โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สศช. เผย จีดีพีไทย Q3/68 โต 1.2 % ชะลอลง คาด Q4/68 โตไม่ถึง 1%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 พ.ย. 2568 เวลา 12.11 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2568 เวลา 04.51 น.

สศช. เผย จีดีพีไทย ไตรมาส 3/68 โต 1.2% ชะลอลงคาดไตรมาส 4/68 โต 0.6% เตือนเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบมาตรการกีดกันและเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจปี 69

17 พ.ย.2568 นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.2% ซึ่งชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 2.8% ทั้งนี้ ภาคเกษตรและนอกเกษตรชะลอการเติบโต โดยภาคนอกเกษตรลดลงตามการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว สำหรับด้านการใช้จ่าย การบริโภคของเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออก นำเข้า และการลงทุนพื้นฐานชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลลดลง เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.4%

การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนขยายตัว 2.6% โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการซื้อสินค้าที่ไม่คงทน ทั้งในหมวดอาหารและไม่ใช่อาหารที่เติบโตเร็วขึ้น แต่การใช้จ่ายสินค้าคงทน สินค้ากึ่งคงทน และบริการชะลอตัวลง ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เคยขยายตัว 2.2% เนื่องจากค่าตอบแทนแรงงาน การโอนสวัสดิการ และค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการลดลงสำหรับการลงทุนโดยรวมขยายตัว 1.1% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ 5.8% โดยภาคเอกชนยังเติบโต 4.2% ส่วนภาครัฐหดตัว 5.3% ด้านดุลการค้าและบริการ ณ ราคาประจำปีเกินดุล 159.1 พันล้านบาท แยกเป็นดุลการค้าเกินดุล 224.4 พันล้านบาท และดุลบริการขาดดุล 65.2 พันล้านบาท

การลงทุนรวมขยายตัว 1.1% ลดลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมือที่เพิ่มขึ้น 5.5% ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างจะลดลง 0.6% ติดต่อตั้งแต่ไตรมาสก่อน สำหรับการลงทุนภาครัฐ ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 5.3% จากที่เคยขยายตัว 10.1% โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของการลงทุนในหมวดก่อสร้างถึง 6.6% รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนรวมขยายตัว 3.7 %

ในด้านการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้าอยู่ที่ 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.5% เติบโตช้าลงจากไตรมาสก่อน ที่โต15.0% ซึ่งสอดรับกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ขณะที่ดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัว 10.9% ลดลงจาก 14.5% ในไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของสินค้า

โดยปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 8.9% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 3.1% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (224.4 พันล้านบาท) สูงกว่าช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน

ด้านการผลิต การขายส่งและการขายปลีกเติบโตขึ้น ขณะที่เกษตรกรรม ที่พักแรม บริการอาหาร ขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าโตช้าลง ส่วนการผลิตอุตสาหกรรมและก่อสร้างลดลง

ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส โดยลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.7% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการย้ายฐานการผลิตจากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการลดลงของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ 2.4%

อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.39% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้า (59.04%) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (58.77%) ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส (ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมขยายตัว 0.4% และใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยที่ 59.15%

ในไตรมาสล่าสุด สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารเติบโต 0.8% ซึ่งชะลอตัวจาก 1.4% ในไตรมาสก่อน สาเหตุหลักคือการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศและการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวไทย อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 67.40% ต่ำกว่า 71.06% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 68.54% ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 3.3% และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 71.13%

ในไตรมาส 3 สาขาการขายส่ง ปลีก และซ่อมยานยนต์เติบโตขึ้น 6.5% เร่งจาก 6.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามยอดจำหน่ายรถยนต์และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

สำหรับสาขาก่อสร้าง พบว่าลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส 4.0% จากการก่อสร้างภาครัฐที่ลดลง แม้รัฐวิสาหกิจจะเพิ่มขึ้น แต่เอกชนยังคงลดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ในขณะที่อาคารอุตสาหกรรมกลับมาเติบโต

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่าไตรมาสก่อนและปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 % ขณะที่บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองอยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนี้สาธารณะ 12.23 ล้านล้านบาท หรือ 64.8% ของ GDP

“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.0% ลดลงจาก 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.2% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP โดยคาดว่าจีดีพีในไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ 0.6% โดยรวมมาตรการที่รัฐบาลออกมาแล้ว เช่น คนละครึ่ง แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่อยู่ระหว่างการออกมา โดยมองว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาจะเป็นแรงส่งด้านบวกไปถึงปี 2569”

ส่วนแนวโน้มการส่งออกของไทยนั้น นางสาวอ้อนฟ้า ระบุว่า การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ มีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ถ้าการเจรจาได้ผล ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้ไทยจะต้องเร่งหาตลาดใหม่ โดยตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น เอเชียใต้ และแอฟริกา

สำหรับปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก รัฐบาล การท่องเที่ยว และผลผลิตทางการเกษตรช่วยสนับสนุน ขณะที่ความเสี่ยงยังมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง และความผันผวนก่อน-หลังการเลือกตั้ง ในกรณีฐาน คาดว่าการบริโภคเติบโต 2.1% การลงทุนภาคเอกชน 0.9% การส่งออกเป็นดอลลาร์ลดลง 0.3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระหว่าง 0.0-1.0% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP

รายละเอียดการประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ในแต่ละด้าน มีดังต่อไปนี้

การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค

(1) สำหรับภาคเอกชน คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในอัตรา 2.1% ต่อเนื่องจาก 2.8% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในสินค้าคงทนและบริการ สอดคล้องกับแนวโน้มฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับฐานการบริโภคในปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ รวมถึงระดับรายได้ของครัวเรือนทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างช้าๆ(2) สำหรับภาครัฐบาล คาดว่าการใช้จ่ายจะขยายตัวในอัตรา 1.2% เร่งขึ้นจาก 0.3% ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำและเหลื่อมปีที่เกี่ยวข้องกับปีงบประมาณ 2569

การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 1.4% ลดลงจาก 3.3% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 0.9% ลดลงจาก 2.0% ตามแนวโน้มการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทาง

การค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 2.9% ลดลงจาก 6.8% สอดคล้องกับกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนปี 2569 ที่เติบโต 18.2% จาก 39.0% ในปีงบประมาณก่อนหน้า และงบรายจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ปรับลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับการลดลง 3.9% ก่อนหน้านี้

มูลค่าการส่งออกสินค้า (USD) คาดว่าจะลดลง 0.3% จากการขยายตัวสูงถึง 11.2% ในปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ในขณะเดียวกัน การส่งออกบริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เทียบกับ 1.52 ล้านล้านบาทในปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการรวมปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 1.1% ลดลงจาก 8.8% ในปีก่อนหน้า

ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569

การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ

1. การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุน

(2) การเร่งดำเนินการตามมาตรการภายใต้กรอบมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้มีการอนุมัติไปแล้ว

(3) เร่งรัดกระบวนการจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีความล่าช้า ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating)

2. การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การแก้ปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว

(2) การแก้ปัญหาอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับภาคการท่องเที่ยว

(3) การเตรียมมาตรการเพื่อรองรับปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5)

(4) การทำการตลาดที่สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น

(5) การเร่งเจรจากับพันธมิตรสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวน/ความถี่เที่ยวบิน และเปิดเส้นทางบินใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว และ (6) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง

3. การดูแลภาคการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับ (1) การฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้สามารถฟื้นตัวและมีความพร้อมสำหรับปีการเพาะปลูก 2569/70 (2) การเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทางการเกษตรจะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผลผลิตมีแนวโน้มออกสู่ตลาดในปริมาณมาก และ (3) การเร่งรัดโครงการสำคัญ ๆ ภายใต้แผนหลักการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสียหายจากภัยพิบัติและเอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคเกษตรมากขึ้น

4. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญ

(1) การลดต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตและการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

(2) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดย (i) เร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ (ii) ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs (iii) เร่งสร้างความรับรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและบริหารจัดการภาระต้นทุนภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง (iv) ยกระดับการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฏว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of oigin) โดยเร่งรัดปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Orin: C/O) และกระบวนการตรวจสอบและรับรองสัดส่วนของมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตภายในภูมิภาคที่ใช้ในการผลิตสินค้าสำคัญ ๆ (Regional Value Contentent: RVC)

(3) การขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ

(4) การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content)

(5) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญๆ ของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 - 2570 และ

(6) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ

5. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ

(1) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567 - 2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว

(2) การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และ

(3) การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของ

สหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปสหรัฐฯ

6. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ได้แก่

(1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดย (i) เร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ (ii) ปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เริ่มประสบปัญหาในการชำระหนี้ เพื่อลดแรงกดดันจากการปรับลดลงของคุณภาพสินเชื่อที่จะส่งผล่อความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน

(2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะSMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบช้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า(3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครบถ้วนครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภท การจัดทำฐานข้อมูลภาระหนี้นอกระบบและข้อมูลทางเลือก (Altemative data) และเชื่อมโยงกับข้อมูลหนี้ในระบบ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบถ้วนสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ และเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ศักยภาพและประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม

7.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...