โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

2น้าหลาน ไหวตัวทัน ก่อนถูกหลอกไปทำงานปอยเปต แจ้งตร.มารับตัว เล่าระทึก ถูกสั่งให้เปิดบัญชีคนละ 10 เล่ม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 18 ธ.ค. 2567 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2567 เวลา 09.45 น.

2น้าหลาน ไหวตัวทัน ก่อนถูกหลอกไปทำงานปอยเปต แจ้งตร.มารับตัว เล่าระทึก ถูกสั่งให้เปิดบัญชีคนละ 10 เล่ม พร้อมสแกนใบหน้า

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม ร.ต.อ.ปรีชา กังขอนนอก รอง สวป. และ ร.ต.ท.บุญเจอ หมั่นอุตสาห์ รอง สว.สส.สภ.ย่อยนาข่า อ.เมืองอุดรธานี นำกำลังออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบ รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.อุดรธานี ว่า มีหญิงสาวชาวเชียงราย 2 คน ขอความช่วยเหลือกลับบ้าน หลังโดนหลอกมาทำงาน และถูกปล่อยทิ้งไว้ที่ห้องพักหมายเลข 17 ภายในไฮโซรีสอร์ท ถ.มิตรภาพ อุดรธานี-หนองคาย หมู่ 5 ต.หมูม่น อ.เมืองอุดรธานี จึงนำกำลังออกไปตรวจสอบ และนำตัวมาสอบสวนที่โรงพัก

ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.จุฬาลักษณ์ แก้วรากมุข หรือบี อายุ 39 ปี และ น.ส.สุวนันท์ ราวิชัย หรือแพร อายุ 28 ปี หลานสาว น.ส.บี ทั้งคู่เป็นชาวบ้าน บ.ห้วยน้ำราก ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยร่วมกันให้ข้อมูลในการแจ้งความลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน กับ พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ มหาปัญญาวงศ์ รอง ผกก. หน.สภ.ย่อยนาข่า และ พ.ต.ท.วัฒนพงศ์ จำนงอุดม สว.สอบสวน สภ.ย่อยนาข่า ในการดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนของกฎหมาย

น.ส.จุฬาลักษณ์ แก้วรากมุก ให้การว่า ได้ติดต่อกับนงลักษณ์ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่รู้จักกันในเรือนจำกลาง จ.เชียงราย เมื่อครั้งตนต้องโทษในคดียาเสพติด โดยติดต่อกันทางเฟซบุ๊ก ซึ่งทาง น.ส.นงลักษณ์ชักชวนตนมาทำงานที่บ่อนปอยเปต ประเทศกัมพูชา และพูดคุยกันมาตลอด ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ตนตกลงไปทำงาน น.ส.นงลักษณ์ได้โอนเงินค่าเดินทางมาให้พวกตนเดินทางจากบ้านมาที่ กทม. และ น.ส.สุวนันท์ ซึ่งเป็นหลานสาว ขอเดินทางมาทำงานกับตนด้วย และจะได้เงินก่อนคนละ 10,000 บาท

“จึงพากันเดินทางโดยรถทัวร์ เมื่อมาถึงหมอชิต ตนและหลานสาวพากันเข้าพักที่ห้องพักไม่ทราบชื่อแถวพระราม 2 ตามคำแนะนำของ น.ส.นงลักษณ์ ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค. น.ส.นงลักษณ์ได้ชักชวนและพาไปเปิดบัญชีธนาคารคนละประมาณ 10 บัญชี รวม 20 บัญชี ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่ง น.ส.นงลักษณ์แจ้งว่าจะต้องนำบัญชีไปด้วย เพื่อใช้ในการทำงาน และโอนเงินเดือนเข้าและออก แต่ตนและหลานสาวไม่เต็มใจแต่อย่างใด เพราะกลัวหลอกเปิดบัญชีม้า และเขาก็เข้าไปเปลี่ยนรหัสบัญชีธนาคารทั้งหมด พร้อมกับสแกนใบหน้าของพวกตนด้วย ซ้ำยังให้พวกตนลบแอพพ์บัญชีธนาคารทั้งหมดอีก ที่ตนตัดสินใจไปทำงานเพราะเพิ่งพ้นโทษออกมาและไม่มีงานทำ”

น.ส.จุฬาลักษณ์เล่าอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เวลาประมาณ 13.00 น. น.ส.นงลักษณ์ จะนำตัวทั้ง 2 คนส่งไปทำงานที่ปอยเปต แต่ตนและหลานสาวรู้ตัวว่าน่าจะถูกหลอก จึงได้โทรศัพท์แจ้งให้ญาติแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยส่งพิกัดให้ญาติว่า ขณะเดินทางออกจาก กทม. มีชาย 3 คน ขับรถยนต์สีบรอนซ์เทา ออกจากห้องพักแถวพระราม 2 เมื่อไปถึง จ.ฉะเชิงเทรา เขาเปลี่ยนเส้นทางและได้ขับรถมาเรื่อยๆ ผ่าน จ.นครราชสีมา จ.ขอนแก่น และมาทิ้งไว้ที่ห้องพักในไฮโซรีสอร์ท เมื่อเวลา 23.17 น. ก่อนนำบัตรประชาชนของพวกตนไปเปิดห้องพักและไม่นำมาคืนให้ เขาบอกว่าจะมารับไปส่งที่ปอยเปตตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งตอนที่เปิดบัญชีและเปลี่ยนรหัสบัญชีพวกเขาบังคับพวกตนให้ทำตาม เชื่อว่าโดนหลอกเปิดบัญชีม้าอย่างแน่นอน

กระทั่งเช้าวันวันนี้ (18 ธ.ค.67) ตนและหลานสาวมั่นใจว่าโดนหลอก จึงไปขอความช่วยเหลือกับพนักงานต้อนรับ และโทรแจ้ง 191 สักพัก ตำรวจ สภ.ย่อยนาข่า ก็เดินทางไปตรวจสอบ และพาไปลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และสอบปากคำ เพราะกลัวเขาจะนำบัญชีธนาคารพวกตนไปทำผิดกฎหมาย หรือบัญชีม้าของมิจฉาชีพ ที่ตนตัดสินใจไม่ไปทำงานที่ปอยเปต หากข้ามไปแล้วกลัวจะไม่ได้กลับบ้าน เพราะบัตรประชาชนก็โดนยึดไป น.ส.นงลักษณ์ ยังส่งข้อความมาข่มขู่ ให้เอาเงินไปคืนพี่เขาทั้งหมด 19,000 บาท ถ้าไม่เอาไปคืนจะส่งคนไปหาที่บ้าน รู้สึกกังวลใจมากในตอนนี้ กลัวคนทางบ้านได้รับอันตราย เพราะทางบ้านไม่รู้ว่าตนจะไปทำงานที่ปอยเปต รู้เพียงว่าพวกตนไปทำงานที่บ่อนเท่านั้น และตอนนี้ได้โทรไปบอกพี่สาวที่บ้านแล้ว

พ.ต.ท.รุ่งศักดิ์ มหาปัญญาวงศ์ รอง ผกก. หน.สภ.ย่อยนาข่า เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้ประสานไปยังตำรวจไซเบอร์ และตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้เช็กประวัติ น.ส.นงลักษณ์ ว่าเคยไปก่อเหตุในลักษณะแบบนี้ที่ไหนบ้าง แต่ในพื้นที่ จ.อุดรธานี ยังไม่พบการกระทำความผิด เพื่อขยายผลติดตามขบวนการกลุ่มนี้มาดำเนินคดี หลังจากนี้ทางเราจะพาผู้เสียหายไปทำบัตรประชาชน และพาไปทำการอายัดบัญชีที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกเปิดบัญชี ที่ทางเราเชื่อว่าเป็นบัญชีม้า และส่งตัวผู้เสียหายทั้งสองคนเดินทางกลับบ้านที่ จ.เชียงรายต่อไป ฝากถึงประชาชนอย่าหลงเชื่อไปเปิดบัญชีให้คนอื่น ไม่ว่ากรณีใด ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพ และตกเป็นผู้ต้องหาอีกด้วย

ต่อมาเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน (18 ธ.ค.67) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังไฮโซรีสอร์ท เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิด ระบุเวลา 22.43 น. พบรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีอาร์วี สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กว 6614 สงขลา ขับมาจอดที่หน้าสำนักงานรีสอร์ต แล้วนำบัตรประชาชนผู้เสียหายมาเปิดห้องพักหมายเลข 17 กับพนักงานต้อนรับผู้ชายที่ทำงานช่วงกลางคืน กระทั่งเวลา 08.32 น. วันที่ 18 ธ.ค. ผู้เสียหายทั้ง 2 คน ได้เดินมาขอความช่วยกับพนักงานต้อนรับผู้หญิงที่เข้าทำงานช่วงเช้า จากนั้นเวลาประมาณ 09.48 น. กลุ่มชายผู้ต้องสงสัย ขับรถยนต์คันเดิมมาสอบถามว่าผู้หญิงที่พักในห้องพักหมายเลขที่ 17 เช็กเอาต์ออกไปหรือยัง ก่อนขับรถออกไป

ต่อมาเวลา 11.20 น. ขณะผู้สื่อข่าวกำลังดูกล้อวงจรปิดและถ่ายภาพอินเสิร์ต พบรถยนต์ของกลุ่มผู้สงสัย ขับเข้ามาในรีสอร์ต พอเห็นผู้สื่อข่าวก็ได้ขับรถวนไปด้านหลัง และขับออกไปจากรีสอร์ตอย่างรวดเร็ว จากการสังเกตมีผู้ชายอยู่ในรถไม่ต่ำกว่า 2 คน คาดว่าจะมารับหญิงสาวทั้ง 2 คน ส่งไปทำงานตามที่สัญญากันไว้ หรืออาจจะมาขอเงินคืน

น.ส.พรชิตา ฤทธิ์ศรี หรือปิ่น อายุ 23 ปี พนักงานต้อนรับรีสอร์ตช่วงเช้า เล่าว่า ช่วงเช้าวันนี้มีผู้หญิง 2 คน ที่เข้าพักห้องหมายเลข 17 ที่อยู่ด้านหลังรีสอร์ต มาแจ้งกับตนว่า ให้ช่วยแจ้งตำรวจให้ที เพราะกลุ่มผู้ชายที่พามาเปิดห้องพักได้ยึดบัตรประชาชนพวกตนไป หลังใช้เปิดห้องพัก จึงโทรไปสอบถามพี่ผู้ชายที่อยู่กลางคืนบอกว่า คืนบัตรให้กับผู้ชายที่มาเปิดห้องพักแล้ว พร้อมกับให้เจ้าของรีสอร์ตเปิดกล้องวงจรดู ก็พบว่าคืนให้ผู้ชายที่มาเปิดแล้วจริง จากนั้นตำรวจชุดสืบสวน สภ.ย่อยนาข่า ก็มารับตัวผู้หญิงสองคนไปที่โรงพัก

ต่อมาเวลาประมาณ 09.30 น. กลุ่มผู้ชายที่ขับรถมาเปิดห้องพักให้หญิงสาวทั้ง 2 คน ได้ขับรถคันเดิมมาสอบถามว่าผู้หญิงที่เข้าพักห้องหมายเลข 17 เช็กเอาต์ออกไปยัง ซึ่งตนก็ตอบว่าไม่รู้ เพราะตนไม่ได้ทำงานช่วงกลางคืน สักพักเขาก็ขับเข้ามาอีก แต่เขาไม่จอดถาม คงเห็นพี่ๆ นักข่าวอยู่ด้วย และพวกเขาก็ขับออกไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2น้าหลาน ไหวตัวทัน ก่อนถูกหลอกไปทำงานปอยเปต แจ้งตร.มารับตัว เล่าระทึก ถูกสั่งให้เปิดบัญชีคนละ 10 เล่ม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...