โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กัมพูชาดัน ‘Thailand+1’ ขอเป็นทางเลือกฐานการผลิต แบ่งโรงงานญี่ปุ่นไปจากไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 พ.ย. 2567 เวลา 16.37 น. • เผยแพร่ 17 พ.ย. 2567 เวลา 04.04 น.
คลองฟูนันเตโช ทุนสร้าง 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่รัฐบาลกัมพูชาหมายมั่นให้เป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านการค้า โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2024 ตั้งเป้าแล้วเสร็จปี 2028 (ภาพโดย Suy SE / AFP)

ไทยเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนตั้งฐานการผลิตอันดับต้น ๆ ของธุรกิจญี่ปุ่นมาหลายทศวรรษ นับตั้งแต่การเกิดขึ้นมาของ “พลาซา แอคคอร์ด” (Plaza Accord) หรือ “ข้อตกลงพลาซา” ในปี 1985 ที่ส่งผลให้ธุรกิจญี่ปุ่นจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ มุ่งหน้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ไทยเป็นประเทศที่รับผลประโยชน์สูงสุด

เมื่อเวลาล่วงเลยมาหลายทศวรรษ บางปัจจัยที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของไทยก็ลดน้อยลงไป บริษัทญี่ปุ่นเริ่มมองหาฐานการผลิตอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นอกเหนือจากไทย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคต่างก็พยายามที่จะคว้าโอกาสอย่างที่ไทยเคยได้รับ

ล่าสุด กัมพูชามีการเสนอแนวทางให้กัมพูชาเป็นทางเลือกตั้งฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นเสริมจากไทย หรือ “ไทยแลนด์พลัสวัน” (Thailand+1) คล้ายกับที่บริษัทญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศใช้กลยุทธ์ “ไชน่าพลัสวัน” (China+1) มาหลายปีก่อนหน้านี้ ด้วยความหวังที่จะดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่กัมพูชามากขึ้น

ในความพยายามดังกล่าว มีการจัดงานสัมมนา “การลงทุนในกัมพูชา (Thailand+1)” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่โรงแรม เดอะ แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (The Landmark Bangkok) โดยความร่วมมือขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ เจโทร (JETRO) สำนักงานกรุงเทพฯ เจโทร สำนักงานพนมเปญ สภาเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (CDC) และสำนักงานคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอาเซียนและญี่ปุ่น (AMEICC)

คุโรดะ จุน ประธานเจโทร สำนักงานกรุงเทพฯ กล่าวถึงสถานการณ์ด้านการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในกัมพูชาว่า ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในกัมพูชามากกว่า 200 บริษัท และกัมพูชากำลังได้รับความสนใจจากบริษัทญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายการลงทุนจากประเทศไทยซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ ประกอบกับค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บริษัทญี่ปุ่นจำเป็นต้องหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ซึ่งกัมพูชาก็เป็นจุดหมายปลายทางที่ดี

ซุน จันทอล รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและรองประธานสภาคนที่ 1 ของสภาเพื่อการพัฒนาแห่งกัมพูชา (CDC) ได้อธิบายถึงความได้เปรียบของกัมพูชาในฐานะฐานที่ตั้งการผลิต พร้อมนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่รัฐบาลกัมพูชามอบให้บริษัทต่างชาติ โดยเริ่มจากเน้นถึงเสถียรภาพของกัมพูชาว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำเฉลี่ยเพียง 2% เท่านั้น มีอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินค่อนข้างคงที่ ทั้งยังมีอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำกว่า 40% ซึ่งหมายความว่ายังมีช่องว่างให้กู้ยืมและลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตได้อีก

ไม่เพียงเท่านั้น รองนายกฯกัมพูชาบอกอีกว่า กัมพูชามีรัฐบาลที่คอยส่งเสริมสนับสนุนภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ มีจำนวนแรงงานหนุ่มสาวมากที่สุดในอาเซียน อีกทั้งกัมพูชายังปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลกัมพูชามีแผนขยายท่าเรือเพิ่มเติม มีแผนขยายถนนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ปอยเปตที่อยู่ติดกับประเทศไทยลากผ่านกัมพูชาไปจนเชื่อมต่อกับนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม และยังมีโครงการสำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของระบบโลจิสติกส์อย่างการขุด “คลองฟูนันเตโช” (Funan Techo Canal) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้มากถึง 16%

รองนายกฯกัมพูชาบอกว่า อุตสาหกรรมหลักที่กัมพูชาต้องการส่งเสริมการลงทุนเป็นพิเศษ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการแปรรูปอาหาร ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาจะให้สิทธิพิเศษทางภาษีมากมาย หากภาคธุรกิจจากต่างประเทศเข้าไปลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรในกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม รองนายกฯกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชาและไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ขณะเดียวกันกัมพูชาก็อยากให้บริษัทต่างชาติมองว่ากัมพูชาเป็นพื้นที่สำหรับการลงทุน ด้วยเหตุนี้ แนวทาง “Thailand+1” จึงเป็นมาตรการขยายฐานการผลิตที่จะสร้างผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ได้เป็นการย้ายฐานการผลิตหรือสร้างผลกระทบเชิงลบต่อการผลิตของไทย

นอกจากนี้ในงานมีการเสวนาหัวข้อ “ทำไมถึงเลือกลงทุนในประเทศกัมพูชา” โดยตัวแทนบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในกัมพูชา ได้แก่ บริษัทผลิตอะไหล่ยานยนต์ “เด็นโซ่” (DENSO) ห้างสรรพสินค้า “อีออน มอลล์” (AEON MALL) และบริษัท รอยัล กรุ๊ป ปอยเปต สเปเชียล อีโคโนมิก โซน (Royal Group Poipet Special Economic Zone) ซึ่งบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมในเมืองปอยเปต

ตัวแทนจากบริษัทญี่ปุ่นทั้ง 3 มีความเห็นตรงกันว่า กัมพูชามีความได้เปรียบในด้านต้นทุนแรงงานที่ถูก ทั้งยังมีแรงงานหนุ่มสาวจำนวนมาก แต่สิ่งที่กัมพูชายังเสียเปรียบไทย คือต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงกว่าไทย เนื่องจากกัมพูชาต้องนำเข้าไฟฟ้า ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่พัฒนามากนัก

หลังจากนี้บริษัทญี่ปุ่นจะตอบรับกัมพูชาเพียงใด คงต้องติดตามต่อไป แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกัมพูชานับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ และไทยจำเป็นต้องรู้ถึงความเคลื่อนไหวนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กัมพูชาดัน ‘Thailand+1’ ขอเป็นทางเลือกฐานการผลิต แบ่งโรงงานญี่ปุ่นไปจากไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...