โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อัยการเลื่อนฟังคำสั่ง “เชน ธนา” ครั้งที่ 3 เหตุสอบเพิ่มยังไม่เสร็จ

อีจัน

อัพเดต 06 ธ.ค. 2567 เวลา 17.13 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2567 เวลา 10.13 น. • อีจัน

เลื่อนครั้งที่ 3..

วันนี้ (6 ธ.ค.67) ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (พระนครใต้) พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 (พระนครใต้) นัดฟังคำสั่งในคำร้องขอความเป็นธรรม นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ หรือ เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด และอดีตนักร้องชื่อดัง วัย 37 ปี ในคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องในคดีที่มีการกล่าวหาบริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัดโดย นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ,นายธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ อายุ 37 ปี น.ส.กาลกัลยา ภูโชคอนันต์ อายุ 34 ปี เป็นผู้ต้องหาที่ 1 – 3 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง บริษัท ไทยยินตันความเสียหายกว่า 79 ล้านบาท

โดยครั้งนี้ถือเป็นนัดหมายครั้งที่ 3 หลังจากครั้งเเรกมีการนัดฟังคำสั่งฟ้องเเต่นายธนาตรัยฉัตร ได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมาทางพนักงานอัยการได้อนุญาตให้เลื่อนฟังคำสั่งเนื่องจากมีการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมตามคำร้องขอความเป็นธรรม

ด้าน นายกุญช์ฐาน์ ทัดทูน รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า วันนี้ทางพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 4 ได้เลื่อนฟังคำสั่งทางคดีอีกครั้ง เป็นวันที่ 13 ธ.ค. เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งพนักงานอัยการได้พิจารณาประเด็นตามหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาแล้ว โดยเห็นว่าเพื่อให้การพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม จึงได้สั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 ประกอบระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการร้องขอความเป็นธรรมในคดีอาญา พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งบัดนี้ยังไม่ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติม จึงได้เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีของผู้ต้องหาออกไปตามวันเวลานัดใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีศาลเเขวงสามารถผัดฟ้องได้ 5 ผัด ผัดละ 6 วัน (รวม 30 วัน) ถ้ายังไม่สามารถยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้ทันก่อนครบกำหนดผัดฟ้อง จะพ้นอำนาจการคุมตัว หากมีคำสั่งยื่นฟ้องภายหลังจะต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดฟ้อง โดยมีการผัดฟ้องครั้งเเรกวันที่ 20 พ.ย.เเละจะครบกำหนดผัดฟ้องครั้งสุดท้าย 20 ธ.ค.2567

สำหรับพฤติการณ์ของคดีนี้สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุ บริษัทไทยยินต้น จำกัด ประกอบกิจการนำเข้าสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น มาจำหน่ายในประเทศไทย และได้แจ้งจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติก ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ “ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์” จากคณะกรรมการอาหารและยาตามกฎหมาย

ต่อมาวันที่ 8 ก.พ. 2564 นายธนาตรัยฉัตร ผู้ต้องหาที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 ได้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ “ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์” ( หรือ BIFINA สูตร EX ) จากบริษัท ไทยยินตัน จำกัด จำนวน 3,000,000 ซอง ในราคาซองละ 19 บาท คิดเป็นเงินจำนวน 57 ล้านบาท โดยบริษัท ไทยยินตัน จำกัด เป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาให้ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้จัดจำหน่าย แต่เพียงผู้เดียว

ต่อมาวันที่ 1 มี.ค. 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้เริ่มทยอยส่งมอบสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังกล่าวให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นครั้งที่ 1 จำนวน 85,000 ซอง

ต่อมาวันที่ 1 มี.ค. 2564 พยานได้รับการติดต่อจากนางกาลย์กัลยา ผู้ต้องหาที่ 3 แจ้งเรื่องสีของสินค้าว่ามีความแตกต่างจากตัวอย่างของสินค้าที่บริษัทไทยยินตัน จำกัด ได้นำเสนอไว้ต่อผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก พยานจึงได้อธิบายว่าสีของสินค้าที่ผู้ต้องหาที่ 1 ได้รับเป็นไปตามที่ ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ต่อมาวันที่ 9 มี.ค. 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นครั้งที่ 2 จำนวน 315,000 ชอง และในวันเดียวกัน ผู้ต้องหาที่ 1ได้สั่งซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ ” ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์ ” จำนวน 4,200,000 ซอง คิดเป็นเงินจำนวน 79,800,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งห่างจากการสั่งซื้อสินค้าครั้งที่ 1 เพียงประมาณ 1 เดือน

จากนั้นเรื่อยมาบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ทยอยจัดส่งสินค้าตามคำสั่งสั่งซื้อ ครั้งที่ 1 จนครบจำนวน 3 ล้านซอง ในวันที่ 1 มิ.ย.2564

ต่อมาวันที่ 14 สิงหาคม 2564 บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ขอยกเลิกสัญญาที่ผู้ต้องหาที่ 1 ว่าจะจ้างผลิตสินค้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อ ‘ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์’ เนื่องจากมีสาระสำคัญที่ระบุไว้ในสัญญาไม่ตรงกับการดำเนินการทางธุรกิจระหว่างกัน ผู้ต้องหาที่ 1 จึงได้เสนอให้มีการจัดทำสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ขึ้น โดยผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้จัด ฉบับลงวันที่ 15 ส.ค. 2564 จากนั้น บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ทยอยจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อ ครั้งที่ 22 จนครบจำนวน 4 ล้าน 2 แสนซอง ในวันที่ 30 มีนาคม 2565

ต่อมาพยานได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาที่ 3 เพื่อขอขยายการชำระเงินค่าสินค้า จากเดิม 30 วัน เป็น 90 วัน และจาก 90 วัน เป็น 120 วัน โดยจะครบในวันที่ 28 ก.ค. 2565 ต่อมา ผู้ต้องหาที่ 1 ได้ส่งหนังสือ ฉบับลงวันที่ 27 ก.ค. 2565 มายัง บริษัทไทยยินตัน จำกัด แจ้งว่ามีปัญหาเรื่องการรับรองเอกสารเกี่ยวกับลักษณะของสินค้า และอ้างปัญหาสถานการณ์โรคโควิด 19 ที่ส่งผลกระทบเชิงลบกับสถานการณ์การประกอบธุรกิจ

ต่อมาบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ได้ส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ต้องหาที่ 1 ผ่านการชำระเงินค่าสินค้า แต่ผู้ต้องหาที่ 1 กลับส่งหนังสือแจ้งมายังบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ว่าบริษัท ไทยยินตัน จำกัด ผิดสัญญา เพราะได้พรรณณาสรรพคุณของสินค้าไม่ตรงความเป็นจริง และแจ้งเตือนให้ บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ทราบในประเด็นเรื่องการผิดสัญญา

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว บริษัท ไทยยินตัน จำกัด ไม่เคยได้รับการติดต่อจากผู้ต้องหาที่ 1 กับพวกว่าสินค้าไม่ถูกต้องตามสัญญา และไม่เคยแจ้งเรื่องขอคืนสินค้า แต่อย่างใด บริษัท ไทยยินตัน จำกัด จึงเชื่อว่า ผู้ต้องหาที่ 1กับพวก ไม่ได้มีเจตนาทำสัญญาซื้อขายสินค้ามาตั้งแต่แรก เพียงแต่นำสัญญาซื้อขายมาใช้เป็นวิธีการหลอกลวงให้บริษัท ไทยยินต้น จำกัด ส่งมอบสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมชื่อ “ยินตัน บิฟิน่า อีเอ็กซ์” เท่านั้น เป็นเหตุให้บริษัท ไทยยินตันจำกัด ได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 79.8 ล้านบาท บริษัท ไทยยินตัน จำกัด โดย นายนริศจึงมอบอำนาจให้ นายอานุภาพ ใจแสนภักดี ผู้กล่าวหาที่ 1 มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับ ผู้ต้องหาที่ 1 กับพวก ตามกฎหมายจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...