โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เริ่มเทศกาลสาดโคลน

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 มกราคม 2569 เวลา 4.06 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน” ยิ้มรับกระแสภูมิใจไทยดี แต่ยังไม่ใจชื้น ต้องรอผลเลือกตั้ง รับเริ่มเห็นเทศกาลสาดโคลนแล้ว “จุลพันธ์” เซ็งบอกไม่เป็นผลดีกัมพูชาแทรกแซงการเมืองไทย! “ธนาธร” ประกาศรัฐบาลส้มจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ส่วนผู้กองนัสประกาศเปลี่ยน ส.ป.ก.4-01 เป็นโฉนดครุฑแดง “เพื่อไทย” ประกาศทวงคืนสมุทรปราการทั้งจังหวัด รทสช.ซัดประชามติรัฐธรรมนูญเหมือนตีเช็คเปล่า “นิกร” ยันมีล็อกไว้ 3 ชั้น

เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569 การเมืองยังคงคึกคักต่อเนื่อง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมเวทีทิศทางโลก ทิศทางไทย เมื่อวันที่ 12 ม.ค.เป็นอย่างไรบ้างว่า โอเค พยายามพูดให้อยู่ภายใน 20 นาที ซึ่งก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด

เมื่อถามกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาระบุว่านายกฯ โหนกระแสรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทินหัวเราะ ไม่ตอบคำถาม ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม

ถามว่า บรรยากาศที่เหลืออีก 26 วันเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวว่า ก็ดี ตอนนี้พยายามหาเวลาลงไปช่วยลูกพรรค กรุงเทพฯ บ้าง ต่างจังหวัดบ้าง แล้วแต่เวลาที่มี วันที่ 14 ม.ค.อาจแวะไปสงขลา

เมื่อถามว่า เห็นโพลแล้วใจชื้นหรือไม่ เพราะบางโพลมีคะแนนนำ และตัวเลข สส.ก็ได้เยอะกว่าพรรคอื่น นายอนุทินกล่าวว่า จะบอกว่าใจชื้นก็ไม่ได้ จะใจชื้นหรือใจแห้งต้องรู้ผล เราก็ไม่ประมาท เห็นผลโพลที่ดีขึ้น

ถามว่า กทม.เหมือนเสียงตอบรับจะดี โอกาสที่จะได้ สส.ครั้งแรกมีด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราคาดหวังทุกที่ แต่มันก็มีจุดที่โหวตเตอร์อยู่ที่ประชาชน

เมื่อถามว่า กังวลไหมช่วงการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์สุดท้าย คาดว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็เห็นเริ่มเทศกาลสาดโคลนกันอีกแล้ว จริงๆ แต่ละคนก็ควรใช้เวลาผลักดันนโยบายพรรคตัวเองและสร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชน ไม่ใช่พอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลง หรืออาจตาม แล้วเที่ยวไปนั่งซัดใส่ความคนนั้นคนนี้

เมื่อถามว่า ช่วงนี้เริ่มมีพรรคประกาศว่าจะจับมือกับพรรคนั้น ไม่จับมือกับพรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าทำงานกับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ เรารอให้ประชาชนเขาตัดสินใจ บางทีพูดปากไวไป ซึ่งวันนี้มีดิจิทัลฟุตพรินต์ พูดไปก็ต้องมานั่งแก้เก้อ พูดให้น้อยดีกว่า ห่วงเรื่องของตัวเองให้มากๆ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา

เมื่อถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. บอกว่าจะไม่จับมือกับพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินตอบว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกับใคร ทุกอย่างพรรคใครพรรคมัน ถึงเวลาก็ฟังเสียงประชาชน พรรคอื่นจะฟังหรือไม่ฟังก็เป็นเรื่องของพรรคอื่น

ถามว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคภูมิใจไทยสามารถกลับมาดีกันได้ใช่หรือไม่ หากโหวตเตอร์บอกให้จับมือกัน นายกฯ กล่าวว่า รอให้โหวตเตอร์บอก ตอนนี้ยังไม่บอก

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ไม่ให้เลือกนายอนุทิน แต่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือพรรค ปชน. เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม จะสู้กับกระแสนี้ไหวใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า โห นั่นหัวคะแนนใหญ่เลยนะนั่น

เมื่อถามว่า โซเชียลตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลปลุกกระแสรักชาติเหมือนกับกัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่า คนไทยทุกคนรักชาติ ไม่ต้องไปปลุก ดูสิมีใครยอมให้เปิดด่านหรือไม่ในช่วงนี้

เมื่อถามย้ำว่า กังวลว่ากรณีนี้จะทําให้กระแสที่กําลังพุ่งลดลงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เขาบอกให้เชียร์ใคร ไม่ให้เชียร์ตนเอง ทั้งที่เป็นคนที่ยืนหยัดต่อสู้ รักษาเกียรติภูมิ รักษาอธิปไตย รักษาแผ่นดิน ร่วมกับฝ่ายกองทัพมาโดยตลอด การที่บอกไม่ให้เชียร์ตนเอง หมายความว่าเขาคิดว่าเป็นผู้ที่ทําความเสียหายให้เขามาก น่าจะมีคนที่เขาควบคุมได้หรือไม่ ก็แล้วแต่

เมื่อถามว่า ถือเป็นการแทรกแซงการเมืองประเทศไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ถืออะไรเลยทั้งสิ้น หากจะคุยต้องคุยในระดับผู้นําประเทศ

ถามว่าต้องแจ้งไปยังองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้อง จะทําตัวเป็นคนขี้ฟ้องทําไม

เมื่อถามอีกว่า การออกมาพูดเช่นนี้แสดงว่ากัมพูชากลัวนายอนุทินใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้ต้องการให้ใครกลัว เพียงแต่ทําหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วถึงรักบ้านรักเมือง แต่รักบ้านรักเมืองโดยความเป็นตนเองอยู่แล้ว สิ่งที่เขาพูดมาแต่ละอย่าง การบอกว่าอย่าเลือกพรรคภูมิใจไทยเพื่อพลิกสถานการณ์ เชื่อว่าคนไทยคิดได้ และการที่เขาพูดเช่นนี้ คนที่น่ากังวลคือพรรคที่เขาเชียร์มากกว่า

เพื่อไทยรับไม่เป็นผลดี

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวในประเด็นนี้ว่า เป็นการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศอย่างชัดเจน ไม่เหมาะไม่ควรอย่างยิ่ง ซึ่งมองว่ามีความไม่ปกติของทั้งจังหวะและเวลา ค่อนข้างเป็นห่วง เพราะสิ่งที่พูดออกมานั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพรรค พท. หรือ ปชน.ใครก็อ่านออก

“ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ทำเราเจ็บปวดมาหลายอย่าง ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ อ่านให้ถึงเจตจำนงว่าทำไมเขาถึงพูดอะไรออกมา” นายจุลพันธ์ระบุ

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวในเรื่องนี้ว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดในประเด็นดังกล่าว แต่ยืนยันว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะใช้มาตรการทางการทูตโลกล้อมไทย โดยการเจรจากับกลุ่มประเทศอาเซียนและนานาชาติ ให้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อกดดันให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน

“นโยบายการจัดการพื้นที่ชายแดน โดยมุ่งกำจัดกลุ่มทุนสีเทาและขบวนการสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่บริเวณชายแดน เพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป”

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ มีรัฐมนตรีแจ้งลาประชุม 8 คน ซึ่งในที่ประชุมมีรัฐมนตรีหลายคนได้สอบถามเกี่ยวกับการขออนุมัติเรื่องต่างๆ ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งบางเรื่องไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นการสร้างผลผูกพันไปยังรัฐบาลชุดหน้าหรือไม่ โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ระบุว่า เรื่องนี้ก็ตอบไม่ได้ และไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจากถามไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ศาลคงไม่ตอบ เพราะไม่มีหน้าที่ตอบ เช่นเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ตอบ เรื่องนี้จึงต้องหารือกัน โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และหน่วยงานเกี่ยวข้องไปดูว่าจะแก้ไขอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไปในอนาคต

สำหรับการหาเสียงนั้น นายอนุทินได้ลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ประเดิมจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรก โดยเดินหาเสียงที่ตลาดต้นปาล์ม ต.คลองท่อม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยและพ่อค้าแม่ค้าตื่นเต้นที่ได้พบนายอนุทิน และเข้ามาขอถ่ายรูป นอกจากนี้ระหว่างทางมีพ่อค้านำลองกองมาให้ ซึ่งนายอนุทินได้ขอบคุณและปอกลองกองกินทันที และยังมีชาวบ้านมามอบสะตอคล้องคอนายอนุทิน พร้อมบอกว่าขอให้ได้ไปต่อ

จากนั้นนายอนุทินแวะร้านผัดซีอิ๊วซื้อโกยซีหมี่ โรยด้วยหนังไก่ทอด ก่อนจะชิมทันที พร้อมแวะร้านหมึกย่างซื้อแจกคณะผู้ติดตาม ต่อมานายอนุทินเดินมายังร้านขายผลไม้ โดยแม่ค้าชวนให้ซื้อและชิมส้ม แต่นายอนุทินส่ายหน้า เลือกชิมและซื้อชมพู่แทน และบางช่วงมีแม่ค้าชาวมุสลิมได้อวยพรนายอนุทินขอให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ ทำให้นายอนุทินได้อามีนรับพร

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะแกนนำพรรค ภท. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กระแสก็ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก หวังว่าจะได้ผู้แทนจากพรรค ภท.มากขึ้น

เมื่อถามถึงเรื่องวาทกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่โจมตีไปมา นายพิพัฒน์กล่าวทันทีว่า ไม่พูดหรอกครับเรื่องนี้ ตนคิดว่ามันไม่ดี หากจะเป็นพันธมิตรหรือจะโต้กันไปกันมา ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินดีกว่า

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) และแคนดิเดตนายกฯ พร้อมคณะเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.ร้อยเอ็ด เป็นวันที่ 2 โดยช่วงหนึ่งของการปราศรัย ร.อ.ธรรมนัสกล่าวย้ำถึงแนวทางการทำงานของพรรคว่า พรรคยึดหลักไม่ขายฝัน แต่ทำได้จริง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและหนี้สิน เช่นเรื่องที่ดิน ส.ป.ก.4-01 ตอนที่แรกประกาศว่าจะทำให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรอย่าง ทุกคนก็บอกว่าขี้โม้ ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้ และจากนี้ก็จะทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งยกระดับให้เป็นโฉนดครุฑแดง เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ในการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างถูกกฎหมาย

ปักธงแดงสมุทรปราการ

ส่วนพรรค พท. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พร้อมคณะ ได้เข้าพบและหารือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยนายยศชนันกล่าวว่า พรรค พท.มีนโยบายในการหาเสียง และอยากรับฟังเสียงสะท้อนจากทั้งประชาชนและหน่วยงานว่าจะทำได้จริงหรือไม่ โดยให้ความสำคัญกับ 1.การศึกษา 2.เศรษฐกิจ และ 3.การเมือง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ โดยเราต้องวางรากฐานให้ชัดเจนว่า 4 ปี หรือ 8 ปีข้างหน้า ประเทศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ซึ่งต้องวางรากฐานประเทศที่มีรายได้สูง สร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ขณะที่นายจุลพันธ์ลงพื้นที่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ โดยได้ตอบคำถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพบว่าสมุทรปราการเป็นสีส้มทั้งจังหวัด ในรอบนี้จะได้คืนกี่ที่นั่ง ว่าเราตั้งเป้ายกจังหวัด สีส้มเติมความจัดเข้าไปอีกหน่อยก็เป็นสีแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเพื่อไทยเคยครองมาก่อน เพราะก่อนเป็นสีส้มก็เป็นสีแดงล้วนมาก่อน จึงเชื่อมั่นว่าพื้นที่นี้จะประสบชัยชนะได้อย่างแน่นอน ครั้งที่แล้วเป็นสีส้มนั้น เป็นเพราะเรื่องของกระแส

“การปราศรัยใหญ่จะจัดขึ้นที่บางปูแลนด์ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ เวลา 16.00 น. โดยแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคทั้งสามคนรวมถึงตัวผู้สมัครจะขึ้นเวทีพบปะประชาชน และอาจมีเซอร์ไพรส์” นายจุลพันธ์กล่าว

เมื่อถามว่า ภาพรวมความนิยมทั้งประเทศเป็นอย่างไรบ้าง เพราะหลายโพลพรรคยังเป็นรองอยู่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องโพลอย่าไปดูมาก ยิ่งดูยิ่งปวดหัว เพราะถ้าติดตามโพลตอนนี้ พรรคเพื่อไทยมีทั้งชนะและแพ้ และดูจากโพลต่างๆ แล้วมองว่าปัจจุบันเชื่อได้ยากพอสมควร ซึ่งใช้เป็นแนวทางได้ แต่ไม่ใช้เป็นตัวตัดสิน

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรค ปชน. พร้อม น.ส.เบญจา แสงจันทร์ อดีต สส. ลงพื้นที่จังหวัดตราด โดยนายธนาธรขึ้นรถแห่ปราศรัยหน้าตลาดไร่รั้งและหลังตลาด โดยชี้แจงประเด็นที่พรรค ปชน.ตัดสินใจเลือกนายพรรณเศรษฐ์ นุ่มหนู ลงสมัคร สส.ตราด ต่อจากนายศักดินัย นุ่มหนู อดีต สส.ตราด ที่มีความสัมพันธ์พ่อลูกกัน เรื่องนี้ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่เป็นเพราะพิจารณาจากศักยภาพและความสามารถของเจ้าตัวโดยตรง

ทั้งนี้ ชาวตราดได้สอบถามถึงประเด็นความเป็นได้ในการเลือกผู้ว่าฯ เองได้หรือไม่ ซึ่งนายธนาธรตอบว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกลได้เสนอเรื่องนี้ ยืนยันอีกครั้ง และเชื่อว่าการรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพฯ และงบประมาณ ทำให้ประเทศไทยเจริญไม่ได้ ดังนั้นภายใต้บริหารงานของรัฐบาลประชาชน 4 ปี ทุกจังหวัดไม่ใช่แค่จังหวัดตราด จังหวัดชายแดน จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด

“การเลือกตั้ง 2569 เดิมพันด้วยอนาคตของประเทศไทยและอนาคตของลูกหลาน ขอเชิญชวนประชาชนไปเลือกตั้งด้วยความหวัง เลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม พรรคประชาชนจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และจะส่งมอบสังคมไทยที่ดีกว่าให้ทุกท่านดู”

ส่วนบรรยากาศที่ตลาดราชวัตร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. นำคณะผู้บริหารพรรคลงพื้นที่หาเสียง ซึ่งตลอดการเดินทักทายในตลาด มีพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ขายเข้ามาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง หลายคนแสดงความดีใจและตื่นเต้นที่เห็นนายอภิสิทธิ์กลับมาทำงานการเมืองอย่างเต็มตัวอีกครั้ง โดยต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกันว่ารอการกลับมาครั้งนี้มานาน

ปชป.มั่นใจพื้นที่ภาคใต้

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า กระแสของพรรคในขณะนี้น่าจะเป็นไปตามที่เราเคยคาดหวัง แต่ยังต้องทำให้ได้จำนวนมากขึ้นกว่านี้อีก ส่วนเขตเลือกตั้งที่มีความมั่นใจมากขึ้นก็คือภาคใต้ เนื่องจากคะแนนเสียงมีจำนวนมากพอที่จะดึงเรื่องของเขตเลือกตั้งขึ้นมาได้แล้ว ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องทำงานกันหนักอยู่

“ถ้าเสียงกรี๊ดกับการกอดกลายมาเป็นคะแนนให้กับประชาธิปัตย์ ก็จะยิ่งมั่นใจมากยิ่งขึ้น”

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการจับขั้วว่า พูดชัดไปหมดแล้วว่า สิ่งที่ให้ความมั่นใจกับประชาชน ก็คือว่าถ้าเสียงเรามากพอ เข้าไปอยู่ในรัฐบาล เราจะเป็นหลักประกันของรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต เรื่องทุนเทา ไม่สร้างความแตกแยก และต้องไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยแนวนโยบายด้านแรงงานของพรรค ภายใต้กรอบคนไทยต้องมีงานทำ ว่าเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานด้านแรงงานที่ได้ขับเคลื่อนมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2568 ซึ่งแนวนโยบายดังกล่าวครอบคลุมแรงงานนอกระบบกว่า 20 ล้านคน

ขณะเดียวกัน นักวิชาการเพื่อสังคมได้ออกแถลงการณ์ด่วน เรื่องวิกฤตศรัทธาและทางรอดของประเทศไทยในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าประเทศไทยเสี่ยงสูงที่จะตกอยู่ในสภาวะรัฐล้มเหลว จึงขอประกาศเจตนารมณ์และข้อเรียกร้องต่อสังคมไทย ร่วมกันคว่ำบาตรทางคะแนนเสียง ต่อพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาประเทศ 1.พรรคที่ทุจริตซื้อเสียงและพัวพันธุรกิจสีเทา หรือมีประวัติพัวพันยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล 2.พรรคที่มุ่งเน้นนโยบายและโครงการที่สัญญาว่าจะแจก จะปรนเปรอ พรรคที่สนับสนุนอบายมุขมอมเมาสังคม พรรคที่มีประวัติทุจริตเชิงนโยบายและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนผูกขาด ทั้งในและต่างประเทศ พรรคที่เป็นแหล่งสุมหัวของผู้มีอิทธิพลบ้านใหญ่ เลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายยั่งยืนและผู้นำที่มีกระดูกสันหลังทางจริยธรรม เพื่อหยุดยั้งความเสื่อมโทรมและสร้างประเทศที่ยุติธรรมสำหรับทุกคน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงนามสนับสนุนแถลงการณ์ดังกล่าว มีจำนวนทั้ง 42 คน อาทิ ศ.พิเศษวิชา มหาคุณ, ศ.ดร.ผลิน ภู่จรูญ, รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร, ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด, ศ.ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ, รศ.ดร.ธีรภัทร สงวนกชกร, ผศ.ดิเรก เต็งจำรูญ, รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย, รศ.มณีรัตน์ ภิญโญภูษาฤกษ์, รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค, นพ.สุภกร บัวสาย, รศ.ดร.ภาวดี ทองอุไทย, รศ.ดร.นิยม รัฐอมฤต, ดร.ณัติกาญจน์ สูติพันธ์วิหาร และ ดร.สมชาย แสวงการ เป็นต้น

วันเดียวกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการรณรงค์ให้โหวตไม่เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญในการทำประชามติว่า ก็ต้องทำตามกฎหมายประชามติ

เมื่อถามว่า ตามกฎหมายแล้วนักการเมืองสามารถให้ความเห็นต่อประชาชนได้หรือไม่ว่าต้องโหวตเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า เขารณรงค์ได้ ทั้งโลกเป็นแบบนี้ไปฝืนไม่ได้ เพราะประชามติคือการให้ประชาชนตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญ ใครเห็นว่าควรทำอย่างไรก็เสนอความเห็นได้

“จะรณรงค์อย่างไรก็ทำไป อยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร ในต่างประเทศเขาก็เอาเรื่องแบบนี้มาเป็นนโยบายหาเสียงรณรงค์กัน” นายบวรศักดิ์ย้ำ

รทสช.ซัดตีเช็คเปล่า

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้งทั้งหมด ทั้งที่บทบัญญัติหลายส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะกลไกตัดสิทธิ์หรือจำกัดคุณสมบัตินักการเมืองที่กระทำผิดร้ายแรง หากยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ บุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิ์อาจกลับเข้าสู่ระบบการเมืองได้โดยอัตโนมัติ

“คำถามประชามติที่ให้ประชาชนตัดสินใจโดยไม่ทราบกรอบและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เปรียบเสมือนการให้ประชาชนเซ็นเช็คเปล่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม” นายพีระพันธุ์กล่าว

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค รทสช. ระบุว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับอาจเป็นการเปิดทางให้เกิดนิรโทษกรรมทางการเมืองโดยแอบแฝง โดยคำถามประชามติที่ไม่ระบุขอบเขตชัดเจน ทั้งที่พรรคการเมืองเคยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 หากจะแก้ไข ควรถามประชามติให้ชัดเจนว่าแก้ตั้งแต่หมวดใด ไม่ใช่เปิดกว้างจนไม่ตรงไปตรงมา

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะดูแลและไม่ให้มีการแก้ไขหมวดหนึ่ง หมวดสอง และอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง ซึ่งเคยตกลงกันได้แล้วในสภาประกาศแบบเดียวกัน อย่างนี้ทุกคนก็จะสบายใจในการลงมติเห็นชอบ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองสุจริต จึงถูกเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง หากประชาชนเห็นด้วย จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ แต่หากไม่เห็นด้วย จะถือเป็นการปิดประตูการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ วันที่ 8 ก.พ.2569 จึงไม่เพียงเป็นวันตัดสินว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังเป็นวันชี้ชะตาของรัฐธรรมนูญปราบโกง ว่าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปหรือไม่

ส่วนนายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณาพระราชบัญญัติประชามติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่มีผู้แสดงความกังวลและการไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าเป็นการเซ็นเช็คเปล่า เพราะอาจไปแตะหรือแก้ไขใดๆ ในรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงกฎหมายอาญาในมาตรา 112 นั้น ในเชิงโครงสร้างกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ได้ถูกล็อกไว้อย่างน้อย 3 ชั้น

“ผมเองขอยืนยันด้วยความเคารพในความเห็นต่อข้อห่วงใยว่า ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กำลังทำคือการเปลี่ยนวิธีการแก้จากการแก้รายมาตรา มาเป็นการยกร่างใหม่ภายใต้กรอบ ไม่ใช่เปิดอำนาจแบบไร้ขอบเขต จึงขอการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนเหมือนกับที่เราเคยมีมาแล้วในปี 2540 เป็นฉบับใหม่ในครั้งนี้ด้วย”.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...