สศช. เผย จีดีพีไทย Q3/68 โต 1.2 % ชะลอลง คาด Q4/68 โตไม่ถึง 1%
สศช. เผย จีดีพีไทย ไตรมาส 3/68 โต 1.2% ชะลอลงคาดไตรมาส 4/68 โต 0.6% เตือนเร่งเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบมาตรการกีดกันและเป็นแรงหนุนเศรษฐกิจปี 69
17 พ.ย.2568 นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ขยายตัว 1.2% ซึ่งชะลอลงจากไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัว 2.8% ทั้งนี้ ภาคเกษตรและนอกเกษตรชะลอการเติบโต โดยภาคนอกเกษตรลดลงตามการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว สำหรับด้านการใช้จ่าย การบริโภคของเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออก นำเข้า และการลงทุนพื้นฐานชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายของรัฐบาลลดลง เมื่อรวม 9 เดือนแรกของปี 2568 เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.4%
การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้ายของเอกชนขยายตัว 2.6% โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการซื้อสินค้าที่ไม่คงทน ทั้งในหมวดอาหารและไม่ใช่อาหารที่เติบโตเร็วขึ้น แต่การใช้จ่ายสินค้าคงทน สินค้ากึ่งคงทน และบริการชะลอตัวลง ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลลดลง 3.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่เคยขยายตัว 2.2% เนื่องจากค่าตอบแทนแรงงาน การโอนสวัสดิการ และค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการลดลงสำหรับการลงทุนโดยรวมขยายตัว 1.1% ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ 5.8% โดยภาคเอกชนยังเติบโต 4.2% ส่วนภาครัฐหดตัว 5.3% ด้านดุลการค้าและบริการ ณ ราคาประจำปีเกินดุล 159.1 พันล้านบาท แยกเป็นดุลการค้าเกินดุล 224.4 พันล้านบาท และดุลบริการขาดดุล 65.2 พันล้านบาท
การลงทุนรวมขยายตัว 1.1% ลดลงจาก 5.8% ในไตรมาสก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.2% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในเครื่องจักรเครื่องมือที่เพิ่มขึ้น 5.5% ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างจะลดลง 0.6% ติดต่อตั้งแต่ไตรมาสก่อน สำหรับการลงทุนภาครัฐ ลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 5.3% จากที่เคยขยายตัว 10.1% โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของการลงทุนในหมวดก่อสร้างถึง 6.6% รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนรวมขยายตัว 3.7 %
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ มูลค่าการส่งออกสินค้าอยู่ที่ 86,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 11.5% เติบโตช้าลงจากไตรมาสก่อน ที่โต15.0% ซึ่งสอดรับกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ขณะที่ดัชนีปริมาณการส่งออกขยายตัว 10.9% ลดลงจาก 14.5% ในไตรมาสก่อน ตามการชะลอตัวของสินค้า
โดยปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้น 8.9% และราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 3.1% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (224.4 พันล้านบาท) สูงกว่าช่วงเดียวกันของไตรมาสก่อน
ด้านการผลิต การขายส่งและการขายปลีกเติบโตขึ้น ขณะที่เกษตรกรรม ที่พักแรม บริการอาหาร ขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าโตช้าลง ส่วนการผลิตอุตสาหกรรมและก่อสร้างลดลง
ภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส โดยลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 1.7% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น การซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการย้ายฐานการผลิตจากภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการลดลงของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ 2.4%
อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 57.39% ต่ำกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้า (59.04%) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (58.77%) ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส (ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2563) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 อุตสาหกรรมขยายตัว 0.4% และใช้อัตรากำลังการผลิตเฉลี่ยที่ 59.15%
ในไตรมาสล่าสุด สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารเติบโต 0.8% ซึ่งชะลอตัวจาก 1.4% ในไตรมาสก่อน สาเหตุหลักคือการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศและการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวชาวไทย อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 67.40% ต่ำกว่า 71.06% ในไตรมาสก่อน และต่ำกว่า 68.54% ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว รวม 9 เดือนแรกของปี 2568 สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารขยายตัว 3.3% และอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 71.13%
ในไตรมาส 3 สาขาการขายส่ง ปลีก และซ่อมยานยนต์เติบโตขึ้น 6.5% เร่งจาก 6.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามยอดจำหน่ายรถยนต์และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้
สำหรับสาขาก่อสร้าง พบว่าลดลงครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส 4.0% จากการก่อสร้างภาครัฐที่ลดลง แม้รัฐวิสาหกิจจะเพิ่มขึ้น แต่เอกชนยังคงลดต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ในขณะที่อาคารอุตสาหกรรมกลับมาเติบโต
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.76% ต่ำกว่าไตรมาสก่อนและปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ -0.7% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 % ขณะที่บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองอยู่ที่ 262.4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนหนี้สาธารณะ 12.23 ล้านล้านบาท หรือ 64.8% ของ GDP
“แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโต 2.0% ลดลงจาก 2.5% ในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ -0.2% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.8% ของ GDP โดยคาดว่าจีดีพีในไตรมาส 4 จะขยายตัวได้ 0.6% โดยรวมมาตรการที่รัฐบาลออกมาแล้ว เช่น คนละครึ่ง แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่อยู่ระหว่างการออกมา โดยมองว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาจะเป็นแรงส่งด้านบวกไปถึงปี 2569”
ส่วนแนวโน้มการส่งออกของไทยนั้น นางสาวอ้อนฟ้า ระบุว่า การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ มีความสำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ถ้าการเจรจาได้ผล ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจดีขึ้น นอกจากนี้ไทยจะต้องเร่งหาตลาดใหม่ โดยตลาดที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น เอเชียใต้ และแอฟริกา
สำหรับปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 1.2-2.2% (ค่ากลาง 1.7%) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก รัฐบาล การท่องเที่ยว และผลผลิตทางการเกษตรช่วยสนับสนุน ขณะที่ความเสี่ยงยังมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ภาระหนี้ภาคเอกชนสูง และความผันผวนก่อน-หลังการเลือกตั้ง ในกรณีฐาน คาดว่าการบริโภคเติบโต 2.1% การลงทุนภาคเอกชน 0.9% การส่งออกเป็นดอลลาร์ลดลง 0.3% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยระหว่าง 0.0-1.0% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.4% ของ GDP
รายละเอียดการประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ในแต่ละด้าน มีดังต่อไปนี้
การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค
(1) สำหรับภาคเอกชน คาดการณ์ว่าจะขยายตัวในอัตรา 2.1% ต่อเนื่องจาก 2.8% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในสินค้าคงทนและบริการ สอดคล้องกับแนวโน้มฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับฐานการบริโภคในปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ รวมถึงระดับรายได้ของครัวเรือนทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างช้าๆ(2) สำหรับภาครัฐบาล คาดว่าการใช้จ่ายจะขยายตัวในอัตรา 1.2% เร่งขึ้นจาก 0.3% ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำและเหลื่อมปีที่เกี่ยวข้องกับปีงบประมาณ 2569
การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวในอัตรา 1.4% ลดลงจาก 3.3% โดยการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 0.9% ลดลงจาก 2.0% ตามแนวโน้มการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมที่ถูกกระทบจากมาตรการกีดกันทาง
การค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก ขณะที่การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 2.9% ลดลงจาก 6.8% สอดคล้องกับกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุนปี 2569 ที่เติบโต 18.2% จาก 39.0% ในปีงบประมาณก่อนหน้า และงบรายจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ปรับลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับการลดลง 3.9% ก่อนหน้านี้
มูลค่าการส่งออกสินค้า (USD) คาดว่าจะลดลง 0.3% จากการขยายตัวสูงถึง 11.2% ในปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ในขณะเดียวกัน การส่งออกบริการมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท เทียบกับ 1.52 ล้านล้านบาทในปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการรวมปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 1.1% ลดลงจาก 8.8% ในปีก่อนหน้า
ประเด็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569
การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ
1. การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับ
(1) การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 75% ของกรอบงบประมาณรายจ่ายลงทุน
(2) การเร่งดำเนินการตามมาตรการภายใต้กรอบมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้มีการอนุมัติไปแล้ว
(3) เร่งรัดกระบวนการจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีความล่าช้า ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์สูงและป้องกันความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating)
2. การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยให้ความสำคัญกับ
(1) การแก้ปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว
(2) การแก้ปัญหาอาชญากรรมและเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติที่แฝงตัวกับภาคการท่องเที่ยว
(3) การเตรียมมาตรการเพื่อรองรับปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5)
(4) การทำการตลาดที่สอดคล้องกับภาวะการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น
(5) การเร่งเจรจากับพันธมิตรสายการบิน เพื่อเพิ่มจำนวน/ความถี่เที่ยวบิน และเปิดเส้นทางบินใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว และ (6) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง
3. การดูแลภาคการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับ (1) การฟื้นฟูเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้สามารถฟื้นตัวและมีความพร้อมสำหรับปีการเพาะปลูก 2569/70 (2) การเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตทางการเกษตรจะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ผลผลิตมีแนวโน้มออกสู่ตลาดในปริมาณมาก และ (3) การเร่งรัดโครงการสำคัญ ๆ ภายใต้แผนหลักการบริหารจัดการน้ำเพื่อลดความเสียหายจากภัยพิบัติและเอื้ออำนวยต่อการผลิตภาคเกษตรมากขึ้น
4. การขับเคลื่อนภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญ
(1) การลดต้นทุนการผลิตของภาคการผลิตและการส่งออก เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
(2) การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดย (i) เร่งกระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่ข้อตกลงกับสหรัฐฯ (ii) ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs (iii) เร่งสร้างความรับรู้ให้กับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ ให้สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบและบริหารจัดการภาระต้นทุนภาษีนำเข้าและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง (iv) ยกระดับการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฏว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of oigin) โดยเร่งรัดปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบและจัดทำแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการขอรับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Orin: C/O) และกระบวนการตรวจสอบและรับรองสัดส่วนของมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตภายในภูมิภาคที่ใช้ในการผลิตสินค้าสำคัญ ๆ (Regional Value Contentent: RVC)
(3) การขยายตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งตลาด ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปและเกาหลีใต้ และเตรียมศึกษาเพื่อเจรจากับประเทศคู่ค้าสำคัญใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ
(4) การส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในประเทศเพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ปัจจัยการผลิตภายในประเทศ (Local content)
(5) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการสำคัญๆ ของประเทศคู่ค้าที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 2569 - 2570 และ
(6) การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจบริหารจัดการความเสี่ยงจากความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนในภาคธุรกิจ
5. การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับ
(1) การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567 - 2569 ให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว
(2) การเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และ
(3) การใช้ประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุนที่เกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าของ
สหรัฐฯ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในการส่งออกไปสหรัฐฯ
6. การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ได้แก่
(1) การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน โดย (i) เร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ (ii) ปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกให้กับลูกหนี้รายย่อยที่เริ่มประสบปัญหาในการชำระหนี้ เพื่อลดแรงกดดันจากการปรับลดลงของคุณภาพสินเชื่อที่จะส่งผล่อความระมัดระวังในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน
(2) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะSMEs ที่ประสบปัญหาด้านการเข้าถึงสภาพคล่องและได้รับผลกระทบช้ำเติมจากมาตรการกีดกันทางการค้า(3) การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินครัวเรือนให้ครบถ้วนครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภท การจัดทำฐานข้อมูลภาระหนี้นอกระบบและข้อมูลทางเลือก (Altemative data) และเชื่อมโยงกับข้อมูลหนี้ในระบบ เพื่อให้มีฐานข้อมูลครบถ้วนสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ และเพื่อให้สามารถวิเคราะห์ศักยภาพและประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม
7.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง (เพิ่มเติม…)