10 ข่าวเด่นโซเชียล ปี 2568
The Bangkok Insight
อัพเดต 31 ธ.ค. 2568 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2568 เวลา 01.30 น. • The Bangkok Insightย้อน 10 ข่าวเด่นโซเชียล ปี 2568
ปี2568 นับเป็นปีที่สังคมไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์หลายครั้ง ไม่ว่าทั้งภัยธรรมชาติที่ไม่คาดฝัน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ และวิกฤตศรัทธาในวงการสำคัญของประเทศ thebangkokinsight จึงรวบรวมข่าวเด่นดังประชาชนให้ความสนใจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมี 10 ข่าวที่ประชาชนให้ความสนใจ ดังนี้
โศกนาฏกรรม ตึกใหม่ สตง. ถล่ม
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ประเทศไทยต้องเผชิญเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่ออาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ 30 ชั้น ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ ได้พังถล่มลงมาในเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้โครงสร้างหลักของอาคารเกิดการวิบัติในลักษณะ "Pancake Collapse" หรือการยุบตัวทับซ้อนกันของชั้นอาคารลงมาสู่พื้นดินภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
ทันทีที่ฝุ่นควันจางลง ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย (Search and Rescue) ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่องยาวนานกว่า 1 สัปดาห์ โดยระดมกำลังจากหน่วย USAR (Urban Search and Rescue), ทหารช่าง, และอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ การกู้ซากอาคารเป็นไปอย่างยากลำบากและอันตราย เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตขนาดมหึมาที่ทับถมกันมีความไม่มั่นคงและเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดเจาะคอนกรีตไฮดรอลิก สุนัขดมกลิ่น และอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณชีพ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในช่องว่างของซากตึก การทำงานต้องแข่งกับเวลาใน "72 ชั่วโมงแรก" ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองแห่งการรอดชีวิต ท่ามกลางความหวังของญาติผู้สูญหายที่เฝ้ารอปาฏิหาริย์อยู่รอบบริเวณ
จากแผ่นดินไหวตึกถล่มพังลงมาใน8 วินาที ทำให้มีผู้เสียชีวิต95 ราย สูญหาย1 ราย และรอดชีวิต9 รายสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน คอนกรีตและเหล็กเสริมต่ำกว่าเกณฑ์ขณะนี้อัยการสั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้อง23 ราย(นิติบุคคล-บุคคลธรรมดา) ฐานปลอมเอกสารและก่อสร้างผิดหลักเกณฑ์นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่คนไทยมิอาจลืม
"หลวงพ่ออลงกต" ถูกจับกุมคดีทุจริตยักยอกเงินบริจาค
ในเดือน ส.ค. 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ช็อกความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าจับกุม หลวงพ่ออลงกต (พระราชวิสุทธิประชานาถ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะพระนักพัฒนาและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์มานานหลายทศวรรษ
การจับกุมเกิดขึ้นภายหลังการสืบสวนพบหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการ ทุจริตยักยอกเงินบริจาคของวัด ซึ่งเป็นเงินที่สาธารณชนมอบให้เพื่อการกุศล โดยมีการดำเนินคดีในข้อหา ฟอกเงินและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกับบุคคลใกล้ชิดหลายราย คดีนี้ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางสงฆ์ของพระสงฆ์ผู้ทรงอิทธิพลทางสังคมรูปหนึ่ง และนำมาซึ่งคำถามใหญ่เกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาคของวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของการทำบุญทั่วประเทศ
หลังจากการจับกุมและสอบสวนอย่างเข้มข้น ทางพระราชวิสุทธิประชานาถได้ตัดสินใจ ลาสิกขา (สึก) เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่กระบวนการต่อสู้คดีในฐานะฆราวาสอย่างเต็มที่ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ามีเส้นทางการเงินที่ผิดปกติจำนวนมากไหลออกจากบัญชีของวัดไปยังบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการกุศลโดยตรง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้ในการดำเนินคดี แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามถึงเบื้องหลังทางการเมือง หรือความขัดแย้งภายในที่อาจนำไปสู่การกลั่นแกล้ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงาน ปปง. ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามพยานหลักฐานทางการเงินที่ปรากฏชัดเจนเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์ของวัด
ดราม่า "กัน จอมพลัง" เงินบริจาคมูลนิธิฯ กว่า 200 ล้านบาท
ต่อมา ในช่วงกลางเดือน ต.ค. 2568 นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ "กัน จอมพลัง" และ มูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ เผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อสงสัยอย่างหนักจากสาธารณชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค โดยมีประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามอย่างเป็นทางการโดย ส.ส. พรรคประชาชน คือข้อสงสัยเรื่อง ยอดเงินบริจาคที่สูงถึงกว่า 200 ล้านบาท และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อบังคับของมูลนิธิฯ ใน ข้อ 39 ที่ระบุว่า หากมูลนิธิฯ ต้องเลิกล้มไป ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ "มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า" ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องความไม่เหมาะสมและอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้บริจาคที่ต้องการให้เงินถูกใช้เพื่อสาธารณประโยชน์
เพื่อแก้ไขข้อกังวลของสังคม"กัน จอมพลัง" ได้ประกาศขอโทษที่"คิดน้อย" ในส่วนของการกำหนดข้อบังคับข้อ39 พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการ แก้ไขข้อบังคับดังกล่าวใหม่ โดยให้ทรัพย์สินทั้งหมดหากเลิกล้มมูลนิธิฯ โอนไปเป็นของ"มูลนิธิราชประชานุเคราะห์" แทนเพื่อความสบายใจของสาธารณะชนและเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด
ปราบบัญชีม้าปี 2568: เด็ดขาด-ยึดทรัพย์
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการปราบปราม "บัญชีม้า" อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและภัยออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ พนันออนไลน์ ซึ่งใช้บัญชีม้าเป็นเครื่องมือหลักในการฟอกเงิน หัวใจสำคัญของการปราบปรามคือการบังคับใช้ พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 อย่างจริงจัง
ทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสามารถ อายัดบัญชีต้องสงสัยได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล หากมีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), ปปง., และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จำนวนการระงับและอายัดบัญชีต้องสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการสืบสวนไปยัง ผู้รับจ้างเปิดบัญชี (ม้า) และขยายผลไปยัง ขบวนการนายหน้า ที่อยู่เบื้องหลังการจัดหาบัญชีเพื่อตัดวงจรการฟอกเงินตั้งแต่ต้นทาง
ทำให้สำนักงาน ปปง. สามารถ อายัดและยึดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของเครือข่ายบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์ได้ในมูลค่ามหาศาล มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจำนวนมากที่ถูกตรวจพบว่ามีส่วนร่วมในการเปิดหรือขายบัญชีเพื่อหวังผลตอบแทนเล็กน้อย แต่ต้องเผชิญกับโทษทางกฎหมายที่รุนแรงในฐานความผิด ฟอกเงิน และ สมคบคิดเพื่อกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งมีโทษจำคุกสูงกว่าข้อหาฉ้อโกงทั่วไปอย่างมาก
ทลายรังอาชญากรรมไซเบอร์! กวาดล้าง "เคเค พาร์ค"
"เคเค พาร์ค" (KK Park) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นศูนย์บัญชาการอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของกลุ่มชาติพันธุ์ติดชายแดนเมียนมา-ไทย (เช่น ใกล้เมืองเมียวดี) KK Park ไม่ใช่เพียงคอลเซ็นเตอร์ธรรมดา แต่เป็นอาณาจักรที่ใช้ในการปฏิบัติการหลอกลวงข้ามชาติหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกลงทุน (Hybrid Scams), การพนันออนไลน์, ไปจนถึงการค้ามนุษย์
โดยมีรายงานว่ามีการกักขังและบังคับใช้แรงงานคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากให้ทำงานหลอกลวงเหยื่อออนไลน์ หากไม่ทำตามเป้าหมายจะถูกทำร้ายร่างกายและถูกขายต่อให้กลุ่มอาชญากรอื่น การมีอยู่ของ KK Park เป็นหนึ่งในภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและทรัพย์สินของประชาชนในหลายประเทศ
หลังการกวาดล้าง เจ้าหน้าที่ได้เร่งขยายผลไปยังผู้บงการระดับสูงและกลุ่มนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการจัดตั้งKK Park รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและเครือข่าย บัญชีม้า ในประเทศไทยที่ถูกใช้ในการรับเงินที่ได้จากการหลอกลวง ความสำเร็จในการกวาดล้างKK Park ไม่ได้เป็นเพียงการจับกุม แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงอาชญากรไซเบอร์ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
ไร้มนุษยธรรม! 3 คนไทย สิ้นใจสลดในปอยเปต
นายเมธาชาญ ยอแสง หรือ "มีน" อดีตเชฟเรือสำราญวัย 24 ปี ชาวนครศรีธรรมราช ต้องเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าใน ต.ค.2568 ริมถนนในปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังมีอาการปวดท้องรุนแรง แต่กลับถูกโรงพยาบาลในพื้นที่ปฏิเสธการรักษา เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาและไม่มีเอกสารประจำตัว ซึ่งญาติเชื่อว่าเขาถูกหลอกให้ไปทำงานกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และถูกยึดพาสปอร์ตจนไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือด้านสุขภาพได้ทันท่วงที โดยมีรายงานว่ามีความพยายามร้องขอให้เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดประตูชายแดนเพื่อเข้ามารักษาในฝั่งไทย แต่ไม่สำเร็จ ทำให้เชฟมีนเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
นางสาวกนกวรรณ หรือ "น้องใบหม่อน" หญิงไทยวัย 27 ปี ที่พลัดตกจากอาคารสูงในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงปลายปี 2568 ญาติไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุ โดยสันนิษฐานว่าการเสียชีวิตอาจเกี่ยวข้องกับการถูก ฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากผู้ตายทำงานอยู่ในแวดวงที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือธุรกิจเทรดหุ้นหลอกลวง และถูกกล่าวหาว่าทำเงินขององค์กรหายไปถึง 18 ล้านบาท ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญ
นางสาวสุธาทิพย์หรือ"มินต์" สาวPR ชาวไทยวัย28 ปี ที่เดินทางไปทำงานในสถานบันเทิงที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา เพื่อหาเงินใช้หนี้และเลี้ยงลูกสาววัย3 ขวบ ได้เสียชีวิตอย่างน่าเศร้าจากการผูกคอในที่พัก ท่ามกลางความสงสัยว่าเกิดจากความเครียดสะสม ทั้งจากการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และการตัดพ้อกับสามีเป็นครั้งสุดท้ายว่า เงินเก็บทั้งหมดหายไป อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อความตัดพ้อดังกล่าว ทางครอบครัวยืนยันว่า ไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต และขำร่างของน้องมินต์กลับมาบำเพ็ญกุศลยังบ้านเกิด
ดราม่า "แม่เกตุ" สู่ "เทศกาลเจนนี่"จุดกระแสขายออนไลน์
คู่รักคนดัง รัชนก สุวรรณเกตุ หรือ “เจนนี่” และ “ยิว-ฉัตรมงคล สมแก้ว” ได้สร้างปรากฏการณ์ธุรกิจออนไลน์จนถูกขนานนามว่าเป็น "เทศกาลเจนนี่" โดยทั้งคู่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายจากการไลฟ์สดขายสินค้าหลากหลายชนิด ทำยอดขายพุ่งทะลุหลักล้านบาทอย่างรวดเร็ว ด้วยกลยุทธ์การขายที่ดึงดูดใจและการใช้พลังอินฟลูเอนเซอร์ในการโปรโมตสินค้า
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้ได้ดำเนินไปพร้อมกับดราม่าร้อนที่พุ่งเป้าไปที่ "แม่เกตุ" มารดาของเจนนี่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นการบริหารจัดการเงินและธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ธุรกิจของครอบครัวนี้กลับมาเป็นที่สนใจของสังคมอีกครั้ง
ไม่เพียงแต่สร้างยอดขายมหาศาลและความขัดแย้งในโซเชียล"เทศกาลเจนนี่" ยังได้กลายเป็น เทรนด์การขาย ที่สำคัญในวงการE-commerce โดยพบว่ามี อินฟลูเอนเซอร์และคนดังในโลกออนไลน์ท่านอื่นๆ จำนวนมากนำกลยุทธ์และรูปแบบการไลฟ์สดของเจนนี่ไปปรับใช้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของเจนนี่และยิวในฐานะ ผู้นำเทรนด์ ในการตลาดออนไลน์อย่างชัดเจน แม้จะมีดราม่าถาโถม แต่ความสำเร็จทางธุรกิจที่วัดผลได้ด้วยยอดขายที่สูงลิ่ว ได้กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผลักดันให้คนอื่น ๆ ในวงการเลือกเดินตามรอยความสำเร็จในเส้นทางการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย
"น้องวิน ภาสวิน" ชีวิตนักสู้มะเร็งตั้งแต่วัย 3 ขวบ
การจากไปของ "น้องวิน-ภาสวิน" เด็กชายวัย 14 ปี ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะนักวางแผนการเงินรุ่นจิ๋วที่มีความสามารถโดดเด่นและเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนมากในการใช้ชีวิตและบริหารจัดการเงิน น้องวินได้เสียชีวิตอย่างสงบภายหลังจากการต่อสู้กับโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน
เรื่องราวชีวิตของน้องวิน ภาสวิน ได้สร้างความประทับใจให้กับสังคมอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากน้องวินต้องเผชิญหน้ากับ โรคมะเร็ง ตั้งแต่มีอายุเพียง 3 ขวบ ต้องเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและการผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถึงแม้จะอยู่ในสภาวะที่ต้องต่อสู้กับความเจ็บป่วยทางร่างกายอย่างหนัก น้องวินกลับไม่เคยย่อท้อ โดยได้พัฒนาตนเองให้มีความสนใจและความเชี่ยวชาญด้าน การวางแผนการเงินและการลงทุน อย่างจริงจังตั้งแต่อายุยังน้อย ด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการให้คำแนะนำทางการเงินที่คมคาย ทำให้เขาได้รับการยกย่องเป็น นักวางแผนการเงินรุ่นใหม่
ตลอดช่วงชีวิตน้องวินได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนรู้จักคุณค่าของเวลา การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบแม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เรื่องราวของเขาเป็นเครื่องยืนยันว่า"ต้นทุนชีวิต" ไม่ได้วัดกันที่สุขภาพแต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะใช้ชีวิตให้มีคุณค่า
สะเทือนใจ! ด.ญ.ไทยวัย 12 ปี ถูกแม่บังคับขายตัวที่ญี่ปุ่น ตร.
เมื่อช่วงปลายปี 2568 ได้เกิดคดีอาชญากรรมที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยและญี่ปุ่น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลโตเกียว (MPD) และตำรวจไทย (โดยประสานงานกับ บก.ปคม.) ได้ร่วมกันเปิดโปงและเข้าช่วยเหลือ เด็กหญิงชาวไทยวัยเพียง 12 ปี ซึ่งถูกมารดาแท้ ๆ บังคับให้ค้าประเวณีในประเทศญี่ปุ่น รายงานระบุว่า เด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ถูกนำตัวไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยผิดกฎหมาย และถูกกักขังพร้อมกับถูกขู่เข็ญให้ขายบริการทางเพศเพื่อหารายได้ให้กับผู้เป็นแม่และเครือข่ายอาชญากรรม
ภายหลังจากการสืบสวนเชิงลึก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังเข้าปฏิบัติการทลายเครือข่ายดังกล่าว และสามารถช่วยเหลือเด็กหญิงวัย 12 ปี ออกมาได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับควบคุมตัวผู้ต้องหาหลายราย ซึ่งรวมถึง มารดาแท้ ๆ ของเด็กหญิง ในข้อหา ค้ามนุษย์, บังคับค้าประเวณี และกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี (ตามกฎหมายของญี่ปุ่นและไทย)
ขณะนี้ เด็กหญิงผู้เคราะห์ร้ายได้รับการดูแลทางร่างกายและจิตใจอย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานคุ้มครองเด็กและสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นและไทย โดยมีนักจิตวิทยาเข้าประเมินและฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างใกล้ชิด คดีนี้ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหา อาชญากรรมค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ผู้กระทำผิดเป็นบุคคลในครอบครัว ซึ่งเป็นภัยร้ายที่ใกล้ตัว
สถานการณ์ไทย-กัมพูชา 6 เดือนแห่งการสู้รบ
สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่เดือน ก.ค.2568 ขนถึงปัจจุบัน(30ธ.ค.) แม้จะมีการลงนาม แถลงการณ์ร่วมการหยุดยิง (Joint Statement) ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 แต่ปัญหาหลักที่ตามมาคือการละเมิดข้อตกลงและหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะกรณี "ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล" ที่ถูกติดตั้งใหม่ในพื้นที่ที่ทหารไทยเข้าควบคุมและเก็บกู้ยังคงมีจำนวนมาก
ตลอดระยะเวลาของการสู้รบ 6 เดือน ทหารไทยผู้กล้าหาญได้สละชีพและได้รับบาดเจ็บเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยอย่างหนักหน่วง ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.-29 ก.ค. จำนวนทหารไทยที่สละชีพเพื่อชาติในห้วงความขัดแย้งนี้รวมทั้งสิ้น 15 นาย และในช่วงวันที่ 8 ธ.ค.-30 ธ.ค. จำนวนทหารไทยที่สละชีพเพื่อชาติจำนวน 27 นาย
และยังมีกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้อง สูญเสียอวัยวะ(ขาขาด/ทุพพลภาพถาวร) จากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้อีกจำนวนมากจากความสูญเสียทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงภารกิจที่อันตรายและยาวนาน ที่ต้องแลกมาด้วยความเสียสละอันใหญ่หลวงของกำลังพลไทย เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศชาติ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- บุคคลแห่งปี 2568 : 'แม่ทัพกุ้ง'ผู้พิทักษ์อธิปไตยชายแดนไทย-กัมพูชา
- สมาคมผู้สื่อข่าวฯ มีมติ 'งดตั้งฉายาตำรวจปี 68'
- 10 ธุรกิจดาวรุ่งปี 2569 เทรนด์ดิจิทัล-ไลฟ์สไตล์-สุขภาพ มาแรง
ติดตามเราได้ที่