ยามีน วอน 2 เรื่อง ก่อนวางมือวอลเลย์บอลทีมชาติไทย
กฤษฎา นิลไสว บอลเร็วดาวดังของทีมวอลเลย์บอลชายไทย ที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ สมัยที่ 5 ของตัวเอง ได้เปิดเผยชีวิตนักกีฬาทีมชาติ โดยมองว่านี่คือโอกาสดีที่จะเป็นกระบอกเสียง เพื่อผลักดันให้วอลเลย์บอลชายในไทย เติบโต และพัฒนาเป็นอาชีพ ที่สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้จริง
ชีวิตของนักวอลเลย์บอลชาย หากไม่มีโปรแกรมทีมชาติไทย ยามีน เล่าว่า “ผมอยากให้ทุกคนได้ติดตามวอลเลย์บอลอาชีพ หรือรายการอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้มันมีสปอนเซอร์ แล้วต่อยอดทำให้กีฬาวอลเลย์บอลมันเป็นอาชีพจริง ๆ ที่ทำให้นักกีฬาเกษียณได้ด้วยการเล่นกีฬา”
“แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงระดับนั้น ถ้าลองไปสัมภาษณ์นักกีฬาวอลเลย์บอลอาชีพดูจริง ๆ เงินเดือนน้อยมาก มันน้อยมากจนแบบเล่นวอลเลย์บอล 3 เดือน แล้วต้องไปทำงานร้านสะดวกซื้อประมาณ 7 เดือน แล้วก็มาเล่นวอลเลย์บอลใหม่ มันขนาดนี้เลยครับ”
“[เรื่องที่ขอเรื่องแรก] มันเป็นแบบนี้หลาย ๆ กีฬา ผมอยากให้ภาครัฐ หรือเอกชน มาสนับสนุนอย่างจริงจังสักที มันจะได้มีคนมาเล่นวอลเลย์บอลเยอะ ๆ ถ้าผมเลิกเล่น ไม่รู้ว่าทีมจะเป็นยังไง จะหาคนแบบผมได้หรือเปล่า สไตล์แบบผม สูงแบบผมอย่างนี้ มันก็หายาก เพราะงั้นก็อยากให้เด็ก ๆ มีความคาดหวังในการเล่นกีฬา เพื่อให้ครอบครัวของเขามีกินมีใช้ เกษียณโดยการเล่นวอลเลย์บอลจริง ๆ”
“ผมก็จะเลิกเล่นทีมชาติ เล่นแต่ลีกอย่างเดียว (สโมสรนครราชสีมา คิวมินซี วีซี) ถ้าจะให้ผมกลับมาเล่น ผมก็ขอคิดดูก่อน”
“[เรื่องที่ 2] พูดตรง ๆ ก็อยากให้เพิ่มเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาด้วย เพราะว่ามันหลายปีแล้ว มันจะได้ 900 บาท แต่ก็จะโดนหัก 300 บาท เป็นค่าที่พักหรือค่าอะไรต่าง ๆ เราจะเหลือวันละ 600 บาท ซึ่งมันเป็นแบบนี้หลาย 10 ปีแล้ว”
“แค่ผมเล่นซีเกมส์ 8 ครั้ง ก็ 16 ปีแล้ว ไม่รวมกับรุ่นพี่แขก [กิตติคุณ ศรีอุทธวงศ์] รุ่นอื่น ๆ ที่เล่นกันมา สมัยก่อนเล่นวอลเลย์บอล ได้ 18,000 บาท กินข้าวพิเศษ 35 บาท เดี๋ยวนี้ 70 บาทแล้ว ก็ไม่ไหวเหมือนกัน”
“ทั้งหมดนี้ก็หวังว่าจะช่วยกระตุ้นให้วอลเลย์บอลชาย พัฒนาเป็นอาชีพจริง ๆ และมีรายได้ที่ดีขึ้น เพื่อที่ทีมชาติไทย จะได้มีนักกีฬารุ่นใหม่ ๆ มาต่อยอดความสำเร็จ นอกจากแชมป์ ซีเกมส์ แค่ครั้งนี้”