โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บทเรียนปี 2024–2025: BTC พุ่งตาม “เงินไหลเข้า ETF” แต่แผ่วทันทีเมื่อ Flow ชะลอ

ทันหุ้น

อัพเดต 26 ธ.ค. 2568 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 26 ธ.ค. 2568 เวลา 03.32 น.

บทเรียนปี 2024–2025: BTC พุ่งตาม “เงินไหลเข้า ETF” แต่แผ่วทันทีเมื่อ Flow ชะลอ

ตลาดคริปโตมักถูกอธิบายด้วย “Narratives” หรือเรื่องเล่า ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง กฎระเบียบ การยอมรับของสถาบัน หรือความคาดหวังเรื่องวัฏจักรตลาด แต่เมื่อดูข้อมูลจริงตลอดปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าทิศทางราคาที่ “อยู่ได้นาน” มักไม่ได้ชนะด้วยพาดหัวข่าว หากชนะด้วย สภาพคล่อง (liquidity) และกระแสเงินทุน (capital flows) ที่วัดได้จริง เช่น Spot ETF flows, stablecoin inflows เข้าสู่ exchange และพฤติกรรม onchain

ภาพรวมจึงชัดขึ้นว่า ข่าวทำให้ตลาดวิ่งเร็ว แต่ เงินและสภาพคล่อง เป็นสิ่งที่ตัดสินว่าเทรนด์นั้น “ไปต่อได้แค่ไหน”

Narrative ทำให้ราคาเร่ง แต่ไม่ได้เป็นเครื่องยนต์หลัก

Narratives ทำหน้าที่เหมือน “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหวเร็วขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์การเมืองที่สร้างความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายคริปโต

ตัวอย่างที่ชัดคือช่วงปี 2024 ก่อนผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ราคาบิตคอยน์ในช่วง มี.ค.–ต.ค. 2024 แกว่งอยู่ในกรอบประมาณ $50,000–$74,000 แม้จะมีข่าวบวกวนซ้ำหลายรอบ แต่เมื่อเข้าสู่ Q4 ตลาดเริ่ม “ตั้งราคา” ความเป็นไปได้ของผู้นำสายคริปโต โดยในสัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ราคาย่อลงราว 8% จากการลดความเสี่ยงก่อนเหตุการณ์ (de-risking) ก่อนที่หลังผลออกมา BTC จะพุ่งขึ้นราว 56% ภายใน 42 วัน และทะลุ $100,000

อย่างไรก็ตาม แรงวิ่งนี้มาพร้อมการ “อัดเลเวอเรจ” มากกว่าการเข้าซื้อแบบสปอต เพราะ futures open interest ขยายตัวแรง (เกือบ “เพิ่มเท่าตัว” ใน Q4) แต่ แรงซื้อ spot ไม่เร่งตาม ทำให้โมเมนตัมยืดได้ไม่นาน เมื่อสถานะในตลาดเริ่มแออัด (crowded positioning) ตลาดก็เปราะและพร้อมสะดุด

สรุปคือ Narratives มีผลต่อ “การวางโพซิชัน” และความรู้สึกตลาด แต่ไม่ได้การันตี “เงินใหม่” ที่เข้ามาซื้อจริง

Spot Bitcoin ETF คือจุดที่ “เรื่องเล่า” แปลงเป็น “ดีมานด์”

หนึ่งในไม่กี่ปัจจัยที่เรื่องเล่า “สอดคล้องกับข้อมูลจริง” คือ Spot Bitcoin ETF เพราะเมื่อมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง มันคือดีมานด์ที่จับต้องได้

ข้อมูลชี้ว่าในปี 2024 Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิราว $35B และในปี 2025 อีกราว $22B โดยราคา BTC เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ flow เหล่านี้อย่างชัดเจน

  • Q1 2024 เงินไหลเข้ามากกว่า $13B สอดคล้องกับ BTC ที่ขึ้นจากราว $42,000 → $73,000
  • หลัง Q1 เมื่อ inflow ชะลอ ราคาเข้าสู่ช่วง สะสม/แกว่งตัว ยาวถึง ต.ค.
  • ปลายปี 2024 ช่วง ต.ค.–ม.ค. มี inflow รวมเกือบ $22B และราคาขยับจากราว $70,000 → $102,000

อีกด้านหนึ่ง ช่วงตลาดย่อแรง ๆ จะเห็นว่า ETF flows บางช่วง “ติดลบ” ด้วย ซึ่งสะท้อนว่า ETF ไม่ได้เป็น “ผู้ซื้อด่านสุดท้าย” (buyer of last resort) แต่จะมีพลังต่อเมื่อ inflow ต่อเนื่องและยืนระยะ เท่านั้น

Liquidity คือพระเอก: Stablecoin inflows ลด 50% ทำแรงซื้อหาย

ตัวแปรที่ชี้ชัดสุดของ “กำลังซื้อที่พร้อมใช้” คือ stablecoin inflows เข้า exchange เพราะมักถูกใช้เป็น proxy ของกระสุนที่พร้อมเข้าตลาด

ปริมาณการไหลเข้าของ Stablecoin (ERC20) ที่มา: CryptoQuant

เมื่อ stablecoin inflows เพิ่ม ตลาดจะดูดซับแรงขายได้และเทรนด์มักยืดได้ (เช่นช่วง Q4 2024–Q1 2025) แต่เมื่อ inflows หด เทรนด์จะเปราะ โดยข้อมูลระบุว่า stablecoin inflows ลดลงราว 50% จากจุดสูงสุดล่าสุด นั่นหมายถึง “แรงซื้อพร้อมใช้” น้อยลงอย่างมีนัย

ในสภาพคล่องต่ำ ต่อให้มีข่าวบวกหรือ narrative ใหม่ ราคาอาจเด้งได้ แต่ ขาดเงินใหม่ ทำให้ breakout ไปต่อยาก และมีโอกาสย่อแรงมากขึ้น

ปริมาณ Bitcoin ทั้งหมดที่อยู่ในมือของผู้ถือครองระยะยาว ที่มา: Glassnode

ทำไมปี 2025 ข่าวดีไม่พอให้ไปต่อ

ช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ตลาดยังถูกกดด้วย “ต้นทุนโอกาส” จากภาวะมหภาคและซัพพลาย onchain เช่น

  • real yields ที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วน “หันหา defensive assets”
  • onchain มีสัญญาณการขายทำกำไรของผู้ถือระยะยาว (long-term holders) ต่อเนื่อง
  • ความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและสภาพคล่องรวม ทำให้ BTC ขยายตัวได้ยากขึ้นในบางช่วง

ภาพรวมจึงทำให้บทสรุปของปีชัดมาก: Narratives ขยับราคา แต่ Liquidity ขยับตลาด

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/narratives-vs-liquidity-what-drives-bitcoin-altcoin-prices

Ethereum ปี 2026 จ่อเร่งสเกล L1: อัปเกรด Glamsterdam + ePBS ดัน gas limit สู่ 200 ล้าน

ปี 2026 ถูกมองว่าเป็น “ปีชี้ชะตา” ด้านการ Scaling ของ Ethereum โดยเฉพาะการเร่งประสิทธิภาพ Layer 1 (L1) ควบคู่กับการขยายศักยภาพของ Layer 2 (L2) ผ่านการเพิ่ม data blobs และการเดินหน้าสู่โลก Zero-Knowledge (ZK) อย่างจริงจัง

แกนหลักของปีคือการอัปเกรดใหญ่ 2 ช่วง ได้แก่ Glamsterdam fork (กลางปี 2026) และ Heze–Bogota fork (ปลายปี 2026) ซึ่งจะพา Ethereum ไปสู่ยุค “ประมวลผลขนาน” เพิ่ม throughput ของเครือข่าย และยกระดับความทนทานต่อการเซ็นเซอร์

1) Glamsterdam fork: จุดเริ่ม “Perfect Parallel Processing”

ไฮไลต์ที่คนวงการจับตาคือ Glamsterdam จะทำให้ Ethereum ขยับจากการรันธุรกรรมแบบ “เลนเดียว” ไปสู่ “หลายเลน” หรือ ประมวลผลแบบขนาน (parallel) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายใหญ่คือช่วยให้ L1 รองรับธุรกรรมได้มากขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการเพิ่มข้อจำกัดแบบเดิมมากนัก

Block Access Lists (EIP-7928) คืออะไร

แนวคิดของ Block Access Lists คือ ในแต่ละบล็อกจะมี “แผนที่” ที่บอกว่า ธุรกรรมไหนกระทบ state ส่วนใดบ้าง (บัญชี/สตอเรจ/สลอต) และผลลัพธ์หลังรันแล้วคืออะไร

ข้อดีคือ client สามารถ “แยกงาน” แล้วรันบนหลายคอร์ CPU พร้อมกันได้ ลดคอขวดจากการอ่านข้อมูลแบบทีละขั้น และช่วยให้ throughput สูงขึ้นแบบมีนัยสำคัญ

สรุปง่าย ๆ: รู้ล่วงหน้าว่าธุรกรรมแตะอะไร จัดคิวให้รันพร้อมกันได้ประมวลผลเร็วขึ้

ePBS (Enshrined Proposer Builder Separation) สำคัญยังไง

อีกหัวใจคือ ePBS ที่นำแนวคิดแยกบทบาท “ผู้สร้างบล็อก (builder)” กับ “ผู้เสนอ/โพรโพส (proposer)” เข้าไปอยู่ในโปรโตคอลโดยตรง (จากเดิมที่มีโซลูชันนอกโปรโตคอลอย่าง MEV-Boost)

ผลที่คาดหวังมี 2 ชั้น:

  • ชั้นความปลอดภัย/กระจายศูนย์: ลดแรงกดดันจาก MEV ที่ทำให้เกิดการรวมศูนย์
  • ชั้นสเกล: ePBS ช่วย “เพิ่มเวลา” ให้เครือข่ายรับ–กระจาย–ตรวจ ZK Proof ได้มากขึ้น ทำให้แนวคิด “ตรวจ proof แทนรันทุกอย่างซ้ำ” มีแรงจูงใจที่เข้ากันกับระบบมากขึ้น

2) วาลิเดเตอร์เริ่มหันไป “ตรวจ ZK Proof” — ปูทางสู่ L1 ที่แรงขึ้น

อีกประเด็นใหญ่ของปี 2026 คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของ validator บางส่วน จากเดิมที่ต้อง “รันธุรกรรมซ้ำ (re-execute)” เพื่อเช็กความถูกต้อง มาเป็น “ตรวจ Zero-Knowledge Proof” แทน

ภาพใหญ่ที่ถูกพูดถึงคือ อาจมีวาลิเดเตอร์ราว 10% เปลี่ยนไปใช้แนวทางตรวจ ZK ซึ่งจะช่วยให้ Ethereum เพิ่มประสิทธิภาพได้ต่อเนื่อง และเป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายระดับ 10,000 TPS บน L1 (แม้จะยังไม่แตะเป้านั้นในปี 2026 ก็ตาม)

3) Gas Limit และ Blobs จะโต: L1 เร็วขึ้น + L2 บินไกลขึ้น

ปัจจุบัน gas limit ของ Ethereum อยู่ราว 60 ล้าน และปี 2026 ถูกคาดหมายว่าจะเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยมีกรอบคาดการณ์ตั้งแต่ 100 ล้าน ไปจนถึง 200 ล้าน (และบางมุมมองมองไกลกว่านั้น)

ขณะเดียวกันฝั่ง L2 จะได้แรงส่งจากการเพิ่ม data blobs ซึ่งอาจขยับไปถึง 72+ blobs ต่อบล็อก ทำให้ L2 สามารถประมวลผลธุรกรรมได้ระดับ หลายแสน TPS (เมื่อรวมหลาย L2) และทำให้การใช้งาน “ถูกและเร็ว” ต่อผู้ใช้ปลายทางมากขึ้น

ตัวอย่างแนวทาง UX ที่ถูกพูดถึงคือการอัปเกรดบางค่ายที่ทำให้ผู้ใช้ “เงินยังอยู่บน mainnet” แต่ไปเทรด/ใช้งานใน execution environment ที่เร็วของ L2 ได้สะดวกขึ้น

4) Heze–Bogota fork: โฟกัส “ต้านเซ็นเซอร์” มากขึ้น

ปลายปี 2026 ยังมี Heze–Bogota fork ซึ่งโทนจะต่างจาก Glamsterdam เพราะเน้น “อุดมการณ์ไซเฟอร์พังก์” เรื่อง censorship resistance มากขึ้น โดยหนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ FOCIL (Fork-Choice Inclusion Lists)

สรุปง่าย ๆ: หากมีส่วนหนึ่งของเครือข่ายยังซื่อสัตย์/ไม่ถูกควบคุม ระบบควรมีวิธีทำให้ “ธุรกรรมที่ถูกกีดกัน” ได้รับการบรรจุลงบล็อกในท้ายที่สุด

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/ethereum-2026-glamsterdam-heze-bogota-l1-scaling-gas-limit

ผู้เชี่ยวชาญชี้! ปี 2026 ยังไม่ใช่ “วันสิ้นโลกคริปโต” จากควอนตัม แต่ถึงเวลาต้องเริ่มวางแผนรับมือ

ประเด็น QuantumComputing กลับมาถูกพูดถึงหนักอีกครั้งในช่วงปลายปี เมื่อหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “ปี 2026 คริปโตจะโดนเจาะไหม” โดยเฉพาะกับ Bitcoin (BTC) ที่พึ่งพาเทคโนโลยีการเข้ารหัสเพื่อปกป้องกระเป๋าเงินและการทำธุรกรรม

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่คือ ยังไม่เกิด “Crypto Doomsday” ในปี 2026 แต่สิ่งที่ต้องจริงจังคือ “การเตรียมตัวล่วงหน้า” เพราะมีรูปแบบความเสี่ยงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ววันนี้ นั่นคือ Harvest Now, Decrypt Later หรือ “เก็บข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยถอดรหัสทีหลังเมื่อเทคโนโลยีพร้อม”

ทำไมควอนตัมถึงถูกมองเป็นภัยต่อ Bitcoin

Bitcoin และบล็อกเชนส่วนใหญ่ใช้ Public-key cryptography: private key ใช้เซ็นธุรกรรม, public key ใช้ตรวจสอบความถูกต้อง ถ้าวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ทรงพลังมากพอสามารถ “คำนวณย้อนกลับ” เพื่อหา private key จาก public key ได้ ก็อาจเกิดการขโมยสินทรัพย์ในวงกว้าง (ในเชิงทฤษฎี)

SEC พิจารณาข้อเสนอเพื่อให้คริปโตเคอร์เรนซีทนทานต่อควอนตัม ที่มา: Bitcoin Archive

ผู้เชี่ยวชาญในบทวิเคราะห์ชี้ตรงกันว่า “จุดเปราะ” หลักของคริปโตคือฝั่ง ลายเซ็นดิจิทัล (เช่น ECDSA) มากกว่าฟังก์ชันแฮชอย่าง SHA-256 ที่ทนทานกว่าในกรอบการโจมตีแบบควอนตัมบางประเภท

แต่ทำไมปี 2026 ยังไม่น่าจะพังจริง

แม้หลายบริษัทเทคเร่งวิจัยควอนตัม และ Microsoft เคยเปิดตัวชิป Majorana 1 ที่จุดกระแสถกเรื่อง “ความเร็วของควอนตัม” อีกระลอก

แต่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากยังมองว่า การมีเครื่องที่ “ถอดรหัสระดับทำลายระบบได้จริง” ต้องใช้ความก้าวหน้ามหาศาล ทั้งจำนวน qubits ระดับสูง ความผิดพลาดต่ำ และความสามารถในการรันอัลกอริทึมลึก ๆ ได้ต่อเนื่อง ซึ่งยังเป็นอุปสรรคใหญ่ในทางปฏิบัติ

ถึงขั้นมีนักวิเคราะห์บางรายระบุว่า “เรื่องควอนตัมพัง Bitcoin” ส่วนใหญ่เป็น narrative เชิงการตลาดมากกว่าภัยเร่งด่วน และเราน่าจะยังห่างจากคอมพิวเตอร์ที่ทำลายคริปโตแบบปัจจุบันได้จริง “อย่างน้อยเป็นทศวรรษ”

ความเสี่ยงจริงของปี 2026: “Harvest Now, Decrypt Later”

แม้ระบบยังไม่พังในปีหน้า แต่ประเด็นที่น่ากังวลคือ ผู้โจมตีสามารถ “เก็บข้อมูลเข้ารหัส” ที่หาได้ในปัจจุบันไว้ก่อน เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวกับ public keys หรือข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสต่าง ๆ แล้วรอวันที่เทคโนโลยีถอดรหัสพร้อม จากนั้นค่อยย้อนกลับมาเปิดข้อมูลหรือโจมตี

ทำให้แนวคิด “เตรียมพร้อมก่อน” สำคัญกว่าเดิม เพราะต่อให้ควอนตัมยังไม่พร้อมใน 2026 แต่การเก็บข้อมูลเพื่อโจมตีในอนาคตสามารถเริ่มได้แล้ววันนี้

Bitcoin เสี่ยงแค่ไหน และควรทำอะไรตอนนี้

หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงมากคือ “เหรียญจำนวนหนึ่งอาจเสี่ยงมากกว่าเหรียญอื่น” เพราะบาง address มี public key ถูกเปิดเผยบนเชนแล้ว ซึ่งในอนาคตอาจทำให้การโจมตี (หากมีควอนตัมที่แรงพอ) ทำได้ง่ายขึ้น

Deloitte เคยประเมินว่า มากกว่า 4 ล้าน BTC อาจอยู่ในกลุ่มที่ “potentially vulnerable” ในกรณีมีควอนตัมที่ทรงพลังเพียงพอ

แนวทางปฏิบัติที่มักถูกแนะนำในเชิงความปลอดภัย (โดยเฉพาะสำหรับผู้ถือระยะยาว/องค์กร) คือ

  • หลีกเลี่ยงการใช้ address ซ้ำ (address reuse) เพื่อลดการเปิดเผย public key โดยไม่จำเป็น
  • ติดตามแผนการอัปเกรดไปสู่ post-quantum cryptography และเตรียม “กระบวนการย้าย” (migration) หากมีมาตรฐาน/ซอฟต์แวร์รองรับในอนาคต

ในระดับนโยบายเอง ประเด็นควอนตัมก็เริ่มถูกยื่นให้หน่วยงานกำกับดูแลรับทราบมากขึ้น เช่นเอกสารที่ส่งให้ SEC ซึ่งเตือนความเสี่ยงเชิงระบบของ “cryptographically relevant quantum computers” ต่อสินทรัพย์ดิจิทัลที่พึ่งพา ECDSA

สรุป

ปี 2026 ยังไม่น่าใช่ปีที่ควอนตัมจะ “พัง Bitcoin” แบบทันที แต่ความเสี่ยงได้ขยับจากคำถาม “จะเกิดไหม” ไปสู่ “เมื่อไหร่” มากขึ้นเรื่อย ๆ และสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ ลดพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยง (เช่น reuse address) และเริ่มเตรียมแผน Post-Quantum สำหรับอนาคต

อ้างอิง : cointelegraph.com

ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/quantum-computing-2026-no-crypto-doomsday

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...