โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศึกชิงความเป็นใหญ่ AI โลก สหรัฐ VS จีน ใครขึ้นแท่นมหาอำนาจตัวจริง?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 16.49 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 05.00 น.

เกือบ 3 ปีหลังสหรัฐปลุกกระแส AI จีนคือผู้ท้าชิงรายเดียวที่ไล่ทันสุดแรง การแข่งขันครั้งนี้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือศึกชี้ชะตาว่าใครจะครองความเป็นมหาอำนาจศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.50 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เกือบ 3 ปี หลังสหรัฐจุดกระแสการปฏิวัติ AI โลก ส่วนใหญ่ยังคงพยายามไล่ให้ทัน ยกเว้นเพียงประเทศเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด นั่นคือ จีน

บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง DeepSeek, Alibaba Group Holding และ Moonshot ต่างพัฒนาโมเดล AI ที่ทัดเทียมหรือเข้าใกล้ระบบของบริษัทสหรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้แรงผลักดันจากรัฐบาลที่ประกาศให้ความเป็นผู้นำด้าน AI เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมอัดฉีดงบสนับสนุนจำนวนมาก และสร้างเครือข่ายศูนย์ประมวลผลข้อมูล (data hubs) ทั่วประเทศ

ความก้าวร้าวของจีนทำให้ซิลิคอนแวลลีย์และรัฐบาลสหรัฐเริ่มกังวลอย่างหนัก รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการประกาศ AI Action Plan ในเดือนกรกฎาคม เพื่อเร่งลดกฎระเบียบ สร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้น และหาแหล่งพลังงานมารองรับการเติบโตมหาศาลของ AI

ทรัมป์ระบุว่าสหรัฐจะทำทุกวิถีทาง เพื่อเป็นผู้นำโลกด้านปัญญาประดิษฐ์

ผลแพ้ชนะของการแข่งขันครั้งนี้อาจเป็นตัวกำหนดว่าใครคือมหาอำนาจเทคโนโลยีของศตวรรษที่ 21

เทคโนโลยี สหรัฐเริ่มก่อน แต่จีนเร่งไล่ด้วยความเร็วสูง

สหรัฐ คือผู้บุกเบิกเทคโนโลยีหลักที่ผลักดันยุค AI ปัจจุบัน ทั้งชิปประมวลผลขั้นสูง โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ระบบ generative AI ที่สร้างข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ รวมถึง AI agents ที่สามารถทำงานซับซ้อนแทนผู้ใช้

บริษัทอย่าง OpenAI และ Google เป็นผู้นำในด้านความสามารถใกล้เคียงมนุษย์ เช่น reasoning หรือวิเคราะห์เชิงเหตุผล แต่บริษัทจีนกำลังไล่จี้ด้วยความเร็วมาก โดยการพัฒนาโมเดลที่ใช้ชิปน้อยกว่าแต่ทำงานได้มากขึ้น เพราะถูกจำกัดการเข้าถึงชิปสหรัฐ เลือกโอเพ่นซอร์ส ปล่อยโมเดลให้คนทั่วโลกใช้ได้ฟรี แตกต่างจากบริษัทสหรัฐที่ขายโมเดลราคาแพง

และการทะลักโมเดลโอเพ่นซอร์สสู่ตลาดโลกนี้ ก็ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงง่าย ซึ่ง OpenAI, Anthropic และบริษัทสหรัฐรายอื่นต้องเก็บค่าบริการหลายร้อยดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อชดเชยต้นทุนมหาศาล ต่างจากบริษัทจีนที่มองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์มากกว่า

การแข่งขันทวิภาคี สหรัฐ-จีนครองเวทีสิทธิบัตร generative AI

ขณะเดียวกันจีนผลักดันโอเพ่นซอร์สเพราะต้องการให้โมเดลของตนถูกใช้ทั่วโลก แม้ต้องยอมเสียผลกำไรระยะสั้น เป้าหมายคือ ยึดมาตรฐานโลกให้ได้ในระยะยาว โดยนโยบาย 5 ปี ฉบับที่ 14 ของจีน (ปี 2563) ก็ส่งเสริมเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สโดยตรง

แม้จีนไม่ได้สั่งให้บริษัท AI ทำแบบนี้ แต่เป็นผลลัพธ์จากแรงจูงใจทางตลาด นโยบายรัฐ และความต้องการขยายอิทธิพลด้านเทคโนโลยีสู่ระดับโลก เช่น หลัง DeepSeek เปิดตัวโมเดล R1 ในเดือนมกราคมด้วยต้นทุนต่ำอย่างน่าตกใจ ทำให้ OpenAI เองต้องทบทวนท่าทีเรื่องโอเพ่นซอร์ส และออกโมเดลโอเพ่น 2 รุ่นในเดือนสิงหาคม

ด้านรัฐบาลสหรัฐก็เริ่มปรับตาม โดยชี้ว่าโมเดลโอเพ่นซอร์สอาจกลายเป็นมาตรฐานโลก และมีคุณค่าทางภูมิรัฐศาสตร์

บทบาทรัฐ AI คือกลไกเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง

ทั้งสหรัฐและจีนมอง AI เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ โดย JD Vance รองประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า “เราต้องการให้โลกสร้างบนเทคโนโลยีสแต็กแบบอเมริกัน ไม่ใช่แบบจีน”

ขณะที่สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวกลับว่า AI ไม่ควรเป็นเกมของประเทศร่ำรวย พร้อมประกาศตั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อให้ AI เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

โดยจีนเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งการสอน AI ตั้งแต่ประถมศึกษา ตั้งกองทุนร่วมลงทุนด้าน AI และอนุญาตให้รัฐวิสาหกิจใช้ AI ในงานด้านความมั่นคง การเงินดิจิทัล และระบบเฝ้าระวัง รวมถึงการเซนเซอร์งานวิจัยและคำตอบบางประเภท เช่น เหตุการณ์เทียนอันเหมิน หรือประเด็นไต้หวัน

ในสหรัฐเอง ทรัมป์สั่งให้บริษัทที่รับสัญญารัฐบาลต้องยืนยันว่า AIไม่ถูกชักนำด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง เช่น DEI

กฎหมาย สหรัฐถูกฟ้องลิขสิทธิ์ แต่จีนตีความกฎหมายหลวมกว่า

ในสหรัฐ หลายบริษัทกำลังเผชิญคดีฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์จากผู้เขียน สื่อ และศิลปิน โดยหลัก “fair use” ยังไม่ชัดว่าจะใช้กับ AI ได้หรือไม่

ส่วนในจีน ศาลหลายแห่งตัดสินว่าการใช้ลิขสิทธิ์เพื่อเทรน AI เป็นการทำสำเนาชั่วคราว และไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ตราบใดที่ไม่เอาผลงานเดิมมาเผยแพร่ซ้ำ ทำให้บริษัทจีนเข้าถึงข้อมูลได้กว้างกว่าสหรัฐ

ขณะที่ OpenAI เตือนรัฐบาลว่า หากจีนเข้าถึงข้อมูลอย่างไร้ข้อจำกัด แต่บริษัทสหรัฐถูกจำกัดด้วยคดีลิขสิทธิ์การแข่งขัน AI อาจจบลงทันที

เงินทุน สหรัฐทุ่มเอกชน จีนทุ่มรัฐ

สำหรับสหรัฐ ปี 2568 VC ลงทุนในสตาร์ทอัพ AI ไปแล้ว 193,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 4 บิ๊กเทค ได้แก่ Google, Meta, Microsoft, Amazon จะใช้เงินรวม 370,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 สำหรับสร้างศูนย์ข้อมูล

ส่วนจีน VC ที่รัฐหนุนหลังลงทุนรวม 912,000 ล้านดอลลาร์ในสิบปีที่ผ่านมา ในปีนี้ใช้เงินกับ AI ราว 98,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 48% จากปีที่แล้ว โดย 56,000 ล้านดอลลาร์มาจากรัฐโดยตรง ขณะที่ Alibaba และ Tencent ลงทุนอีกหลายหมื่นล้าน มีการตั้งกองทุนใหม่อัดเงิน 8.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อดันโครงการ AI ระยะเริ่มต้น และจังหวัดต่าง ๆ แย่งกันดึงสตาร์ทอัพด้วยที่พัก เงินอุดหนุน และทุนวิจัย

คนเก่ง สหรัฐยังครองแรงงานคุณภาพ แต่จีนกำลังทวงคืน

ในสหรัฐ ราว 60% ของผู้ก่อตั้งบริษัท AI ชั้นนำเป็นผู้อพยพ และ 70% ของบัณฑิต AI เป็นต่างชาติ แต่ระบบวีซ่าเข้มงวดและความไม่แน่นอนทางการเมืองสร้างความเสี่ยงต่อท่อส่งบุคลากร

ส่วนในจีนกำลังแก้ปัญหาสมองไหล แผน Thousand Talents / Qiming ดึงนักวิทยาศาสตร์กลับประเทศมากกว่า 7,000 คน เสนอแรงจูงใจด้านความรักชาติ ไม่ใช่เงินอย่างเดียว

โครงสร้างพื้นฐาน จีนเด่นเรื่องพลังงาน–ดาต้า สหรัฐเด่นเรื่องชิปขั้นสูง

ในประเด็นนี้ จีนมีคลังข้อมูลขนาดมหาศาลจากโซเชียล การเฝ้าระวัง และธุรกรรม สร้างศูนย์ข้อมูลจำนวนมาก ใช้พลังงานหมุนเวียน แต่ขาดชิปขั้นสูง เช่น Nvidia H100 / B200 และหันมาพัฒนาเองโดย Huawei และ SMIC แม้ยังด้อยกว่า แต่ใช้งานจริงได้จำนวนมาก

สำหรับสหรัฐมีชิปที่ดีที่สุดในโลก แต่ศูนย์ข้อมูลขยายตัวติดปัญหาไฟฟ้า ทรัมป์สนับสนุนโครงการลงทุน 500,000 ล้านดอลลาร์ ของ OpenAI–Oracle–SoftBank เพื่อเพิ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ Amazon และ OpenAI เรียกร้องให้สหรัฐเพิ่มพลังงานนิวเคลียร์เพราะไฟฟ้าไม่พอที่จะรองรับ AI

ผู้เล่นหลัก ยักษ์ใหญ่ทั้งสองฝั่งกำลังชิงอันดับหนึ่ง

ในสมรภูมิ AI ผู้เล่นหลักแบ่งออกเป็นสองขั้วใหญ่ชัดเจน โดยฝั่งสหรัฐ นำโดย OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Anthropic, xAI ของ Elon Musk และ Meta ที่กำลังเร่งเครื่องไล่ตาม ขณะที่ฝั่งจีนมีทั้ง Baidu ที่พัฒนาโมเดล Ernie, Alibaba กับโมเดล Qwen, ByteDance รวมถึงดาวรุ่งอย่าง DeepSeek, Moonshot และ Manus ซึ่งโดดเด่นด้าน AI agent ขั้นสูง

อย่างไรก็ตามผลการทดสอบจากแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Chatbot Arena และ Humanity’s Last Exam ยังสะท้อนว่าโมเดลของสหรัฐฯ นำอยู่ โดย OpenAI, Google และ xAI ทำคะแนนได้เกิน 20% ขณะที่ DeepSeek อยู่ที่ 14% และ Qwen ราว 11% สอดคล้องกับคำกล่าวของ Sam Altman ที่ยอมรับว่าสหรัฐยังถือความได้เปรียบ แต่ไม่ได้ทิ้งห่างมากนัก และจีนกำลังไล่ตามมาอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...