โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ชงนายกฯลดค่าไฟเหลือ 3.98 บาท กกพ.หั่น Adder ต้นทุนลดทันที 17 สตางค์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 ม.ค. 2568 เวลา 04.50 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2568 เวลา 04.50 น.

กกพ.ชงนายกฯอิ๊งค์ เสนอแนวทางลดค่าไฟ 17 สต. จาก 4.15 บาท เหลือ 3.98 บาทต่อหน่วยในงวดหน้าเมษายน ด้วยการลดอุดหนุนราคารับซื้อไฟ Adder-FiT ในกลุ่มผู้ผลิตไฟรายเล็กกับเล็กมาก ชี้เป็นต้นทุนสำคัญในค่าไฟ รับปากหาวิธีลดต้นทุนค่าพลังงาน ทั้งเร่งใช้ก๊าซในประเทศ เจรจาค่าพร้อมจ่าย ทีดีอาร์ไอชี้เป้าลดค่าใช้จ่ายจากต้นทุนก๊าซ เผยปี’67 เสียค่าพร้อมจ่ายถึง 2,500 ล้าน ทั้งที่ 7 โรงไฟฟ้าไม่ได้เดินเครื่องเลย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 กกพ.มีมติให้สำนักงาน กกพ. นำเสนอทางเลือกให้ภาคนโยบายทบทวนและปรับปรุง เงื่อนไขการสนับสนุนทั้งในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ Feed-in Tariff (FiT) ผ่านการอุดหนุนราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุน Adder และ Feed-in Tariff (FiT)

สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ค่าไฟสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 17 สตางค์ จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย

ถอด Adder ค่าไฟลดทันที

หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ Feed-in Tariff ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หน่วยละ 8 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท และไบโอแมสและก๊าซราว 7 ปี

ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัว หรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที

อย่างไรก็ตาม จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2568 ได้ระบุค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์ หากคณะรัฐมนตรี หรือ กพช. กำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ก็จะลดค่าไฟฟ้าได้ทันที 17 สตางค์ หากค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.15 บาท ก็จะลดลงเหลือหน่วยละ 3.98 บาท ทั้งนี้ กกพ.อยู่ระหว่างร่างหนังสือถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับข้อเสนอและข้อหารือของ กกพ. ถึงแนวทางการลดค่าไฟลงให้ได้ 17 สตางค์ ในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2568

รับปากหาวิธีลดต้นทุนพลังงาน

กกพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาวิธีลดต้นทุนค่าพลังงานลง และหาทางปรับเปลี่ยนสัญญา Spot ที่เป็นสัญญาระยะสั้นให้เป็นสัญญาระยะปานกลางหรือระยะยาว และเร่งผลิตภายในประเทศเพื่อให้ต้นทุนค่าก๊าซที่ถูกลง ขณะที่ค่าความพร้อมจ่าย เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพกับความมั่นคง ควรมองอย่างเป็นธรรม ถ้าอยากได้ไฟที่มั่นคง เราจะมีความพร้อมในเรื่องนี้ได้แค่ไหน ถ้าหากปัจจุบันไม่ได้สร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพิ่มตัวเลข Reserve Margin จะลดลง ซึ่งพบว่าในปัจจุบัน Reserve Margin อยู่ประมาณ 30% ภายใน 5-10 ปี ตัวเลข Margin อาจจะลดลง และอาจจะมีการเจรจาในเรื่องตัวเลขพร้อมจ่ายในอนาคต

ทีดีอาร์ไอชี้เป้าลดต้นทุนก๊าซ

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในงาน “ไฟแพง” แก้อย่างไร ? เขย่าโครงสร้างราคา ขยับสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี” ว่า ต้นทุนจากระบบการผลิตไฟฟ้าเป็นก้อนที่ต้องเขย่าปรับเปลี่ยนมากที่สุดเพื่อทำให้ค่าไฟถูกลง ซึ่งเราสามารถปฏิรูปโครงสร้างราคาค่าไฟจากการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ โดยไทยใช้ก๊าซธรรมชาติราว 60% มาจากแหล่งอ่าวไทยและเมียนมา

“อยากเสนอให้รัฐคิดอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนจากท่อก๊าซที่ใช้งานแล้วเท่านั้น ไม่ควรนำท่อก๊าซที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและโครงการที่อยู่ระหว่างการลงทุนมารวมด้วย เนื่องจากอายุของท่อก๊าซโดยเฉลี่ยอายุ 40 ปี ต้นทุนคงที่จะถูกลงเรื่อย ๆ เพราะมีการหักอายุค่าเสื่อมราคาทุกปี แต่ปัจจุบันมีการลงทุนอยู่ตลอดเวลาจึงกลายเป็นต้นทุนส่วนเกินและเป็นต้นทุนที่บวกเพิ่มในค่าไฟฟ้า ขณะเดียวกันปัจจุบันไทยมี LNG Terminal ทั้งหมด 2 เทอร์มินอล ซึ่งมีการใช้งานประมาณ 70% แต่มีการเปิด Terminal แห่งใหม่เพิ่มเติม รัฐจึงควรกำหนดแนวทางการใช้งานและแบ่งแยกการใช้ชัดเจนว่าเป็นสินทรัพย์ที่ควบคุมหรือทรัพย์สินเชิงพาณิชย์”

ปี’67 ค่าพร้อมจ่าย 2.5 พันล้าน

ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียค่าความพร้อมจ่าย (AP) ไปกับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องกว่า 5 แสนล้านบาท และยังพบว่าเฉพาะปี 2024 มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 13 โรง ไม่ได้เดินเครื่อง 7 โรง ทำให้ต้องเสียค่าความพร้อมจ่ายไปแล้ว 2,500 ล้านบาท จึงควรปรับหลักการคิดค่าความพร้อมจ่ายโดยทบทวนการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริง ซึ่งส่งผลให้มีการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มแต่ไม่มีการใช้งาน ซึ่งแน่นอนว่าโรงไฟฟ้าไม่มีทางขาดทุนเพราะมีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวในรูปแบบ Cost Plus ไว้แล้ว ดังนั้นหากไม่ได้เดินเครื่อง โรงไฟฟ้าก็จะได้รับเงินชดเชย

อย่างไรก็ตาม จากร่าง PDP2024 ยังมีแผนที่จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มอีก 11 โรง เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซรวม 6,300 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ลาวอีก 3 โรง รวม 3,500 เมกะวัตต์ ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ได้เดินเครื่องเพราะในร่าง PDP ฉบับนี้ยังคงคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินจริงอยู่ อยากจะเสนอให้ภาครัฐทบทวนการคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น

สำหรับโรงไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีการก่อสร้าง เช่น โรงไฟฟ้าที่ทดแทนโรงเดิมอาจจะยกเลิกการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือปรับรูปแบบการทำสัญญาโดยให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเข้ามาร่วมรับผิดชอบต้นทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าด้วย เพื่อปรับลดภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งก็คือภาระค่าไฟของประชาชนในท้ายที่สุด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชงนายกฯลดค่าไฟเหลือ 3.98 บาท กกพ.หั่น Adder ต้นทุนลดทันที 17 สตางค์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...