โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย : คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (1)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 ธ.ค. 2566 เวลา 07.51 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. 2565 เวลา 03.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย

: คำศัพท์และการสร้างตัวตนในสังคมสมัยใหม่ (1)

“…The architecture profession around the world often seems more interested in protecting its status than in promoting the cause of good architecture…”

Aaron Betsky, “Who Cares Who’s a Licensed Architect?,”, 2012

ประวัติศาสตร์ “วิชาชีพสถาปนิกไทย” ที่ผ่านมาถูกอธิบายผ่านงานวิชาการกระแสหลักว่ามีจุดเริ่มต้นจากการพัฒนาประเทศสู่ความเป็นสมัยใหม่ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 25 นำมาสู่ความต้องการรูปแบบอาคารที่มีความสลับซับซ้อนทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและเทคโนโลยีที่มากขึ้น สิ่งนี้เรียกร้องความรู้สมัยใหม่ในการออกแบบก่อสร้างชนิดใหม่จากยุโรปซึ่ง “ช่างไทย” แบบจารีตไม่สามารถตอบสนองได้อีกต่อไป จนนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก “ช่าง” มาสู่ “สถาปนิก”

อย่างไรก็ตาม การอธิบายส่วนใหญ่ล้วนมีแนวโน้มที่นำเสนอว่า การเปลี่ยนผ่านสู่วิชาชีพสถาปนิกมีลักษณะสืบทอดต่อเนื่องมาจากความเป็นช่างในอดีตค่อนข้างมาก

หรือพูดให้ชัดก็คือ มีความพยายามที่จะอธิบายว่า “ช่าง” แบบจารีตคือบรรพบุรุษของ “สถาปนิก” ปัจจุบัน

ความแตกต่าง หากจะมี ก็เป็นเพียงวิชาความรู้ที่เป็นแบบตะวันตกและชื่อเรียกที่บัญญัติใหม่เท่านั้น งานเขียนที่รวบรวมประวัติความเป็นมาของกลุ่มคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร ล้วนจัดประเภทของ “ช่าง” แบบจารีตเอาไว้ในหมวดหมู่เดียวกับ “สถาปนิก” สมัยใหม่ทั้งสิ้น และการนิยามก็ใช้คำว่าช่างกับสถาปนิกปะปนกันในความหมายเดียวกัน

แต่จากงานศึกษาของผม กลับพบคำอธิบายที่ต่างออกไป

จริงอยู่ “สถาปนิก” กับ “ช่าง” มีความเหลื่อมซ้อนกันอยู่ แต่ข้อด้อยของงานเขียนเกี่ยวกับประวัติวิชาชีพสถาปนิกที่ผ่านมา คือการทำให้ภาพความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดหายไป ทุกอย่างถูกลดทอนเหลือเพียงกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ราบรื่นเพียงแค่เปลี่ยนชื่อเรียก

ซึ่งหลักฐานร่วมสมัยหลายชิ้น ในความเป็นจริง กลับบ่งชี้ว่า การปรากฏของคำเรียกที่แตกต่างกันนั้นคือผลพวงของการปะทะกันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ จักรวาลสองชุด ณ ห้วงขณะของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่

หรืออีกนัยยะหนึ่งก็คือ “สถาปนิก” กับ “ช่าง” มิได้เป็นผลสืบเนื่องของกันและกัน แต่เป็นสองสิ่งที่มีลักษณะแตกต่างกัน ต่อสู้กัน และแย่งชิงผลประโยชน์ซึ่งกันละกัน มากกว่าที่หลายคนคิด

ผมมีสมมุติฐานที่สอดคล้องกับข้อความข้างต้นของ Aaron Betsky ที่มองว่า “วิชาชีพสถาปนิก” ในด้านที่สำคัญมากๆ (แต่มักถูกละเลยในการศึกษา) คือ ด้านที่มุ่งเน้นรักษาผลประโยชน์และสถานภาพของตนเองในสังคม ซึ่งบางครั้งความมุ่งหมายนี้อาจจะมากกว่าความต้องการที่จะผลักดันให้เกิดงานสถาปัตยกรรมที่ดีแก่สังคมด้วยซ้ำไป

ด้วยทัศนะข้างต้น บทความนี้จึงต้องการนำเสนอคำอธิบายอีกชุด ข้อเท็จจริงอีกด้านของประวัติศาสตร์กำเนิดวิชาชีพสถาปนิกไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการอธิบายวิชาชีพสถาปนิกกับการออกแบบ “ช่วงชั้นทางสังคม” (Social Class) รูปแบบใหม่ ณ ช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ในทุกมิติ

บทความต้องการนำเสนอภาพกำเนิดของวิชาชีพสถาปนิกที่เข้าแทนที่ระบบช่างแบบจารีตในทัศนะที่ไม่ต่างจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเมืองการปกครองสมัยใหม่, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบกฎหมายสมัยใหม่, การแพทย์สมัยใหม่ที่เข้าสวมทับการแพทย์แบบโบราณ หรือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่เข้าแทนที่ความเชื่อทางศาสนา ซึ่งเต็มไปด้วยการปะทะกันทางความคิด ความเชื่อ ตลอดจนความไม่ลงรอยกันในบทบาททางสังคมและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม

ที่สำคัญ ผมต้องการย้ำให้เห็นว่า “วิชาชีพสถาปนิกไทย” และ “ความเป็นสถาปนิกไทย” เป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างทางวัฒนธรรมเมื่อไม่ถึงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น แม้บุคคลที่ทำหน้าที่ออกแบบอาคารจะดำรงอยู่ในสังคมไทยมาแล้วหลายร้อยปีในนามของ “ช่าง”

แต่ช่างในอดีตมีความหมายกว้างและไม่สามารถถูกสวมทับแทนที่ได้ด้วยคำว่า “สถาปนิก” ได้

สถาปนิกเป็นกลุ่มบุคคลที่ถือกำเนิดใหม่ มีบทบาทหน้าที่อย่างใหม่ภายใต้บริบทสมัยใหม่ไทยที่แม้ว่าจะมีบางด้านยึดโยงอยู่กับความเป็นช่าง แต่เนื้อแท้แล้วมีความต่างมากกว่าความเหมือน

กระบวนการนี้ในแง่หนึ่งย่อมมิใช่การเข้าแทนที่ความรู้เดิมที่ล้าสมัยโดยชุดความรู้ทันสมัยกว่าที่ถูกต้องกว่าตามความเข้าใจทั่วๆ ไป แต่เป็นกระบวนการที่นำมาสู่การสถาปนา “ตัวตน” ให้แก่คนกลุ่มใหม่ที่อ้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญกว่า, อ้างความเป็นผู้รู้ที่ร่ำเรียนวิชาก่อสร้างอาคารที่ถูกต้องโดยตรงจากสังคมตะวันตกมากกว่า, อ้างความเป็นผู้มีรสนิยมที่รู้คุณค่าความงามที่แท้จริงยิ่งกว่า, อ้างมาตรฐานในการปฏิบัติวิชาชีพตลอดจนความปลอดภัยต่างๆ ตามเกณฑ์แห่งความเป็นสังคมสมัยใหม่เพื่อสถาปนาสัจจะความรู้ที่จริงแท้ อันนำมาซึ่งการก่อรูป “ตัวตน” และ “อำนาจ” สมัยใหม่ของวงวิชาชีพสถาปัตยกรรมในสังคมไทย

โดยสรุป ผมต้องการจะท้าทายกรอบคำอธิบายเดิมบนสมมุติฐานใหม่ว่า กำเนิดสถาปนิกเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างความรู้แบบจารีตกับความรู้ชุดใหม่ เพื่อแย่งชิงการกำหนดสถานะความสัมพันธ์เชิงอำนาจทางสังคมหลังจากที่โครงสร้างสังคมเดิมกำลังหมดความชอบธรรมและเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสมัยใหม่ ช่างแบบอดีตที่ยึดกับโครงสร้างเดิมจึงเปลี่ยนสถานะและความหมายตามไปด้วย

วิชาชีพสถาปนิกคือคำตอบใหม่ คือโครงสร้างความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่เบียดขับโครงสร้างเดิมให้หายไปหรือลดสถานะลงเป็นเพียงกลุ่มอาชีพที่มีช่วงชั้นต่ำกว่า

ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า การนำเสนอเช่นนี้มิได้มีเป้าหมายที่จะมองกำเนิดวิชาชีพนี้ในแง่ลบ ผมมีทัศนะต่อการสถาปนา “ความรู้/อำนาจ” ว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมสมัยใหม่ที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และต้องการให้ตระหนักถึงปฏิบัติการของ “ความรู้/อำนาจ” ในวงวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่มักถูกละเลยไป

สังคมสมัยใหม่ งานสถาปัตยกรรมเป็นงานที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายในสังคม นับตั้งแต่ขั้นตอนการริเริ่มโครงการ, ออกแบบ, คำนวณความเป็นไปได้, ไปจนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง

วงการสถาปนิกในเป็นเสมือนพื้นที่หรือสนามในการต่อสู้แย่งชิงทั้งในด้านผลประโยชน์ บทบาท และสถานะทางสังคม วงการสถาปนิกคือโครงข่ายความสัมพันธ์ทางสังคมที่สลับซับซ้อน หากพิจารณาตอบกรอบคิดของ Pierre Bourdieu วงการสถาปนิกก็คือ “field” หรือ “วงการ” รูปแบบหนึ่งในสังคมสมัยใหม่

ตามความคิดของ Bourdieu สังคมเปรียบเสมือน social room ซึ่งภายในห้องทางสังคมนี้จะถูกแบ่งแยกออกเป็น “วงการ” ย่อยๆ มากมาย ซึ่งแต่ละวงการล้วนแล้วแต่มีขอเขตพื้นที่และกฎเกณฑ์กำกับการปฏิบัติตนภายในอยู่ชุดหนึ่ง

มนุษย์ในสังคมต่างดำรงอยู่ในวงการต่างๆ เหล่านี้และต่างต้องประพฤติปฏิบัติตนไปตามกฎเกณฑ์ในแต่ละวงการ เสมือนนักกีฬาที่ต้องเล่นตามกติกาที่ถูกกำหนดขึ้น ทั้งนี้ แต่ละคนในแต่ละวงการต่างต่อสู้แข่งขันกันเพื่อดำรงสถานะ, บทบาท, และอำนาจที่สูงขึ้นในวงการของตนเอง

ในขณะเดียวกันแต่ละวงการก็ต่างต่อสู้แข่งขันกันเพื่อให้วงการของตนดำรงสถานะ, บทบาท และอำนาจที่สูงขึ้นทางสังคม ภายใต้กระบวนการต่อสู้นี้แต่ละคนและแต่ละวงการต่างอาศัยสิ่งที่เรียกว่า “ทุน” รูปแบบต่างๆ เพื่อยกระดับสถานะขึ้นไปเรื่อยๆ โดยจะประกอบไปด้วยรูปแบบกว้างๆ คือ ทุนทางเศรษฐกิจ และทุนทางสัญลักษณ์

อาศัยกรอบแนวคิดนี้ ความเข้าใจต่อ “วงการสถาปนิก” ในฐานะหน่วยทางสังคมอย่างหนึ่งในสังคมสมัยใหม่จะชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในมิติการต่อสู้แข่งขันในการกำหนดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจและช่วงชั้นของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่ ผ่านการประกอบสร้างกติกาภายในกลุ่ม รสนิยมร่วม สุนทรียภาพร่วม ฯลฯ จนเกิดขึ้นเป็นตัวตน

เป็นชนชั้นทางสังคมรูปแบบหนึ่งในนามของสถาปนิก

บทความนี้ สนใจการถือกำเนิดขึ้นของคำศัพท์สมัยใหม่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้โดยเฉพาะคำว่า “สถาปนิก” และ “สถาปัตยรรม” ในช่วงแรกเริ่มถือกำเนิดวิชาชีพนี้ในสังคมไทย (ราวช่วงระหว่างทศวรรษ 2460-2480) เพราะการนิยามว่าใครคือสถาปนิก ใครไม่ใช่ อะไรคือสถาปัตยกรรม อะไรไม่ใช่ สถาปนิกแตกต่างจากช่างและวิศวกรอย่างไร ใครสำคัญกว่าใคร

ทั้งหมดคือความพยายามที่จะจัดความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างทางสังคมว่าใครควรอยู่ช่วงชั้นไหนในวงจรการก่อสร้างทั้งหมด

โดยหลักฐานหลักๆ ที่จะนำมาใช้ในการวิเคราะห์คือ วารสารต่างๆ ที่ถูกผลิตขึ้นในกลุ่มที่เรียกตนเองว่าสถาปนิก

วารสารที่สำคัญคือ จดหมายเหตุสมาคมสถาปนิกสยาม, อาษา, ข่าวช่าง และหนังสือบางเล่มที่ใช้สอนในโรงเรียนสถาปัตยกรรมยุคแรก

โดยผมจะทดลอง “อ่าน” เอกสารเหล่านี้เพื่อมองหานัยยะระหว่างบรรทัดที่ซ่อนอยู่

อ่านมันในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการสร้าง “ช่วงชั้นทางสังคม” รูปแบบใหม่ ซึ่งรายละเอียดจะทยอยเล่าให้เห็นภาพในสัปดาห์ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...