โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

นโยบายสร้างชาติของจอมพล ป. "รถไฟต้องมา"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 04 ม.ค. 2566 เวลา 07.32 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2566 เวลา 00.34 น.
รูปรถไฟไทยสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม (ก่อนและหลัง พ.ศ. 2500)

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศถึง 2 สมัย (พ.ศ. 2481-2487 และ พ.ศ. 2491-2500) ได้พยายามสร้างเส้นทางคมนาคมโดยใช้รถไฟเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบาย แต่ก็ถูกแทรกโดยกองทัพญี่ปุ่น อันเนื่องจากสงครามมหาเอเชียบูรพา

เมื่อสงครามสงบลง “รถไฟ” ก็ยังถูกจัดเป็นนโยบายสำคัญลำดับแรกๆ ของจอมพล ป.

เรื่องนี้ ไกรฤกษ์ นานา เขียนอธิบายไว้ใน “เส้นทางรถไฟ ‘สายนิรนาม’ ของสยามรัฐที่ไม่อยู่ในประวัติศาสตร์รถไฟไทย” (ศิลปวัฒนธรรม, พฤศจิกายน 2565) ดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน)

นโยบายสร้างชาติของจอมพล ป. “รถไฟต้องมาก่อน”

แต่ทันทีที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามมหาเอเชียบูรพาและอิทธิพลของญี่ปุ่นสูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เป็นโอกาสเดียวกันกับการกลับเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคณะรัฐบาลไทยในสมัยที่ 2 ของจอมพล ป. (พ.ศ. 2491-2500/ ค.ศ. 1949-1957)

เราจึงได้เห็นความพยายามของท่านผู้นำในรอบใหม่ที่รณรงค์ให้มีเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นในประเทศ แม้นว่าจะเป็นช่วงเศรษฐกิจถดถอยและเป็นยุคข้าวยากหมากแพงหลังสงคราม แต่รัฐบาลในยุคนั้นก็มิได้ลดความสำคัญของการพัฒนาเส้นทางคมนาคม โดยมี “รถไฟ” เป็นเครื่องจักรและกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ [1]

ดังจะเห็นได้ใน “คำแถลงนโยบาย” ของรัฐบาล โดยจอมพล ป. เป็นผู้อ่านคำแถลงนี้เอง ในหมวดของการคมนาคม (ข้อ 8) ท่านก็นำเรื่องของการรถไฟที่หายไปกลับมาเป็นประเด็นแรกของนโยบายในการหมวดนี้ที่กลับมาเป็นนัยสำคัญอีกครั้ง

8. การคมนาคม

จะปรับปรุงส่งเสริมและขยายการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจนการสื่อสารให้พอแก่ความต้องการของประเทศ ในการขนส่งสินค้าและโดยสารโดยเฉพาะ

(1) การรถไฟจะได้จัดการปรับปรุงสิ่งที่เสียหายจากการสงครามให้คืนใช้งานได้ จะได้สั่งซื้อรถจักร รถบรรทุก รถโดยสาร ทั้งเครื่องอุปกรณ์ในการโรงงานและการเดินรถและจะได้สร้างทางรถไฟเพิ่มเติมต่อไป ตามโครงการ

(2) การทางจะได้เร่งบูรณะทางหลวงที่ชำรุดและจะได้สร้างทางตามโครงการสร้างทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงจังหวัดทั่วราชอาณาจักรต่อไปโดยด่วน พยายามให้ทุกจังหวัดและทุกอำเภอติดต่อถึงกันได้ และจะได้จัดหาเครื่องจักรทุ่นแรงมาใช้ในการบูรณะและสร้างทางเหล่านี้

(3) ท่าเรือกรุงเทพฯ จะได้ปรับปรุงกิจการให้สมบูรณ์ตามโครงการเดิมต่อไป และจะได้เร่งรัดในการขุดลอกสันดอน เพื่อให้เรือซึ่งกินน้ำลึกประมาณ 21 ฟีต เข้าออกได้ กับจะพิจารณาสร้างท่าเรืออื่นต่อไป

(4) การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ และการสื่อสารอื่นๆ จะได้ปรับปรุงส่งเสริมและขยายให้กว้างขวางทั่วราชอาณาจักร ต่อจากที่ได้ทำมาแล้ว เพื่อสนองความต้องการของประชาชนทั่วไป

รัฐบาลนี้มีความตั้งใจอันแน่วแน่ ที่จะปฏิบัติงานของชาติให้สำเร็จสมบูรณ์ตามนโยบายที่แถลงมาข้างต้นนี้ แต่ที่จะปฏิบัติให้เป็นผลสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย รัฐบาลจึงหวังว่าจะได้รับความร่วมมือของท่านสมาชิกรัฐสภาตลอดถึงข้าราชการและประชาชนที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถทำงานให้ประเทศชาติผ่านพ้นความยากลำบากในเวลานี้และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับวิกฤติการณ์ที่อาจจะมีขึ้นในวันข้างหน้า

รัฐบาลได้รับความไว้วางใจจากรัฐสภาด้วยคะแนนเสียง 70 ต่อ 26 คะแนน” [1]

แม้นว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีเอาเลยในช่วงหลังสงคราม แต่รัฐบาลจอมพล ป. กลับมองว่า “รถไฟ” เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดเพื่อฟื้นฟูประเทศชาติในช่วงนั้น นโยบายของจอมพล ป. เน้นไปที่การวางเส้นทางรถไฟสายใหม่ทางภาคกลางและภาคตะวันออกที่ท่านได้เริ่มต้นสำรวจในระหว่างเป็นผู้นำสมัยแรก โดยไม่เน้นถึงรถไฟสายกาญจนบุรีและสายใต้ ซึ่งพัฒนาไปมากในสมัยที่ญี่ปุ่นเข้ามาบริหาร

ทางรถไฟสายตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือที่ผู้เขียน [ไกรฤกษ์ นานา]เรียกชื่อภายใต้หัวข้อว่า “ทางรถไฟล่องหน” ของจอมพล ป. ถูกวางนโยบายไว้ใน พ.ศ. 2492 แต่ก็กลับสูญหายไปจากโครงการหลักอีกครั้ง ทั้งที่ถูกกำหนดไว้ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่จะอธิบายต่อไป

นโยบายรถไฟของจอมพล ป. มีรายละเอียดต่อท้ายคำแถลงการณ์ของรัฐบาลเพิ่มเติมว่า

“ข. รถไฟ

โดยที่การรถไฟเป็นกิจการแขนงหนึ่งของงานขนส่ง มีสาระสำคัญต่อประเทศชาติถึง 3 ประการ คือเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ ในด้านสังคมและในด้านบริหาร รัฐบาลจึงส่งเสริมให้การรถไฟเจริญก้าวหน้า ซึ่งจะเห็นได้จากผลงานต่อไปนี้

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสมัยซ่อมบูรณะและฟื้นฟูกิจการรถไฟครั้งใหญ่ที่สุด เพราะภัยแห่งสงครามทำให้โรงงาน อาคาร สถานที่ทำการตลอดจนทาง สะพาน และล้อเลื่อนนานาชนิดได้รับความเสียหาย จึงได้จัดการซ่อมแซมและจัดหาสิ่งที่จะมาใช้แทนเป็นขั้นๆ ไป เช่น บูรณะโรงงานมักกะสันเสร็จเรียบร้อย ใช้การได้เป็นส่วนมากในปี พ.ศ. 2498 และต้นปี พ.ศ. 2499 รวม 14 โรง ซ่อมสะพานพระจุลจอมเกล้า สะพานปรมินทร์ และสะพานพระราม 6 ให้เปิดใช้ได้ตั้งแต่ พ.ศ. 2496

อนึ่ง รัฐบาลได้เจรจาขอกู้เงินจากธนาคารโลก 3 ล้านบาท เพื่อบูรณะฟื้นฟูกิจการรถไฟโดยบูรณะโรงงานมักกะสัน จัดหาและติดตั้งเครื่องอาณัติสัญญาณประจำที่ จัดหาเครื่องอะไหลในการซ่อมเครื่องล้อเลื่อน และได้ตกลงจะปรับปรุงระบบบริหารกิจการใหม่ ให้ต้องด้วยหลักการรถไฟตามระบบสากลนิยมในปัจจุบัน คือจัดกิจการให้เป็นแบบอาณาอิสระ

ใน พ.ศ. 2494 ได้สร้างทางรถไฟสำเร็จ 5 สาย คือ

  • สายบางซื่อ-คลองตัน ระยะทางยาว 13 กิโลเมตร
  • สายแก่งคอย-ไชยบาดาล ระยะทางยาว 84 กิโลเมตร
  • สายไชยบาดาล-จัตุรัส ระยะทางยาว 92 กิโลเมตร
  • สายจัตุรัส-บัวใหญ่ ระยะทางยาว 86 กิโลเมตร
  • สายอุดร-หนองคาย ระยะทางยาว 50 กิโลเมตร”

และเป็นครั้งแรกที่เราได้ทราบว่าการสร้างทางรถไฟสมัยจอมพล ป. ทางรัฐบาลจะทำการกู้เงินจาก “ธนาคารโลก” มาสนับสนุนเนื่องจากงบประมาณแผ่นดินไม่เพียงพอจะนำมาใช้ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงคราม

……..

แต่ภายหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลจอมพล ป. ใน พ.ศ. 2442 (ค.ศ. 1949) แล้ว ความคืบหน้าของโครงการรถไฟ 5 สาย สู่ภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือกลับขาดหายไปอีกครั้ง โดยที่ไม่พบหลักฐานว่า “เงินกู้” จากธนาคารโลกที่กู้มาทำทางรถไฟนั้นได้ใช้ไปอย่างไรบ้าง

ต่อมาผู้เขียนก็พบว่ากรมรถไฟในสมัยจอมพล ป. ได้ออกแถลงการณ์ในที่ประชุมคณะทำงานรายงานผลการประกอบการเมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2495 ว่ามีความติดขัดบางอย่างเกิดขึ้นในการหาซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือซ่อมสร้างทางรถไฟ เนื่องจากความขาดแคลนจากภาวะสงครามที่เพิ่งผ่านมา (ดูเอกสารแนบท้ายการประชุม)

โครงการรถไฟแห่งปประเทศไทย (สมัยจอมพล ป.)

“ตามหลักการทั่วไป การรถไฟฯ จัดเป็นอุตสาหกรรมที่หารายได้เลี้ยงตัวเองรายได้ส่วนใหญ่อยู่ที่การเดินรถรับส่งผู้โดยสารและสินค้าตามเส้นทางที่เปิดการเดินรถแล้ว แต่ทางที่เปิดการเดินรถแล้วในขณะนี้ (ถึงสิ้น พ.ศ. 2499 มีระยะทาว 3,333 กิโลเมตร) หากจะดูเพียงผิวเผินก็เห็นว่าน่าจะยาวพอแก่ความต้องการแล้ว

แต่แม้กระนั้นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทุกสมัยเล็งเห็นว่า ทางรถไฟที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอและได้ส่วนสัมพันธ์กับความเจริญของประเทศในด้านอื่นๆ ซึ่งคลี่คลายขยายตัวและก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จึงได้พยายามส่งเสริมให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ดังกล่าวเป็นลำดับมา แต่การก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มเติมต้องประสบอุปสรรคเพราะสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหตุ เมื่อภาวะสงครามสิ้นสุดลงแล้ว ภาระอันหนักตกอยู่แก่การบูรณะซ่อมสร้างบรรดาล้อเลื่อน อาคาร สะพาน ทาง ฯลฯ ให้คงคืนภาวะเดิม การก่อสร้างทางรถไฟเพิ่มเติมจึงจัดให้ดำเนินไปไม่ได้เต็มที่

บัดนี้ภาระดังกล่าวได้ จัดให้สําเร็จลุล่วงไปจนเกือบคืนคงภาวะเดิมแล้ว จึงเป็นการสมควรที่เร่งรีบดำเนินการก่อสร้างและจัดหาล้อเลื่อนและบริภัณฑ์รถไฟ ส่วนอื่นบรรดาที่จะอำนวยประโยชน์ในการแสวงหาและเพิ่มพูนรายได้ ซึ่งนอกจากเป็นการเพิ่มพูนความเจริญในด้านเศรษฐกิจโดยทั่วไป แล้วยังเป็นการสร้างฐานะที่ต้องเลี้ยงตัวเองให้มั่นคงในกาลภายหน้าด้วย

อาศัยเหตุนี้ การรถไฟฯ จึงได้จัดทำโครงการระยะยาวขึ้น โดยจำแนกงานที่จะจัดทำออกเป็นแผนๆ คือ

  • แผนการก่อสร้างทางรถไฟ 11 สาย
  • แผนการจัดหาล้อเลื่อนและเครื่องมือกล
  • แผนการจัดหาวัสดุเพื่อปรับปรุงภาวะของทางให้ได้มาตรฐานสูงขึ้น และติดตั้งโทรคมนาคม

รายละเอียดของแผนข้างต้นแนบอยู่ต่อท้ายนี้

เมื่อได้ดำเนินการตามแผนดังกล่าวแล้ว รายได้สุทธิของการรถไฟฯ จะประมาณเป็นผลที่พอจะคาดได้ตามบัญชีแสดงตัวเลข รายได้ รายจ่าย และผลกำไรในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2496, 2497, 2498, 2499 และ 2500) ดั่งแนบอยู่ท้ายโครงการณ์” [2]

การประชุมครั้งที่ 6/91 เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2491

1. พิจารณารายการประกวดราคาเครื่องเหล็กต่างๆ ตาม ใบประกวดราคาที่ 91377 ซึ่งค้างมาแต่การพิจารณาของที่ประชุม ครั้งที่ 5/91

2. พิจารณาเปิดซองประกวดราคาสําหรับเหล็กเหนียวต่างๆ รวม 32 รายการ ตามใบประกวดราคาที่ 91380

3. พิจารณาเปิดซองประกวดราคาสําหรับท่อไฟ ท่อไอ และ ข้อต่อ ตามใบประกวดราคาที่ 91381

ต่อจากนี้เลขานุการฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุมฯ ทราบว่า ได้รับแจ้งจากหัวหน้าแผนกจัดหาพัสดุกรมรถไฟว่า ร้านสีห์โสภณ ซึ่งเป็นผู้ประมูลเหล็กเหนียวแผ่นได้ ตามใบประกวดราคาที่ 91379 และได้สนองรับใบสั่งของทางการกรมรถไฟแล้ว ได้แจ้งมาแล้วว่า ไม่มีของจะส่งให้ตามรายการที่ประมูลได้ (รายการที่ 1) ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ริบเงินมัดจำของประกวดราคาของร้านสีห์โสภณ เสียฐานผิดสัญญา” [2]

จากเอกสารการประชุมของคณะทำงานการรถไฟข้างต้นทําให้เราทราบว่า แม้จะได้กู้เงินจาก “ธนาคารโลก” มาแล้ว แต่ทางรัฐบาลก็มิอาจดำเนินการสร้างทางรถไฟด้วยตนเองทั้งหมด

“ทว่าได้จัดจ้าง ‘ผู้รับเหมา’ มารับช่วงต่องานของกรมรถไฟอีกทอดหนึ่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังกลับมิใช่ขาดสภาพคล่อง แต่เป็นการขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์และเครื่องอะไหล่ ซึ่งหายากและอาจซื้อหาไม่ได้เลยในตลาดทั้งในและนอกประเทศจากภาวะหลังสงคราม” [2]

โครงการรถไฟล่องหนของจอมพล ป. ขาดตอนไปอีกแม้จะอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ แต่แล้วข้อมูลบางอย่างก็โผล่ขึ้นมาในช่วงท้ายของสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ 2 (พ.ศ. 2498/ค.ศ. 1955)

หนังสืองานศพเล่มหนึ่งของอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงให้ทราบว่าความสัมพันธ์ของรัฐบาลไทยช่วงท้ายๆ ของจอมพล ป. นั้น ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือทั้งการระดมเงินทุนและวัสดุอุปกรณ์แบบเร่งด่วนโดยชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา อัดฉีดโครงการนี้ในลักษณะให้เปล่า เพื่อขัดขวางและต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสม์จากฝั่งประเทศลาว ประมาณ พ.ศ. 2497 (ค.ศ. 1954) [3]

โครงการรถไฟล่องหนของจอมพล ป. จึงเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างรีบด่วน ภายหลังความชะงักงันมาหลายปี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด!?

“การก่อสร้างทางจากขอนแก่นขึ้นไปถูกระงับไว้ชั่วขณะ ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ต่อมาจึงลงมือก่อสร้างต่อจนสามารถเปิดการเดินรถระหว่างขอนแก่น ถึงอุดรธานี ระยะทาง 120 กิโลเมตร ได้เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 จากนั้นการสร้างทางสายนี้ก็ถูกระงับเรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2497 จึงเริ่มการก่อสร้างต่อไปถึงจังหวัดหนองคาย ระยะทาง 49 กิโลเมตร โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาออกเงินสมทบช่วยค่าก่อสร้าง เป็นมูลค่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อให้เสร็จภายใน 7 เดือน ตามความจำเป็นทางด้านยุทธศาสตร์ การก่อสร้างเสร็จตามกำหนดสามารถเปิดเดินขบวนรถจากสถานีอุดรธานี ถึงสถานีนาทา ระยะทาง 49 กิโลเมตรได้เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2498

ต่อมาการรถไฟฯ ได้ขยายการก่อสร้างจากสถานีนาทาไปถึงสถานีหนองคายริมฝั่งแม่น้ำโขง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร เพื่อสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านไปยังประเทศลาวแล้วเสร็จเปิด การเดินรถได้ตลอดทางเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2501

ความยาวตลอดสายตั้งแต่ชุมทางถนนจิระ ถึงหนองคาย ยาว 359 กิโลเมตร” [3]

ความพยายามที่จะมีรถไฟของจอมพล ป. ในช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพาเป็นบริบทหนึ่งของการดำเนินนโยบายภายในอันสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่น่ารู้ ทว่ายังขาดการรับรองโดยทางการให้คนภายนอกรับรู้แม้จนบัดนี้

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

เอกสารประกอบการค้นคว้า :

[1] บันทึกผลงานของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ระหว่าง พ.ศ. 2491-2499. พระนคร : กรมศิลปากร, 2500.

[2] รายงานการประชุมคณะทำงาน. โครงการสร้างทางรถไฟสำหรับผังเศรษฐกิจ (โครงการระยะยาว พ.ศ. 2496-2500). กรมรถไฟหลวง, 2495.

[3] กำเนิดรถไฟ. ม.ป.ท., ม.ป.ป. (อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสหทัย โดษะนันทน์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม 28 กันยายน 2539).

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 เมษายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...