อย่างไรก็ดี บริษัทกำลังเผชิญการแข่งขันจากบริษัทจีนอย่าง Huawei รวมถึง Apple ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวโทรศัพท์พับได้รุ่นแรกภายในปีนี้
อ้างอิง : reuters.com