โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกาหลีใต้สู้ฝุ่น PM2.5 นาน 20 ปี จนกรุงโซลเป็นเมืองอากาศดีสุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ธ.ค. 2568 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 03 ธ.ค. 2568 เวลา 00.00 น.
เกาหลีใต้กับปัญหาฝุ่น (ภาพ : ElisaRoxanna, CC BY-SA 4.0 https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0, via Wikimedia Commons)

เกาหลีใต้สู้ฝุ่น PM2.5 นาน 20 ปี จนกรุงโซลเป็นเมืองอากาศดีสุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ปัญหา PM2.5 ได้รับการพูดถึงในวงกว้างมาตลอดหลายปีมานี้ เพราะไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังกระทบถึงระบบเศรษฐกิจ สาธารณสุข รวมทั้งการเมืองด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอีกแง่หนึ่ง การเมืองนี่แหละที่เป็นตัวกำหนดนโยบายที่สามารถเป็นหนึ่งในกลไกแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศที่เอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหา PM2.5 นอกจาก “สิงคโปร์” เพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของไทยแล้ว อีกหนึ่งประเทศที่รัฐบาลทุ่มสุดตัวในการประกาศสงครามกับฝุ่น PM2.5 ก็คือ “เกาหลีใต้”

เกาหลีใต้สู้ฝุ่น PM2.5 อย่างไร?

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เล่าเรื่องนี้ในผลงาน “The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์” (สำนักพิมพ์มติชน) ไว้ตอนหนึ่งว่า

ในอดีต ชาวเมืองกรุงโซลประสบปัญหาฝุ่นจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 ถึงขั้นที่ทำให้กรุงโซลเคยเป็นมหานครที่มีปัญหาฝุ่นเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

เหตุนี้ใน พ.ศ. 2550 รัฐบาลเกาหลีใต้สู้ฝุ่น PM2.5 ด้วยการเริ่มต้นนโยบาย Clear Seoul อย่างจริงจังและเด็ดขาด ด้วยการประกาศยกเลิกการใช้รถซิตี้บัสแบบน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล แล้วหันไปใช้เครื่องยนต์แบบก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) หรือแบบไฟฟ้าทั้งหมดแทน

ประกอบกับโครงการ Green Car Smart Seoul ที่เป็นรากฐานให้เกิดการใช้รถไฟฟ้าอย่างแพร่หลาย ซึ่งได้กำหนดพื้นที่จราจรสีเขียว เพื่อขยายเขตการห้ามรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษไปทั่วกรุงโซล

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้ประชาชนที่ต้องการทำลายรถเก่าที่ปล่อยมลพิษ ด้วยการมอบ climate card หรือบัตรโดยสารขนส่งสาธารณะ ที่สามารถใช้บริการแบบไม่จำกัดเป็นระยะเวลา 1 ปี

จุดยืนและเป้าหมายหลักของรัฐบาลเกาหลีใต้ คือ การขยายเขตห้ามขับขี่ในพื้นที่จราจรสีเขียวภายใน พ.ศ. 2578 และการยกเลิกใช้รถยนต์เครื่องสันดาปในกรุงโซลและทั่วประเทศภายใน พ.ศ. 2593

การผลักดันเชิงนโยบายและการหามาตรการรองรับให้ประชาชน ทำให้เมื่อเทียบปริมาณฝุ่น PM2.5 ของกรุงโซลเมื่อ พ.ศ. 2548 กับ พ.ศ. 2563 พบว่าลดลงถึงร้อยละ 75 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงถึงร้อยละ 14

ตัวเลขนี้ไม่ได้มาลอยๆ แต่เกิดจากการคำนวณโดยโปรแกรมของสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมสตอล์กโฮล์ม โดยกรุงโซลได้รับการประเมินในระดับดีเยี่ยม ซึ่งการได้รับการยอมรับในระดับสากลนี้มีความหมายต่อรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างมาก

นอกจากนี้ การบังคับใช้การห้ามขับขี่เพื่อจัดการฝุ่นตามฤดูกาล โดยเฉพาะช่วง 4 เดือนในฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นฤดูที่ฝุ่นพิษหนาแน่นที่สุด ยังทำให้ปริมาณการสัญจรของรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษในกรุงโซลลดลงถึงร้อยละ 97

“ขณะที่กรุงโซลใช้เวลาถึง 20 ปี เพื่อทำสงครามกับฝุ่นอย่างจริงจังแบบกัดไม่ปล่อย แม้ตอนแรกในการบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับจะได้รับการคัดค้านจากประชาชนบางกลุ่ม แต่รัฐบาลก็ไม่ยอมลดราวาศอกจนสามารถทำให้กรุงโซลกลายเป็นเมืองที่ผู้คนเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ได้จากทุกที่และทุกมิติของชีวิต และยังเป็นหนึ่งในเมืองที่มีอากาศดีที่สุดในเอเชีย” วันชัย สรุป

แม้ทุกวันนี้เกาหลีใต้จะยังเผชิญฝุ่นพิษ PM2.5 แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่วิกฤตหนักเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อตัดกลับมาที่ประเทศไทย เป็นเรื่องน่าคิดอยู่เหมือนกันว่าเรามุ่งมั่นแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 นี้มากแค่ไหน เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ ก็เหมือนเราพายเรือในอ่างวนประเด็นเดิมทุกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์. The Lost Human: หนทางรอดก่อนยุคสูญพันธุ์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2568.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ธันวาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาหลีใต้สู้ฝุ่น PM2.5 นาน 20 ปี จนกรุงโซลเป็นเมืองอากาศดีสุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...