“พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ศิลปะแห่งพระเมตตาของ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็น “รอยยิ้มของแผ่นดิน” สู่งานประณีตศิลป์ทรงคุณค่า
หากย้อนไปเมื่อกว่าเจ็ดสิบปีก่อน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ไปทรงเยี่ยมราษฎรทั่วประเทศ ได้ทอดพระเนตรเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน พึ่งพารายได้จากเกษตรกรรมซึ่งต้องอาศัยสภาพภูมิอากาศและยังได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ทั้งสองพระองค์ จึงได้พระราชทานพระราชดำริว่า การให้ความช่วยเหลือที่ยั่งยืนนั้น ต้องมุ่งส่งเสริมให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองด้วยความรู้และทักษะที่มีอยู่ในตัว รวมทั้งให้โอกาสที่จะเรียนรู้ พัฒนา และนำมาประกอบอาชีพหารายได้เพิ่ม
ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมุ่งพัฒนาแหล่งน้ำและเกษตรกรรม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ก็ทรงอุทิศพระวรกายดูแล “ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร” โดยเฉพาะเด็ก สตรี และคนชรา ทรงเห็นว่าหากราษฎรมีอาชีพเสริม จะสามารถใช้เวลาว่างหารายได้เพิ่มมาช่วยครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ประกอบกับการที่ทอดพระเนตรเห็นงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีงานหัตถกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่น่าชื่นชม และทรงเกรงว่าต่อไปงานฝีมือเหล่านี้จะสูญหาย ขาดคนสืบสานทำต่อ จึงทรงส่งเสริมและฟื้นฟูให้มีการทำงานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น การจักสาน การทอผ้า และงานศิลป์ท้องถิ่น จนกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของการก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2519 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญสองข้อ คือ ช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพและรายได้เพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันยังเป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งสืบสานหัตถกรรมไทยให้คนรุ่นใหม่ได้ชื่นชมภูมิใจ นับว่าเป็นหลักการทรงงานที่ทรงคุณค่าที่สุดในการช่วยคนให้พึ่งพาตนเอง ผ่านการสืบสานศิลปะไทย
สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยังได้พระราชทานโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาฝีมือเพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมที่ทำไว้ใช้กันแต่ในครัวเรือน กลายเป็นงานอาชีพที่หารายได้อย่างมั่นคง ตามที่ทรงมุ่งมั่นพระทัยไว้ ด้วยการที่ทรงคัดเลือกผู้ที่ยากจนและไม่เป็นแรงงานหลักของครอบครัว ให้มาฝึกเรียนงานฝีมือที่มีรูปแบบและวิธีการประดิษฐ์แบบโบราณ ในโรงฝึกศิลปาชีพที่เริ่มต้นจากเต็นท์เล็ก ๆ ข้างกองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนีพันปีหลวง ภายในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ต่อมาค่อย ๆ ขยายเป็นโรงฝึกขนาดใหญ่ขึ้น และเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2553 รัฐบาลได้ประกาศยกสถานะ ขึ้นเป็น “สถาบันสิริกิติ์” ในโอกาสมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 โดยปัจจุบันมีการประดิษฐ์งานประณีตศิลป์ชั้นสูงรวม 23 สาขา
TODAY ได้เยี่ยมชม “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ตำบลเกาะเกิด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีโอกาสได้รับฟังเรื่องราวความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผ่านการเล่าเรื่องของ ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต รองอธิบดีกรมกิจการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ช่วยให้ประจักษ์ถึง ผู้ทรงเป็น “รอยยิ้มของแผ่นดิน” ผ่านทางบทความนี้
[ การ “สร้างคน” สู่การ “สร้างศิลป์” ]
ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ หลวงเทพนิมิต เล่าว่า สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงตั้งพระทัยที่จะพัฒนาชาวชนบท ให้มีมีปัจจัยครบทั้ง 4 ให้มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีโดย เน้นให้พัฒนาวิชาชีพ ที่จะสามารถหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว รู้จักการพัฒนาตนเอง เข้าถึงความสำคัญของการศึกษา ทรงรับสั่งว่า “การศึกษาสำคัญมาก ความไม่รู้อาจทำให้คนเราทำสิ่งไม่ดี ไม่ถูกต้อง ได้ทุกอย่าง เพราะไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ไม่รู้ว่าถ้าตัดไม้ทำลายป่าแล้วต่อไปฝนจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล จะทำให้เกิดน้ำท่วม หรือมิฉะนั้นก็ขาดแคลนน้ำ ถ้าไม่มีน้ำ เราจะอยู่อย่างไร ทรงรับสั่งสอนกับประชาชนเสมอว่า น้ำคือชีวิต”
ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ อธิบายว่า มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนกลาง และ ส่วนภูมิภาค
ส่วนกลาง คือ สถาบันสิริกิติ์ ซึ่งมีหน้าที่หลักในการ “สร้างคน เพื่อสร้างศิลปะของแผ่นดิน” ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาช่างไทยอย่างเป็นระบบ
ส่วนภูมิภาค อยู่ภายใต้การดูแลของ กองศิลปาชีพ โดยมีศูนย์ศิลปาชีพและสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วประเทศ มุ่งเน้นการทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น พร้อมทั้งอนุรักษ์และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านให้คงอยู่คู่สังคมไทย
ท่านผู้หญิงสุภรภ์เพ็ญ เล่าต่ออีกว่าทุกครั้งที่ท่านทรงเยี่ยมราษฎร ท่านทรงคำนึงถึงงานศิลปะ หัตถกรรม ที่กำลังจะสูญหายไป รวมถึงเห็นเด็กที่ต้องตามพ่อแม่ไปทำงาน ไม่ได้รับการศึกษา โตไปจะทำอย่างไร จึงรับชาวบ้านจากครอบครัวที่ยากจนเหล่านั้นมาเพื่อฝึกฝน ให้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะงานศิลปาชีพแขนงต่าง ๆ โดยทรงจัดหาครูผู้เชี่ยวชาญและชาวบ้านฝีมือดีมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ชนรุ่นหลัง จากผู้ที่เริ่มต้นจาก “ศูนย์” ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะเลย กลับกลายเป็น “ช่างสถาบันสิริกิติ์” ดังพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2550 ว่า “…คนเหล่านี้ เป็นลูกชาวไร่ ชาวนาที่ยากจนที่สุด และข้าพเจ้าเลือกมาเป็นพิเศษ เลือกจากความยากจน ครอบครัวไหนยากจนที่สุด แล้วมีลูกมากที่สุด จะเลี้ยงตัวเองไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงเลือกมา แล้วมาอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ที่ตึกเก่า ๆ ที่ดั้งเดิมเป็นที่อยู่ของเจ้านายต่าง ๆ มากมายก่ายกอง ข้าพเจ้าให้เขาอยู่ที่นั่น แล้วก็มาทำการฝึกฝนที่จิตรลดา…” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิด โรงฝึกศิลปาชีพในสวนจิตรลดาหรือ “สถาบันสิริกิติ์” ในปี พ.ศ. 2521
[ ผลงานจากลูกหลานชาวนา ชาวไร่ ผู้ไม่มีความรู้ทางวิชาการและไม่มีความชำนาญในงานฝีมือ สู่ช่างศิลป์ผู้รังสรรค์สมบัติแห่งแผ่นดินอันวิจิตร ]
ผลงานแต่ละชิ้นที่สร้างสรรค์จากสถาบันสิริกิติ์ มีรากฐานมาจากศิลปะไทยโบราณตั้งแต่สมัยอยุธยา หลายชิ้นใช้เทคนิคที่คิดค้นขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทุกชิ้นสร้างสรรค์จากสองมือของลูกหลานชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดาร ได้รับการฝึกฝน และพัฒนาจนกลายเป็นช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งล้วนเกิดจากพระวิสัยทัศน์และการเอาพระราชหฤทัยใส่ในการ “สร้างคน” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง งานที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ‘Highlight Collection’ หรือ ‘งานฝีมือชิ้นเอกของสถาบันสิริกิติ์’ ที่จัดทำขึ้นตามวาระสำคัญของแผ่นดิน และ ‘Archive Collection’ หรือ ‘ผลงานของสถาบันสิริกิติ์’ ที่ช่างสถาบันสิริกิติ์จัดทำขึ้นเพื่อฝึกฝีมือและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรม
แบบโบราณ
งานฝีมือชิ้นเอกของพิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ประกอบด้วย สีวิกากาญจน์, สุพรรณเภตรา, เรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์จำลอง, เรือพระที่นั่งศรีประภัศรไชยจำลอง, เรือพระที่นั่งมงคลสุบรรณจำลอง, สัปคับพระคชาธาร, สัปคับถมทอง, สัปคับคร่ำ, บุษบกมาลา, ตรีพิธพรรณบุษบก, พระที่นั่งพุดตานถมทอง, วานเรศบวรอาสน์, ฉากจำหลักไม้ 2 หน้า เรื่องสังข์ทองและป่าหิมพานต์, ฉากจำหลักไม้ตำนานเพชรรัตน์, ฉากปักไหมน้อย เรื่อง “อิเหนา” เป็นต้น ซึ่งผลงานแต่ละชิ้นเกิดจากการตั้งใจประดิษฐ์ให้วิจิตรบรรจง ของช่างฝีมือจากหลากหลายแขนง ที่ร่วมแรงร่วมใจรังสรรค์ผลงานด้วยความประณีต ใช้ช่างนับร้อยชีวิตและเวลาสร้างสรรค์ยาวนานนับปี จนกลายเป็นศิลปะอันล้ำค่าของแผ่นดิน
ผลงานที่จัดแสดงภายใน ‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ นั้น เป็นการรวบรวมงานศิลปะชั้นสูงจากหลากหลายแขนงที่สะท้อนภูมิปัญญาและวามสามารถอันประณีตของช่างศิลป์ไทย ไม่ว่าจะเป็น งานถมทองและงานคร่ำ ที่ต้องใช้ความตั้งใจเรียนรู้ฝึกฝนอย่างอดทนจนมีใจรัก และสามารถพัฒนาฝีมือในการตกแต่งลวดลายให้อ่อนช้อยงดงามลงบนเนื้อเงินและเนื้อเหล็ก, งานลงยาสี ที่เพิ่มชีวิตชีวาให้เครื่องเงินเครื่องทองด้วยการหลอมผงแก้วจนละลายกลายเป็นสีสันอันวิจิตร, งานเครื่องเงินเครื่องทอง ที่สลักลวดลายหลายมิติส่องประกายงามสง่า, งานฉากปักไหมน้อย ซึ่งร้อยเรียงเส้นไหมทีละเส้นปักไล่เฉดสีจนเปรียบเสมือนภาพวาดที่มีมิติบนผืนผ้าไหมอันงดงามตระการตา ตลอดจน งานแกะสลักไม้และแกะสลักตุ๊กตาไม้โมกมัน ที่แสดงความลึกชึ้งของช่างฝีมือในการประดิษฐ์งานศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย , งานจักสานย่านลิเภา ที่สะท้อนความชำนาญของหัตถศิลป์ท้องถิ่น รวมทั้ง งานตกแต่งปีกแมลงทับ ที่ส่งความงามจากธรรมชาติให้เปล่งประกาย กลายเป็นศิลปะร่วมสมัยอันน่าทึ่ง
ผลงานทุกชิ้นล้วนแสดงถึงความร่วมแรงร่วมใจของเหล่าช่างฝีมือสถาบันสิริกิติ์ ที่ผสานความรู้จากการอนุรักษ์สืบทอดภูมิปัญญา ในเชิงช่างของคนไทยมาแต่โบราณ รวมทั้งความอดทน มุ่งมั่นและศรัทธา ส่งผลให้เกิดเป็นงานศิลปะอันทรงคุณค่าคู่แผ่นดิน
[ ศิลป์แผ่นดิน : พิพิธภัณฑ์แห่งความหวัง ]
‘พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน’ จัดแสดงผลงานประณีตศิลป์ชิ้นเอก (Masterpiece) ที่เกิดจากแรงใจและสองมือของผู้ที่เคยยากไร้ ไม่มีความรู้ ความชำนาญในงานฝีมือ กลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แสดงถึงศักยภาพและภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระเมตตาที่ทรงยกคุณภาพชีวิตราษฎรให้สามารถ “พึ่งพาตนเองผ่านทางงานศิลปะอันทรงคุณค่าแห่งแผ่นดิน”
สถาบันสิริกิติ์ไม่ได้เพียงแค่สร้างช่างฝีมือ แต่ยังเป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์ศิลปะไทยชั้นสูง ทั้งการพัฒนาสืบสานงานโบราณที่เกือบสูญหาย และการคิดค้นวิธีการทำงานหัตถศิลป์แบบใหม่ เช่น การตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ ที่งดงามโดดเด่น ผลงานหลายชิ้นได้นำไปจัดแสดงทั้งในประเทศและต่างประเทศ บางชิ้นได้จัดวางตกแต่งบนโต๊ะพระราชทานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวาระที่มีพระราชอาคันตุกะมาเยือนประเทศไทย ทุกผลงานจึงไม่เพียงสะท้อนความงามทางศิลปะ หากยังเป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่สื่อให้ชาวโลกได้ประจักษ์ว่า ประเทศไทยมีมกรดกทางภูมิปัญญาในงานศิลปะชั้นสูงมาอย่างยาวนานและคนไทยมีความสามารถในการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ได้วิจิตรงดงามไม่แพ้ชาติใดในโลก
พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน จึงเป็นทั้งสถานที่จัดแสดงงานศิลป์อันประณีตและเป็นสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ตามแนวคิดที่ว่า ไม่มีการสร้างสรรค์สิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าการ “สร้างคน” ดังที่ทรงสร้างชาวไร่ ชาวนาให้กลายเป็นช่างศิลป์แห่งแผ่นดิน
[“รอยยิ้มของแผ่นดิน” สัญลักษณ์แห่งความสุข ]
สิ่งต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงทำ โครงการศูนย์ศิลปาชีพ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ และโครงการตามพระราชดำริต่าง ๆ ที่ช่วยสร้างงานสร้างอาชีพ ส่งเสริมอาชีพเสริมหรืองานฝีมือในครัวเรือน ให้กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและเป็นรายได้หลักของครอบครัวอย่างยั่งยืน ความสำเร็จเหล่านั้นนำมาซึ่งรอยยิ้มของพระองค์ที่ประทับอยู่ในหัวใจของพสกนิกรทั่วประเทศ ประดุจดัง “รอยยิ้มของแผ่นดิน” ดังที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่สื่อต่างประเทศ ซึ่งกราบบังคมทูลถามว่า “เหตุใดพระมหากษัตริย์ไทยจึงไม่ค่อยยิ้ม” พระองค์จึงทรงผายพระหัตถ์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และตรัสด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยนว่า “She is my smile.” นั่นคือ “รอยยิ้มของฉัน”
ด้วยแรงบันดาลใจนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้จัดโครงการ “รอยยิ้มของแผ่นดิน” (Smile of the Land : Great Smile Grand Moment) ขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมุ่งถ่ายทอดพระเกียรติคุณอันทรงคุณค่า และพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวตามรอยเส้นทาง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน ตำบลเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดให้ผู้ที่สนใจ อยากเยี่ยมชมความงามศิลปะชิ้นสำคัญของแผ่นดิน เปิดทำการเวลา 09:45 น. – 15:30 น. (ปิดวันจันทร์ และวันอังคาร)
นอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขน แหล่งเรียนรู้เรื่องนาฏกรรมโขนของมูลนิธิส่งเสริมศิลปชีพฯ จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบการแสดงโขน ไม่ว่าจะเป็นฉาก เครื่องประกอบฉาก หัวโขน ตลอดจนองค์ความรู้เรื่องโขน ให้ได้เยี่ยมชม โดยเปิดให้เข้าชม วันพุธ-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30-16.00 น. (ปิดวันจันทร์ และวันอังคาร)
สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดินและอาคารเรียน-รู้-เรื่องโขนได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2569