โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เลิกตั้งเป้าใหญ่แล้วจะรอด! นักประสาทวิทยาเตือน New Year’s resolutions มักพังเพราะกดดันเกินไป แนะใช้สูตรเริ่ม ‘การทดลองเล็กๆ’ แทน

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
เลิกตั้งเป้าใหญ่แล้วจะรอด! นักประสาทวิทยาเตือน New Year’s resolutions มักพังเพราะกดดันเกินไป แนะใช้สูตรเริ่ม ‘การทดลองเล็กๆ’ แทน

ช่วงส่งท้ายปีแบบนี้ หลายคนคงกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ๆ ที่ดูยิ่งใหญ่และท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาเล่นมือถือลงครึ่งหนึ่ง หรือจะลุกขึ้นมาวิ่งให้ได้ 3 ไมล์ทุกเช้า แต่ในความเป็นจริง ดร. แอนน์-ลอรี เลอ คันฟ์ เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาเตือนว่า ความตั้งใจเหล่านั้นมักจะลงเอยด้วยความล้มเหลวเสมอ

เลอ คันฟ์ ผู้เขียนหนังสือ Tiny Experiments (How to Live Freely in a Goal-Obsessed World) อธิบายว่า สาเหตุที่เราชอบตั้งเป้าหมายแบบตายตัว เพราะมันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจเหมือนกำลังกุมบังเหียนชีวิตตัวเองได้ เรามักหลงเชื่อว่าถ้ามีภาพฝันที่ชัดเจนบวกกับแผนการที่รัดกุม ความสำเร็จก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แต่ชีวิตจริงไม่เคยเป็นไปตามแผน 100% ความไม่แน่นอนนี่แหละที่ทำให้หลายคนวนเวียนอยู่กับการตั้งปณิธานเรื่องเดิม ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกปี’ โดยที่ไม่ไปถึงไหนเสียที แทนที่จะกดดันตัวเองด้วยเป้าหมายที่สูงส่งแต่ไกลเกินจริง ลองเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็น ‘นักทดลอง’ ดูบ้างจะดีกว่าไหม

ลองสวมบทบาทนักวิทยาศาสตร์ที่เน้นเก็บข้อมูลแล้วเรียนรู้จากผลลัพธ์จริงๆ วิธีนี้ใช้ได้กับทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว โดยเริ่มจาก ‘การทดลองเล็กๆ’ กับนิสัยที่อยากเปลี่ยน ด้วยสูตรง่ายๆ คือ “ฉันจะ (ทำกิจกรรม X) เป็นเวลา (ระยะเวลา Y)”

ตัวอย่างเช่น “ฉันจะเขียนงานวันละ 250 คำเป็นเวลา 2 สัปดาห์” หรือ “ฉันจะเดินเล่นช่วงพักเที่ยงทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน” หรือแม้แต่ตัวอย่างที่ เลอ คันฟ์ ชอบมากอย่าง “ฉันจะไม่เอามือถือเข้าห้องนอนเป็นเวลา 1 สัปดาห์”

การทดลองที่ดีต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ทำได้ทันที ทำต่อเนื่อง และวัดผลได้ ที่สำคัญต้องเป็นเรื่องที่คุณอยากรู้จริงๆ และสามารถเริ่มทำได้เดี๋ยวนี้ด้วยของที่มีอยู่ ไม่ต้องรอให้พร้อมทุกอย่าง

กุญแจสำคัญคือ ‘อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน’ จนกว่าจะครบกำหนดเวลา ช่วงแรกอาจจะรู้สึกฝืนๆ บ้างก็เป็นเรื่องปกติ พอจบการทดลองค่อยมาดูว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร ถ้ามันเวิร์กค่อยทำต่อให้เป็นนิสัยถาวร ถือซะว่าการทดลองนี้เป็นประตูสู่การค้นพบนิสัยใหม่ๆ ที่เหมาะกับตัวเรา

ทำไมวิธีนี้ถึงได้ผลกว่า นั่นเป็นเพราะคนเราชอบตั้งเป้าหมายให้ดูอลังการไว้ก่อน เช่น “ฉันจะอ่านหนังสืออาทิตย์ละเล่ม” ซึ่งมักจะสร้างความกดดันจนเกินไป อีกทั้งการป่าวประกาศเป้าหมายใหญ่ๆ ให้คนอื่นรู้จะทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุขออกมาทันที ทำให้เรารู้สึกฟินเหมือนทำสำเร็จไปแล้วทั้งที่ยังไม่ได้เริ่ม

“เราได้รับรางวัลจากการที่มีคนบอกเราว่า ‘โอ้โห คุณเข้มแข็งมาก คุณมีความทะเยอทะยานจัง’ ไปเรียบร้อยแล้ว” เลอ คันฟ์ กล่าว ซึ่งนั่นทำให้ไฟในการลงมือทำมอดลง

ในทางกลับกัน การบอกคนอื่นแค่ว่า ‘ฉันจะวิ่งจ็อกกิ้งอาทิตย์ละ 2 วันเป็นเวลา 1 เดือน’ อาจดูธรรมดาเมื่อเทียบกับการประกาศว่าจะวิ่งมาราธอน แต่เราจะมีความสุขจริงๆ เมื่อทำได้สำเร็จ วิธีนี้จะช่วยเปลี่ยนมุมมองให้เราเลิกยึดติดกับผลลัพธ์ แล้วหันมาสนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่แทน

“ความสำเร็จไม่ใช่การไปถึงหมุดหมายที่คุณกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ความสำเร็จคือการเรียนรู้สิ่งใหม่” เธอกล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : paper cut design / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...