โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชุดไทยพระราชนิยม มรดกแห่งพระราชปณิธานสมเด็จพระพันปีหลวง บนเวทีโลกสู่การสืบสานโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 20 ธ.ค. 2568 เวลา 14.59 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2568 เวลา 08.56 น. • HELLO! Magazine Thailand

ผืนแผ่นดินไทยคือแหล่งกำเนิดแห่งความรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรม และในห้วงแห่งความงามนั้น ‘ผ้าไทย’ คือสัญลักษณ์อันบริสุทธิ์ที่สถิตคู่วิญญาณแห่งชาติ ผ้าทอที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์นี้ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นจากการหลอมรวมภูมิปัญญาแห่งบรรพชน ผสานลงบนเส้นไหมหรือใยฝ้ายด้วยความประณีตบรรจงจากฝีมือช่างทอทั่วทุกภูมิภาค ทว่าการเผยแพร่เกียรติภูมิและยกระดับคุณค่าของผ้าไทยให้เรืองรองเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตานานาอารยประเทศนั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงได้รับการยกย่องเป็น ’พระมารดาแห่งศิลปาชีพไทย’

ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้น พระองค์ทรงมิได้เชิดชูผ้าไทยเพียงในฐานะเครื่องแต่งกาย แต่ทรงยกระดับให้เป็น ’มรดกทางจิตวิญญาณของแผ่นดิน’ที่สะท้อนความเป็นไทยอย่างสง่างามและทรงคุณค่าที่สุด พระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลนี้ ได้ก่อให้เกิดเป็น ‘ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ’ อันเป็นอาภรณ์ประจำชาติที่ผสานความงามดั้งเดิมเข้ากับความร่วมสมัยอย่างทรงคุณค่า และกลายเป็นบทอัครศิลป์แห่งยุคสมัยที่คนไทยภาคภูมิร่วมกัน

นับแต่ทรงดำรงตำแหน่งเป็น ‘สมเด็จพระบรมราชินีนาถ’ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศอยู่เนืองนิตย์ เพื่อทรงสัมผัสทุกข์สุขของประชาชนอย่างใกล้ชิดด้วยพระเมตตา ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า ‘ภูมิปัญญาช่างทอผ้าไทย’ คือสมบัติล้ำค่าที่สืบทอดจากโบราณกาล หากได้รับการฟื้นฟูและส่งเสริมอย่างเป็นระบบ จะสามารถ ’ฟื้นคืนคุณค่าและศักดิ์ศรีของผ้าไทยให้รุ่งโรจน์’ อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ราษฎรได้ในที่สุด

ในปีพุทธศักราช 2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมนาถชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในทวีปยุโรปในฐานะพระราชอาคันตุกะ เพื่อทรงกระชับพระราชไมตรีกับนานาประเทศ การเสด็จฯ ครั้งนั้นเป็นการเยือนต่างประเทศในระดับ ‘State Visit’ ที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง ในเวลานั้น การฉลองพระองค์ของสมเด็จพระพันปีหลวงส่วนใหญ่มีลักษณะตามแบบสากลชั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพด้านแฟชั่นและรสนิยมงดงามอยู่แล้ว ทว่า ‘พระราชดำริอันลึกซึ้ง’ ที่จะทรงแสดงให้โลกเห็นถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยนั้น ได้ก่อเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้สตรีไทยมีชุดประจำชาติที่งดงาม สมพระเกียรติ และสง่างามในระดับสากล เช่นเดียวกับกิโมโนของญี่ปุ่น หรือส่าหรีของอินเดีย อันเป็นเครื่องแต่งกายที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งอารยธรรมชาติ เพื่อทรงสานพระราชดำริดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม สมเด็จพระพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค (หม่อมหลวงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ในขณะนั้น) เป็นผู้รับผิดชอบประสานงานในการศึกษาค้นคว้ารูปแบบการแต่งกายของสตรีไทยในอดีต และถวายรายงานต่อพระองค์

ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ได้ประสานงานร่วมกับ ศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน นักปราชญ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ไทย ให้ทำการศึกษาค้นคว้าหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแต่งกายของสตรีไทย จากแหล่งข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง พระบรมฉายาลักษณ์โบราณ ผ้าโบราณและพระภูษาที่เก็บรักษาในพระบรมมหาราชวัง เอกสารและบันทึกทางประวัติศาสตร์ช่วงกรุงศรีอยุธยา–รัตนโกสินทร์ตอนต้น

จากนั้น นำผลการศึกษามาประมวล วิเคราะห์ และประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถพัฒนาเป็น ‘ต้นแบบเครื่องแต่งกายไทยร่วมสมัย’ ที่สุภาพ งดงาม เหมาะสมต่อการสวมใส่จริงในการประกอบพระราชกรณียกิจทั้งในและต่างประเทศ การออกแบบร่างต้นแบบถวายเป็นหน้าที่ของ อาจารย์สมศรี กุสุมาลนันท์ อาจารย์ประจำแผนกเสื้อผ้า วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ) โดยมีคุณไพเราะ พงษ์เจริญ เป็นผู้ตัดเย็บฉลองพระองค์ถวาย กระบวนการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ราชสำนัก – นักวิชาการ – ช่างฝีมือ อย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อสร้างเครื่องแต่งกายประจำชาติที่สมบูรณ์แบบ จนเกิดเป็น ’ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ’ ซึ่งเป็นต้นแบบชุดประจำชาติของสตรีไทยในปัจจุบัน 

จุดกำเนิดและพระอัจฉริยภาพใน ‘ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ

ในระยะแรกได้มีการออกแบบและทรงทดลองฉลองพระองค์ต้นแบบ จำนวน 5 แบบก่อน ได้แก่ ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยจิตรลดา ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยจักรี ต่อมาเมื่อมีการนำฉลองพระองค์ต้นแบบไปใช้จริงทั้งในงานพระราชพิธีและงานทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในต่างประเทศ พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติม และทรงพระกรุณาโปรดให้พัฒนาแบบฉบับชุดไทยอีก 3 แบบ คือ ชุดไทยดุสิต ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยจักรพรรดิ รวมเป็น 8 แบบ อันเป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะ ’ชุดไทยพระราชนิยม’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งชุดทั้ง 8 แบบนี้ต่างตั้งชื่อขึ้นตามพระที่นั่งหรือพระราชวัง อันเป็นการผูกโยงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเข้ากับศิลปะแห่งการแต่งกายไทยอย่างงดงาม

ชุดไทยเรือนต้น เป็นชุดไทยพระราชนิยมที่ตั้งชื่อตาม พระตำหนักเรือนต้น ในพระราชวังดุสิต ชุดนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นชุดแบบลำลอง และใช้ในโอกาสที่ไม่เป็นทางการ สะท้อนถึงความเรียบง่ายและคล่องตัวในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจหรืองานที่ไม่เคร่งครัด ชุดไทยเรือนต้นตัดเย็บจากผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม มีลักษณะเด่นที่เสื้อคอกลมตื้น แขนยาวสามส่วน และติดกระดุมหน้าห้าเม็ด ส่วนผ้านุ่งเป็นผ้าป้ายยาวจรดข้อเท้า ซึ่งสามารถใช้ผ้าลายตามขวางหรือตามยาวก็ได้ การเลือกสีผ้ามีความยืดหยุ่น โดยสามารถใช้ผ้าสีเดียวกับซิ่น หรือสีตัดกันก็ได้ และใช้เครื่องประดับน้อยชิ้น

ในมุมมองทางแฟชั่น ชุดไทยเรือนต้นมีความโดดเด่นอย่างยิ่ง ด้วยการออกแบบให้มีการโชว์สัดส่วนของสตรีอย่างชัดเจน ทั้งยังสะท้อนถึงความเรียบร้อยและความน่าค้นหาของผู้หญิงไทยไปพร้อมกัน ด้วยอิทธิพลที่เพิ่มขึ้น ”ชุดไทยเรือนต้น” จึงถือเป็นแฟชั่นที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของการแต่งกายไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยภายหลังยังมีการประดับปักไหมเพิ่มมูลค่าให้กับตัวชุดอีกด้วย ฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้นที่ตัดเย็บจากผ้าไหมพื้น ปักประดับด้วยเส้นไหม ได้ถูกใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2518 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยเรือนต้นในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ไปทรงเยี่ยมราษฎร ณ จังหวัดอุทัยธานี

ชุดไทยจิตรลดา ได้รับการตั้งชื่อตาม พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในพระราชวังดุสิต ชุดนี้เป็นแบบที่ออกแบบมาสำหรับการสวมใส่ในงานพิธีการเวลากลางวัน ซึ่งต้องการความสุภาพและจริงจัง แต่ไม่ถึงขั้นเคร่งครัดอย่างสูงสุด ลักษณะโดยทั่วไปของชุดไทยจิตรลดามีความคล้ายคลึงกับชุดไทยเรือนต้น แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ คือ คอเสื้อเป็นคอตั้งมีขอบ และมี แขนยาวจรดข้อมือ ส่วนผ้านุ่งตัดเย็บจากผ้าไหมพื้นหรือผ้าไหมยกดอก เช่น ผ้าไหมยกดอกที่มีเชิงหรือยกดอกทั้งตัว โดยไม่เน้นการยกเงินหรือยกทอง ซึ่งสะท้อนถึงความเรียบง่ายแต่สง่างาม การประดับเครื่องประดับในชุดนี้เป็นไปตามความเหมาะสมและบริบทของงาน ชุดไทยจิตรลดาถูกใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสสำคัญที่ต้องการความเรียบร้อยและเป็นทางการ อาทิ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยจิตรลดา ซึ่งตัดเย็บจากผ้าไหมยกดอกลายดอกสี่กลีบถมเกสรสีขาว ในโอกาสที่ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์ของราชวิทยาลัย ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ชุดไทยอมรินทร์ ตั้งตามชื่อพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน เป็นพระที่นั่งในหมู่พระมหามณเฑียร ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับเสด็จออกว่าราชการสำคัญ ชุดไทยอมรินทร์ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน มีลักษณะเหมือนชุดไทยจิตรลดา แต่ตัดเย็บด้วยผ้ายกไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัว ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้าและเครื่องประดับ การแต่งชุดไทยอมรินทร์ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ชุดไทยบรมพิมาน ตั้งตามชื่อพระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ใช้ในงานพระราชพิธีและงานพิธีกลางคืน เสื้อแขนยาวคอกลมมีขอบตั้ง ตัวเสื้อและผ้านุ่งติดกันเป็นชุดเดียว ตัดเย็บด้วยผ้าไหมที่มีทองแกมหรือยกทองทั้งตัวก็ได้ ผ้านุ่งเป็นผ้าจีบหรือที่เรียกว่า “ผ้าหน้านาง” ซึ่งต้องใช้เข็มขัดในการประดับและยึดชุดให้เรียบร้อย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยือนกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2503 และฉลองพระองค์ชุดไทยบรมพิมาน ตัดเย็บจากผ้าไหมพื้นสีส้ม พระภูษายกทองสีส้ม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ทรงเมื่อครั้งทอดพระเนตรการแสดงละครโนห์ ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่น ณ ศาลเจ้าเฮอัน ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2506

ชุดไทยดุสิต คืออีกหนึ่งแบบในบรรดาชุดไทยพระราชนิยมที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ชุดนี้ตั้งชื่อตาม พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และใช้สำหรับสวมใส่ในงานพิธีเต็มยศในช่วงเวลากลางคืน ลักษณะเด่นของชุดไทยดุสิตคือการออกแบบที่คำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย โดยตัวเสื้อจะตัดเป็นคอกลมกว้าง ไม่มีแขน และเข้ารูป ซึ่งแตกต่างจากชุดไทยแบบอื่นๆ ในขณะนั้นที่อาจมีการปกปิดร่างกายมากกว่า ตัวเสื้อมีการปักด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือลูกปัดอย่างวิจิตรละเมียดละไม ทำให้เป็นชุดที่สามารถประดับด้วยเครื่องประดับงดงามได้ ส่วนผ้านุ่งนั้นเป็นผ้ายกไหมหรือยกทอง และมีการจีบหน้านาง เครื่องประดับที่ใช้ประกอบชุดได้แก่ ต่างหู สร้อยคอ และแหวน

สมเด็จพระพันปีหลวงได้ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยดุสิตเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2503 ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ให้อาภรณ์ชุดนี้สอดคล้องกับแฟชั่นตะวันตกในขณะนั้น แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทยด้วยการใช้ผ้าซิ่นจีบหน้า ชุดไทยดุสิตได้ถูกใช้เป็นฉลองพระองค์ในงานพิธีสำคัญระดับประเทศหลายครั้ง อาทิ วันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2506 ทรงฉลองพระองค์ในงานพระราชทานพระกระยาหารค่ำ ถวายสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งประเทศญี่ปุ่น ระหว่างการเสด็จฯ เยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ และ วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2506 ทรงฉลองพระองค์สีครีมปักประดับด้วยลูกปัดและเลื่อม พร้อมด้วยพระภูษายกทองสีส้มลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแก่นายเจียง ไค เชค ประธานาธิบดีไต้หวันและภริยา ระหว่างการเสด็จฯ เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการ

ชุดไทยจักรี เป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่ได้รับการตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในการใช้สำหรับงานพิธีการกลางคืน ชุดนี้มีความพิเศษแตกต่างจากชุดไทยดั้งเดิมที่มักประกอบด้วยสไบและสะพักทับ เนื่องจากชุดไทยจักรีเน้นการใช้ สไบเพียงชิ้นเดียว โดยเป็นสไบสำเร็จรูปที่มีการตัดเย็บติดกับท่อนล่าง ซึ่งเป็นผ้านุ่งจีบหน้านาง พัฒนาการของชุดไทยจักรี สามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก ได้แก่ ไทยจักรีช่วงต้นในยุคแรกเริ่มเน้นการทิ้งสไบ (Drape) ให้ดูคล้ายกับการห่มผ้าแบบไทยโบราณ ไทยจักรีในยุคหลังได้รับการพัฒนาให้มีความวิจิตรมากขึ้น โดยมีการปักสไบเต็มผืน ซึ่งเพิ่มความหรูหราสง่างามยิ่งขึ้น ตัวเสื้อท่อนบนมีลักษณะเปิดไหล่หนึ่งด้าน และใช้ผ้าไหมยกทองทั้งตัวหรือยกเฉพาะเชิงก็ได้ในการตัดเย็บผ้านุ่ง โดยสไบที่ใช้มีให้เลือกทั้งแบบที่มีการปักหรือไม่มีการปักก็ได้

ชุดไทยจักรีได้ถูกนำมาใช้เป็นฉลองพระองค์ในงานรัฐพิธีและงานเลี้ยงรับรองระดับสูงอย่างต่อเนื่อง อาทิ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2512 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยจักรี ในงานพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแก่เจ้าฟ้าหญิงมากาเร็ต และพระสวามี ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง และเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 ทรงฉลองพระองค์ในงานถวายพระกระยาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร และดยุคแห่งเอดินเบอระทรงจัดถวายบนเรือพระที่นั่งบริแทนเนีย ณ ท่าเทียบเรือโรงเรียนนายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ

ชุดไทยศิวาลัย  เป็นชุดไทยพระราชนิยมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่มีความหรูหราที่สุด ชุดนี้ตั้งชื่อตาม พระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความสำคัญ ลักษณะของชุดไทยศิวาลัยมีความคล้ายคลึงกับชุดไทยบรมพิมาน แต่มีความพิเศษและซับซ้อนยิ่งกว่าด้วยการ ห่มสะพักทับอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเพิ่มความเป็นทางการและสมบูรณ์แบบสูงสุด ชุดนี้จึงถูกกำหนดให้ใช้สำหรับงานพระราชพิธีสำคัญ งานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ และงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ สำหรับคนทั่วไป สามารถนำชุดไทยศิวาลัยมาสวมใส่ในงานเลี้ยงรับรองหรืองานฉลองมงคลสมรสที่มีความสำคัญและเป็นทางการสูงได้ ชุดไทยศิวาลัยได้ถูกใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสสำคัญที่ต้องการความวิจิตรและเป็นทางการอย่างยิ่ง อาทิ เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2511 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ซึ่งตัดเย็บจากผ้าไหมยกทอง โดยช่างตัดเย็บ นายน้อย กฤติพร ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงนาฏศิลป์ของกรมศิลปากร พร้อมด้วยนางอีเมลดา มาร์กอส ภริยาประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ณ โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และฉลองพระองค์ชุดไทยศิวาลัย ตัดเย็บจากผ้าไหมยกทอง ปักประดับเลื่อมและลูกปัด โดยนายปิแอร์ บัลแมง ทรงในการเสด็จฯ ไปในงานถวายการเลี้ยงพระกระยาหารค่ำแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และดยุคแห่งเอดินเบอระ ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515

ชุดไทยจักรพรรดิ  คือ อาภรณ์ประจำชาติแบบเต็มยศที่ได้รับการยกย่องในความงดงามตามแบบขัตติยราชประเพณี ชุดนี้ตั้งชื่อตาม พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสะท้อนถึงเกียรติภูมิอันสูงส่งและมักใช้สำหรับสวมใส่ในงานพิธีเต็มยศในช่วงเวลากลางคืน องค์ประกอบของชุดไทยจักรพรรดิมีความประณีตและซับซ้อน โดยเฉพาะส่วนท่อนบนที่เน้นการห่มผ้าถึงสองชั้น ชั้นในมักเป็นสไบจีบที่บรรจงทออย่างสวยงาม และห่มทับด้วย สะพัก ซึ่งเป็นผ้าผืนใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ส่วนผ้านุ่งนั้นเป็นผ้ายกทอง ที่มีการจีบหน้านางในลักษณะเดียวกับชุดไทยจักรี เพื่อเพิ่มความสง่างามในการเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ผู้สวมใส่ยังต้องคาดเข็มขัดและสวมใส่เครื่องประดับชุดเข้ากันอย่างครบถ้วน ชุดไทยจักรพรรดิถูกปรับให้มีความร่วมสมัยเพื่อให้สามารถสวมใส่ได้ในปัจจุบัน โดยวัสดุที่ใช้ทำจากผ้าไหมเป็นหลัก และใช้เทคนิคผ้าพื้นและการปักอย่างวิจิตร พร้อมประดับตกแต่งด้วยเพชรเทียมและลูกปัด รวมถึงการใช้วัสดุอื่นๆ เช่น โลหะและพลาสติก ในส่วนของการตกแต่ง

ชุดไทยจักรพรรดินี้ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ในพิธีสำคัญหลายครั้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยจักรพรรดิในงานพระราชทานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่ นาย เชิน ดู ฮวาน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีและภริยา ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงฐานะของชุดนี้ในฐานะอาภรณ์แห่งการต้อนรับระดับรัฐพิธีที่เปี่ยมด้วยเกียรติยศ

ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ จึงเป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีความสวยงาม สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากชาติอื่น ทั้งในด้านการออกแบบ การตัดเย็บที่มีความประณีตงดงาม พร้อมด้วยลวดลายบนผืนผ้าที่รังสรรค์จากฝีมือช่างไทยอันวิจิตรทรงคุณค่า เครื่องประดับไทย เช่น ทับทรวง สร้อยคอ สังวาลย์ ปะวะหล่ำ กำไล และเข็มขัด ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมความสมบูรณ์และสง่างามของชุดไทยเช่นกัน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน ในงาน SIRIVANNAVARI Autumn-Winter 2025/26 Bangkok Fashion Show Furst Henry Arena ถนนพหลโยธิน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568โดยมีพระดำรัสตอนหนึ่งว่า

“เราอยากให้ทุกคนมองพระองค์ว่าคือ The Best Iconic ผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ….ทรงเป็นดีไซเนอร์คนแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย”

แม้กาลเวลาจะผันผ่านและในปัจจุบันสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ยังความโทมนัสเป็นล้นพ้นแก่อาณาประชาราษฎร์ แต่พระราชปณิธานด้านผ้าไทยมิได้เลือนหาย หากแต่ได้รับการสืบสานอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดา ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด ด้วยพระปรีชาสามารถด้านแฟชั่นและการออกแบบในระดับสากล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้ที่นำ “ผ้าไทย” ก้าวสู่โลกแฟชั่นสมัยใหม่อย่างแท้จริง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีรับสั่งว่า “ในฐานะพระราชนัดดา ที่จบการศึกษาด้านศิลปะการออกแบบเครื่องเเต่งกาย รวมถึงประกอบอาชีพด้านนี้ จึงอยากที่จะนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์การทำงาน นำมาสนองงานพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทย คุณค่าทางศิลปะ สื่อสารผ่านชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ รวมถึงการเผยแพร่และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ”

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้พระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับการสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมให้สวยงามทรงคุณค่า สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับเเรก คือ ความถูกต้องตามหลักที่พระราชทานทั้ง 8 เเบบ ในด้านรูปแบบที่เหมาะสมกับวาระเเละโอกาสในการสวมใส่ ทั้งเรื่องของช่วงเวลา สถานที่ รวมถึงการตัดเย็บที่มีสัดส่วนอย่างถูกตัว เช่น ในเรื่องของความยาวของชุด การเลือกใช้ผ้าไทยที่เหมาะสมกับรูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมในแต่ละแบบ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องประดับที่ดูงดงามและเหมาะสมตามบริบทวัฒนธรรมของตน ซึ่งลวดลายและสีสันของผืนผ้านั้นก็เป็นไปตามความชอบของเเต่ละท่าน สำหรับแรงบันดาลพระทัยสำคัญในการเผยแพร่ความงดงามของชุดไทยพระราชนิยม คือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการสวมใส่ ให้คนรุ่นใหม่หันมาสวมใส่ชุดไทยพระราชนิยมในชีวิตประวันอย่างภาคภูมิใจ 

พระราชกรณียกิจนี้ได้สร้างความตระหนักรู้และยกระดับมรดกภูมิปัญญาไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนการพัฒนาต่อยอดและยกระดับชุดไทยพระราชนิยม เพื่อให้ดำรงอยู่ในโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างามและยั่งยืน ทั้งในประเทศไทยและในเวทีระดับนานาชาติ นับได้ว่าเริ่มจากสตรีไทยรวมถึงบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ LQBTQ ทุกท่าน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการผลักดันให้ชุดไทยพระราชนิยม เป็นที่รู้จักจากการที่ทุกท่านสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการร่วมงานพิธีการสำคัญต่างๆ ตามกาลเทศะ สวมใส่ให้เป็นปกติ เฉกเช่นนานาประเทศที่มีชุดประจำชาติของตน

ขณะเดียวกัน ในส่วนของภาครัฐและภาคการศึกษา ได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานด้านวิชาการ การจัดนิทรรศการ ให้ทั่วถึงยังภูมิภาคต่างๆ และในเวทีนานาชาติ เพื่อเผยแพร่สู่ระดับสากล ในด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแต่งกาย รวมถึงรูปแบบของชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 เเบบ ผ่านความประณีตงดงามของงานหัตถศิลป์ไทยแขนงต่างๆ ที่ผสมผสานอยู่ในชุดไทยพระราชนิยม โดยเวทีที่สำคัญในปี พ.ศ. 2569 คือ รายการ ‘ชุดไทย’ (Chud Thai: The Knowledge, Craftsmanship and Practices of the Thai National Costume) จะถูกบรรจุเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ ‘Soft Power ไทย’ ให้โลกได้เห็นถึงความวิจิตรแห่งงานหัตถศิลป์ไทย และความต่อเนื่องของมรดกทางศิลปะจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันปีหลวง สู่พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

ทรงตั้งพระทัยสืบสานด้วยพระหฤทัยงดงาม

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดย นางโอเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ได้ประกาศเชิดชูพระเกียรติและถวายเหรียญสดุดีแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อสดุดีพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรม การส่งเสริมงานวิจิตรศิลป์ รวมถึงการขับเคลื่อนวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในประเทศไทย ณ สำนักงานใหญ่องค์การยูเนสโก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ยังตรัสกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกว่า ประเทศไทยได้เสนอให้ ‘ชุดไทย’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งชุดไทยเป็นผลจากพระราชวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงริเริ่มให้มีการออกแบบชุดไทยที่จะใช้ในวาระต่างๆ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่า ความงดงามและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมที่หลากหลายของไทย

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มีพระดำรัสถึงมุมมองต่อชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทยว่า “ชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 เเบบ มีรูปแบบในการเลือกใช้ผ้าไทยมาตัดเย็บในลักษณะที่หลากหลายตามโอกาสต่างๆ ยกตัวอย่าง เช่น ชุดไทยบรมพิมาน ใช้ผ้ายกไหมหรือยกทองมีเชิง เป็นต้น ผ้าไทยหลากหลายประเภทจากภูมิภาคต่างๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัว การผสมผสานระหว่างสีสัน ลวดลาย เทคนิคการทอที่หลากหลาย มรดกภูมิปัญญาและศิลปะของชาติพันธุ์ที่ทรงคุณค่าเหล่านั้น ถูกนำมาเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชุดไทยพระราชนิยมในเเต่ละเเบบได้ อย่างกลมกลืนเเละงดงาม”

นอกจากโครงการชุดผ้าไทยพระราชนิยมแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานในการสร้างสรรค์โครงการสืบสานมรดกผ้าไทยต่างๆ เช่น โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ซึ่งเป็นร่มใหญ่ ในการจัดทำกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับงานผ้าและหัตถศิลป์ไทย ให้เกิดเป็นรูปธรรม ทั้งการจัดเวทีเสวนา การจัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้ด้านผ้าไทยและการออกแบบเครื่องแต่งกายทั่วทุกภูมิภาค การจัดทำหนังสือThai textiles Trend Book เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสีสันและลวดลายผ้าไทย กิจกรรมการประกวดผ้าลายพระราชทานประจำปี ตลอดจนการจัดนิทรรศการเพื่อสืบสานองค์ความรู้ เปิดพื้นที่ให้ช่างทอผ้าได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาและนำเสนอผลงาน ทั้งนี้ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาผ้าไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับการใช้งานในวิถีชีวิตร่วมสมัย รวมทั้งการจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ให้คนรุ่นใหม่สามารถนำไปสืบสานเเละต่อยอด ไม่ให้มรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่านี้เลือนหายไป

สิ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสร้างไว้ คือมรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยล้วนภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่แสดงออกให้นานาอารยประเทศได้ทราบว่า “เราคือคนไทย” นอกเหนือไปกว่านั้น ชุดไทยพระราชนิยมถือเป็นแห่งแรกในโลกที่เกิดจากการประยุกต์การนุ่งห่มให้เป็นแบบ “เรดี้ ทู แวร์” (Ready to Wear) อย่างง่าย ซึ่งเหมาะกับการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบัน หากพิจารณาจากพระฉายาลักษณ์จะเห็นได้ว่าการสวมใส่ชุดไทยเหล่านี้คือพระองค์ท่าน ทรงฉลองพระองค์ในโอกาสต่าง ๆ พร้อมประดับจิลเวลรี่ได้อย่างงดงาม ทรงไม่ให้ชุดไทยดูเชย แต่ยังคงร่วมสมัยและโมเดิร์น บ้างครั้งทรงฉลองพระเนตรดำ ถือกระเป๋าโมเดิร์น มีความคอนทราสต์และแฟชั่นอยู่ในทุกองค์ประกอบของการแต่งกาย

ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นหลักฐานล้ำค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของงานศิลป์แห่งผ้าไหมไทยและเทคนิคการตัดเย็บอันประณีต ตั้งแต่ครั้งเริ่มทรงส่งเสริมผ้าไหมในปี พ.ศ. 2503 จวบจนปัจจุบัน ฉลองพระองค์แต่ละชุดล้วนเปี่ยมด้วยความงดงามเหนือกาลเวลา ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพทางศิลปะและรสนิยมอันวิจิตรของพระองค์ผู้ทรงเป็น “แรงบันดาลใจสูงสุด” แก่วงการแฟชั่นไทย

และในรอยต่อแห่งยุคสมัย ความงามนั้นยังดำรงโดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงถ่ายทอดแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย (Contemporary) ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง พระองค์ทรงผสมผสานรากเหง้าศิลปวัฒนธรรมไทยเข้ากับความทันสมัยในระดับสากลได้อย่างกลมกลืน งดงาม และเปี่ยมเอกลักษณ์ พระองค์ท่านจึงทรงเป็นแบบอย่างแห่งความงามร่วมสมัย ผู้ทรงเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ต่อผ้าไทยให้กลับมามีชีวิตชีวาและทรงคุณค่าอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...