คลังพร้อมโอน เงิน 10000 บาท เฟส 2 ให้ผู้ผ่านเกณฑ์ 27 ม.ค. 68 วันเดียวครบ 3.02 ล้านคน
คลังพร้อมโอนเงินให้ผู้ได้รับสิทธิ เงิน 10000 บาท เฟส 2 วันที่ 27 ม.ค. 68 ครบ 3.02 ล้านรายภายในวันเดียว แนะรีบผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน-เช็กว่าผูกไว้กับธนาคารใด ส่วนผู้มีปัญหาหรือไม่ผ่านเกณฑ์เปิดช่องให้สอบถามร้องเรียนที่สายด่วน 1111 ยันจะเปิดลงทะเบียนกลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟนแน่นอน คาดชัดเจนภายใน 1 เดือน ส่วนเฟส 3 เริ่มทดสอบระบบปลาย ก.พ. 68
22 ม.ค. 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ตรวจสอบสิทธิรับเงิน 10,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชั่นทางรัฐ ซึ่งได้เริ่มมีประชาชนเข้ามาตรวจสอบสิทธิแล้วตั้งแต่ช่วงเช้า ขณะที่ได้เปิดช่องทางผ่านสายด่วน 1111 สำหรับร้องเรียนปัญหาในการเข้าร่วมโครงการด้วย ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะโอนเงินให้กับผู้ได้รับสิทธิทั้ง 3.02 ล้านคน ครบทั้งหมดภายในวันที่ 27 ม.ค. 2568 วันเดียว
“เราจะเริ่มโอนเงินในวันที่ 27 ม.ค. 2568 เสร็จสิ้นภายในวันเดียว เพราะว่าผู้ได้รับสิทธิมีแค่ 3 ล้านคน”
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รับเงิน 10,000 บาท เฟส 2 รัฐบาลไม่ได้มีการเปิดให้อุทธรณ์สิทธิ เนื่องจากคนที่ไม่ได้รับสิทธิคือผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ อาทิ รายได้ หรือ สินทรัพย์เกินที่กำหนด ดังนั้น จะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ แต่สามารถสอบถามได้ ผ่านช่องทาง โทร 1111 เพื่อตรวจสอบว่าสาเหตุใดที่ไม่ได้รับสิทธิ ขณะที่หากยืนยันว่าไม่ได้ผิดเกณฑ์คุณสมบัติก็สามารถร้องเรียนได้
“หากไม่ผ่านเกณฑ์ก็ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เพราะติดเงื่อนไขตามเกณฑ์ เราเปิดสายด่วน 1111 สำหรับผู้ที่มีปัญหา แต่ไม่ได้เป็นการให้ยื่นอุทธรณ์”
นายจุลพันธ์ เปิดเผยต่อว่า กระบวนการหลังจากนี้คือผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องตรวจสอบว่าผูกพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชนแล้วหรือไม่ โดยหากยังไม่ดำเนินการแนะนำให้รีบไปดำเนินการได้ที่ธนาคารทุกแห่งไม่จำเป็นต้องเป็นธนาคารของรัฐ โดยหากบัญชีผู้ได้รับสิทธิมีปัญหากระทรวงการคลังจะเปิดโอกาสให้แก้ไขบัญชีให้เรียบร้อยและจะโอนเงินซ้ำ (retry) อีก 3 ครั้ง
“ปัญหาที่เราพบจากการโอนเงินเฟส 1 คือ ท่านไม่รู้ว่าผูกพร้อมเพย์กับธนาคารใด ทำให้เมื่อเงินเข้าแล้วก็ไม่รู้ว่าไปเข้าที่ธนาคารไหน ก็ไปตรวจสอบให้ชัดเจน”
ส่วนการเปิดลงทะเบียนกลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟน นายจุลพันธ์ ยืนยันว่าจะมีการเปิดให้ลงทะเบียนแน่นอน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหากลไกในตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสมาร์ทโฟนจริง ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 1 เดือน
ส่วนการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 3 ปัจจุบันยังไม่ได้เริ่มทดสอบระบบในการชำระเงิน โดยคาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบได้ในช่วงปลายเดือน ก.พ. 2568
ทั้งนี้ เชื่อว่า โครงการแจกเงิน 10,000 บาท เฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จะช่วยส่งโมเมนตัมที่ดีให้กับระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการตั้งแต่โครงการเติมเงิน 10,000 บาท เฟส 1 วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท และมีโครงการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท รวมถึงโครงการ Easy E-Receipt และเมื่อเข้าถึงไตรมาส 2 ก็จะมีโครงการเติมเงิน 10,000 บาท เฟส 3 วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการส่งโมเมนตัมในการหมุนเวียนเศรษฐกิจ
นายจุลพันธ์ เปิดเผยถึงโครงการ Easy e-Receipt ว่า มีความคึกคักซึ่งจากความต่อเนื่องของการเดินหน้าโครงการมาแล้ว 2 ครั้ง ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเกิดขึ้นได้เร็ว โดยครั้งนี้ที่มีสินค้าในกลุ่ม OTOP และวิสาหกิจชุมชน ส่งผลให้มีพื้นที่ทางการตลาดเพิ่มขึ้นในสินค้ากลุ่มนี้ได้เข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า หรือศูนย์การค้า เป็นการเปิดช่องทางการจำหน่ายให้กว้างขึ้น โดยคาดว่าโครงการ Easy e-Receipt จะช่วยสร้างในปี 2568 ไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท
"ปีนี้ มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการทั้งหมดประมาณ 12,000 ร้านค้า เราก็ต้องพัฒนาเพื่อให้ร้านค้าเข้ามาให้มากที่สุด แต่รัฐบาลไม่สามารถจะไปบังคับให้ร้านค้าเข้ามาได้ขึ้นอยู่ความต่อเนื่องในการเดินหน้าของนโยบายนี้ด้วย โดยกรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชาสัมพันธ์ และหารือกับร้านค้าในแต่ละประเภทแล้ว ทำให้ปีนี้มีร้านค้าเพิ่มเข้ามาไม่ต่ำกว่า 15-20% จากปีก่อนแล้ว”