โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ศิลปะแห่งพระเมตตาของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “รอยยิ้มของแผ่นดิน” สู่งานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า

TODAY

อัพเดต 28 พ.ย. 2568 เวลา 10.02 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • TODAY

หากย้อนไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ได้ทอดพระเนตรเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พึ่งพารายได้จากเกษตรกรรมซึ่งต้องอาศัยสภาพภูมิอากาศและยังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทั้งสองพระองค์ จึงได้พระราชทานพระราชดำริว่า การให้ความช่วยเหลือที่ยั่งยืนนั้น ต้องมุ่งส่งเสริมให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองด้วยความรู้และทักษะที่มีอยู่ในตัว รวมทั้งให้โอกาสที่จะเรียนรู้ พัฒนา และนำมาประกอบอาชีพหารายได้เพิ่ม

ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งพัฒนาแหล่งน้ำและเกษตรกรรม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ก็ทรงอุทิศพระวรกายดูแล “ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร” โดยเฉพาะเด็ก สตรี และคนชรา ทรงเห็นว่าหากราษฎรมีอาชีพเสริม จะสามารถใช้เวลาว่างหารายได้เพิ่มมาช่วยครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ประกอบกับการที่ทอดพระเนตรเห็นงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีงานหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่น่าชื่นชม และทรงเกรงว่าต่อไปงานฝีมือเหล่านี้จะสูญหาย ขาดคนสืบสานทำต่อ จึงทรงส่งเสริมและฟื้นฟูให้มีการทำงานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การจักสาน การทอผ้า และงานศิลป์ท้องถิ่น จนกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของการก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญสองข้อ คือ ช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งสืบสานหัตถกรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชมภูมิใจ นับว่าเป็นหลักการทรงงานที่ทรงคุณค่าที่สุดในการช่วยคนให้พึ่งพาตนเอง ผ่านการสืบสานศิลปะไทย

สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังได้พระราชทานโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาฝีมือเพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมที่ทำไว้ใช้กันแต่ในครัวเรือน กลายเป็นงานอาชีพที่หารายได้อย่างมั่นคง ตามที่ทรงมุ่งมั่นพระทัยไว้ ด้วยการที่ทรงคัดเลือกผู้ที่ยากจนและไม่เป็นแรงงานหลักของครอบครัว ให้มาฝึกเรียนงานฝีมือที่มีรูปแบบและวิธีการประดิษฐ์แบบโบราณ ในโรงฝึกศิลปาชีพที่เริ่มต้นจากเต็นท์เล็ก ๆ ข้างกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ต่อมาค่อย ๆ ขยายเป็นโรงฝึกขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 รัฐบาลได้ประกาศยกสถานะ ขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 โดยปัจจุบันมีการประดิษฐ์งานประณีตศิลป์ชั้นสูงรวม 23 สาขา

TODAY ได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผ่านการเล่าเรื่องของ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองอธิบดีกรมกิจการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ช่วยให้ประจักษ์ถึง ผู้ทรงเป็น “รอยยิ้มของแผ่นดิน” ผ่านทางบทความนี้

[ การ “สร้างคน” สู่การ “สร้างศิลป์” ]

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต เล่าว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงตั้งพระทัยที่จะพัฒนาชาวชนบท ให้มีมีปัจจัยครบทั้ง 4 ให้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีโดย เน้นให้พัฒนาวิชาชีพ ที่จะสามารถหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว รู้จักการพัฒนาตนเอง เข้าถึงความสำคัญของการศึกษา ทรงรับสั่งว่า “การศึกษาสำคัญมาก ความไม่รู้อาจทำให้คนเราทำสิ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง ได้ทุกอย่าง เพราะไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ไม่รู้ว่าถ้าตัดไม้ทำลายป่าแล้วต่อไปฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะทำให้เกิดน้ำท่วม หรือมิฉะนั้นก็ขาดแคลนน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ เราจะอยู่อย่างไร ทรงรับสั่งสอนกับประชาชนเสมอว่า น้ำคือชีวิต”

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ อธิบายว่า มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค

ส่วนกลาง คือ สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการ “สร้างคน เพื่อสร้างศิลปะของแผ่นดิน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาช่างไทยอย่างเป็นระบบ

ส่วนภูมิภาค อยู่ภายใต้การดูแลของ กองศิลปาชีพ โดยมีศูนย์ศิลปาชีพและสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วประเทศ มุ่งเน้นการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น พร้อมทั้งอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้คงอยู่คู่สังคมไทย

ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ เล่าต่ออีกว่าทุกครั้งที่ท่านทรงเยี่ยมราษฎร ท่านทรงคำนึงถึงงานศิลปะ หัตถกรรม ที่กำลังจะสูญหายไป รวมถึงเห็นเด็กที่ต้องตามพ่อแม่ไปทำงาน ไม่ได้รับการศึกษา โตไปจะทำอย่างไร จึงรับชาวบ้านจากครอบครัวที่ยากจนเหล่านั้นมาเพื่อฝึกฝน ให้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะงานศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ โดยทรงจัดหาครูผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านฝีมือดีมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชนรุ่นหลัง จากผู้ที่เริ่มต้นจาก “ศูนย์” ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะเลย กลับกลายเป็น “ช่างสถาบันสิริกิติ์” ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550 ว่า “…คนเหล่านี้ เป็นลูกชาวไร่ ชาวนาที่ยากจนที่สุด และข้าพเจ้าเลือกมาเป็นพิเศษ เลือกจากความยากจน ครอบครัวไหนยากจนที่สุด แล้วมีลูกมากที่สุด จะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเลือกมา แล้วมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ที่ตึกเก่า ๆ ที่ดั้งเดิมเป็นที่อยู่ของเจ้านายต่าง ๆ มากมายก่ายกอง ข้าพเจ้าให้เขาอยู่ที่นั่น แล้วก็มาทำการฝึกฝนที่จิตรลดา…” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิด โรงฝึกศิลปาชีพในสวนจิตรลดาหรือ “สถาบันสิริกิติ์” ในปี พ.ศ. 2521

[ ผลงานจากลูกหลานชาวนา ชาวไร่ ผู้ไม่มีความรู้ทางวิชาการและไม่มีความชำนาญในงานฝีมือ สู่ช่างศิลป์ผู้รังสรรค์สมบัติแห่งแผ่นดินอันวิจิตร ]

ผลงานแต่ละชิ้นที่สร้างสรรค์จากสถาบันสิริกิติ์ มีรากฐานมาจากศิลปะไทยโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา หลายชิ้นใช้เทคนิคที่คิดค้นขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทุกชิ้นสร้างสรรค์จากสองมือของลูกหลานชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดาร ได้รับการฝึกฝน และพัฒนาจนกลายเป็นช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งล้วนเกิดจากพระวิสัยทัศน์และการเอาพระราชหฤทัยใส่ในการ “สร้างคน” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง งานที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘Highlight Collection’ หรือ ‘งานฝีมือชิ้นเอกของสถาบันสิริกิติ์’ ที่จัดทำขึ้นตามวาระสำคัญของแผ่นดิน และ ‘Archive Collection’ หรือ ‘ผลงานของสถาบันสิริกิติ์’ ที่ช่างสถาบันสิริกิติ์จัดทำขึ้นเพื่อฝึกฝีมือและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรม
แบบโบราณ

งานฝีมือชิ้นเอกของพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ประกอบด้วย สีวิกากาญจน์, สุพรรณเภตรา, เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง, เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชยจำลอง, เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณจำลอง, สัปคับพระคชาธาร, สัปคับถมทอง, สัปคับคร่ำ, บุษบกมาลา, ตรีพิธพรรณบุษบก, พระที่นั่งพุดตานถมทอง, วานเรศบวรอาสน์, ฉากจำหลักไม้ 2 หน้า เรื่องสังข์ทองและป่าหิมพานต์, ฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์, ฉากปักไหมน้อย เรื่อง “อิเหนา” เป็นต้น ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นเกิดจากการตั้งใจประดิษฐ์ให้วิจิตรบรรจง ของช่างฝีมือจากหลากหลายแขนง ที่ร่วมแรงร่วมใจรังสรรค์ผลงานด้วยความประณีต ใช้ช่างนับร้อยชีวิตและเวลาสร้างสรรค์ยาวนานนับปี จนกลายเป็นศิลปะอันล้ำค่าของแผ่นดิน

ผลงานที่จัดแสดงภายใน ‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ นั้น เป็นการรวบรวมงานศิลปะชั้นสูงจากหลากหลายแขนงที่สะท้อนภูมิปัญญาและวามสามารถอันประณีตของช่างศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็น งานถมทองและงานคร่ำ ที่ต้องใช้ความตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝนอย่างอดทนจนมีใจรัก และสามารถพัฒนาฝีมือในการตกแต่งลวดลายให้อ่อนช้อยงดงามลงบนเนื้อเงินและเนื้อเหล็ก, งานลงยาสี ที่เพิ่มชีวิตชีวาให้เครื่องเงินเครื่องทองด้วยการหลอมผงแก้วจนละลายกลายเป็นสีสันอันวิจิตร, งานเครื่องเงินเครื่องทอง ที่สลักลวดลายหลายมิติส่องประกายงามสง่า, งานฉากปักไหมน้อย ซึ่งร้อยเรียงเส้นไหมทีละเส้นปักไล่เฉดสีจนเปรียบเสมือนภาพวาดที่มีมิติบนผืนผ้าไหมอันงดงามตระการตา ตลอดจน งานแกะสลักไม้และแกะสลักตุ๊กตาไม้โมกมัน ที่แสดงความลึกชึ้งของช่างฝีมือในการประดิษฐ์งานศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย , งานจักสานย่านลิเภา ที่สะท้อนความชำนาญของหัตถศิลป์ท้องถิ่น รวมทั้ง งานตกแต่งปีกแมลงทับ ที่ส่งความงามจากธรรมชาติให้เปล่งประกาย กลายเป็นศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่ง

ผลงานทุกชิ้นล้วนแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าช่างฝีมือสถาบันสิริกิติ์ ที่ผสานความรู้จากการอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญา ในเชิงช่างของคนไทยมาแต่โบราณ รวมทั้งความอดทน มุ่งมั่นและศรัทธา ส่งผลให้เกิดเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าคู่แผ่นดิน

[ ศิลป์แผ่นดิน : พิพิธภัณฑ์แห่งความหวัง ]

‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ จัดแสดงผลงานประณีตศิลป์ชิ้นเอก (Masterpiece) ที่เกิดจากแรงใจและสองมือของผู้ที่เคยยากไร้ ไม่มีความรู้ ความชำนาญในงานฝีมือ กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงถึงศักยภาพและภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระเมตตาที่ทรงยกคุณภาพชีวิตราษฎรให้สามารถ “พึ่งพาตนเองผ่านทางงานศิลปะอันทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน”

สถาบันสิริกิติ์ไม่ได้เพียงแค่สร้างช่างฝีมือ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์ศิลปะไทยชั้นสูง ทั้งการพัฒนาสืบสานงานโบราณที่เกือบสูญหาย และการคิดค้นวิธีการทำงานหัตถศิลป์แบบใหม่ เช่น การตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ที่งดงามโดดเด่น ผลงานหลายชิ้นได้นำไปจัดแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางชิ้นได้จัดวางตกแต่งบนโต๊ะพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวาระที่มีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย ทุกผลงานจึงไม่เพียงสะท้อนความงามทางศิลปะ หากยังเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่สื่อให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่า ประเทศไทยมีมกรดกทางภูมิปัญญาในงานศิลปะชั้นสูงมาอย่างยาวนานและคนไทยมีความสามารถในการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ได้วิจิตรงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน จึงเป็นทั้งสถานที่จัดแสดงงานศิลป์อันประณีตและเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ตามแนวคิดที่ว่า ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการ “สร้างคน” ดังที่ทรงสร้างชาวไร่ ชาวนาให้กลายเป็นช่างศิลป์แห่งแผ่นดิน

[“รอยยิ้มของแผ่นดิน” สัญลักษณ์แห่งความสุข ]

สิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงทำ โครงการศูนย์ศิลปาชีพ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ และโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ ส่งเสริมอาชีพเสริมหรืองานฝีมือในครัวเรือน ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและเป็นรายได้หลักของครอบครัวอย่างยั่งยืน ความสำเร็จเหล่านั้นนำมาซึ่งรอยยิ้มของพระองค์ที่ประทับอยู่ในหัวใจของพสกนิกรทั่วประเทศ ประดุจดัง “รอยยิ้มของแผ่นดิน” ดังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศ ซึ่งกราบบังคมทูลถามว่า “เหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ค่อยยิ้ม” พระองค์จึงทรงผายพระหัตถ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า “She is my smile.” นั่นคือ “รอยยิ้มของฉัน”

ด้วยแรงบันดาลใจนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดโครงการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” (Smile of the Land : Great Smile Grand Moment) ขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งถ่ายทอดพระเกียรติคุณอันทรงคุณค่า และพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวตามรอยเส้นทาง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ตำบลเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดให้ผู้ที่สนใจ อยากเยี่ยมชมความงามศิลปะชิ้นสำคัญของแผ่นดิน เปิดทำการเวลา 09:45 น. – 15:30 น. (ปิดวันจันทร์ และวันอังคาร)

นอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน แหล่งเรียนรู้เรื่องนาฏกรรมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพฯ จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นฉาก เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจนองค์ความรู้เรื่องโขน ให้ได้เยี่ยมชม โดยเปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-16.00 น. (ปิดวันจันทร์ และวันอังคาร)

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขนได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...