โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 36 เวียดนามทะยาน ไทยสะดุด

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 ต.ค. 2568 เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 17 ต.ค. 2568 เวลา 02.57 น. • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 36 เวียดนามทะยาน ไทยสะดุด: เจาะลึกเหตุผลที่ FDI ไหลบ่าเข้าเวียดนามมากกว่าไทย

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยถูกยกให้เป็น ศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ และความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรม

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของภูมิภาคปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เวียดนามกำลังแซงหน้าไทยอย่างชัดเจนในด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ทั้งในแง่ของเม็ดเงิน ปริมาณโครงการลงทุน และความสนใจจากบริษัทข้ามชาติ

เหตุผลที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเหนือไทยนั้น ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หากแต่เป็นผลรวมของการวางยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับบริบทโลก การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และการตอบสนองที่รวดเร็วต่อแรงกดดันจากการแข่งขันระดับนานาชาติ

เจตจำนงทางการเมืองและนโยบายระยะยาว

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผู้นำเวียดนามมี เจตจำนงทางการเมือง ที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการผลักดันการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมองว่า FDI คือหัวใจสำคัญในการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับรายได้ประชาชน

รัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าให้ประเทศเป็นศูนย์กลางการผลิตและห่วงโซ่อุปทานโลกในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่สิ่งทอและรองเท้า ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนผ่านการกำหนดนโยบายที่ต่อเนื่องในระยะยาว ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาลที่สับเปลี่ยนเหมือนไทย จึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติว่า เวียดนามจะไม่เปลี่ยนกฎกติกากลางคัน

การปฏิรูปกฎหมายและลดระบบราชการ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ เวียดนามสามารถเดินหน้าการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อการลงทุนได้จริง โดยใช้แนวทาง การปฏิรูปกฎหมายด้วยวิธีกิโยตินกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เพื่อตัดทอนกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน และสร้างภาระที่ไม่จำเป็น กระบวนการนี้ทำให้การจดทะเบียนบริษัท การอนุมัติใบอนุญาต และขั้นตอนการนำเข้า3ส่งออกคล่องตัวขึ้นมาก ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีโครงการ One Stop Service แต่ในทางปฏิบัติกลับยังมีระบบราชการขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน ทำให้การอนุมัติใช้เวลานาน และกฎหมายบางฉบับก็ยังไม่ถูกยกเลิกแม้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

โครงสร้างแรงงานและต้นทุนที่แข่งขันได้

เวียดนามยังมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างในด้านแรงงาน ค่าแรงที่ต่ำกว่าไทย แต่แรงงานส่วนใหญ่มีการศึกษาและทักษะที่เพียงพอต่ออุตสาหกรรมการผลิตระดับโลก โดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งทอ บริษัทข้ามชาติ เช่น Samsung, Intel และ Foxconn ต่างเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิตหลัก เนื่องจากสามารถใช้แรงงานจำนวนมากในต้นทุนที่แข่งขันได้ ขณะที่ไทยเผชิญปัญหาค่าแรงที่สูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานในบางสาขา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในระยะยาว

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)

อีกจุดที่เวียดนามแซงไทยได้ชัดเจนคือ ความสำเร็จในการขยายเครือข่าย FTA เวียดนามเข้าร่วมทั้งความตกลง CPTPP, RCEP และ EVFTA กับสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ และสร้างมาตรฐานทางการค้าระดับสูง นักลงทุนต่างชาติมองว่าเวียดนามสามารถเป็นประตูสู่การเข้าถึงตลาดใหญ่ทั้งเอเชียและยุโรป ในขณะที่ไทยกลับติดขัดทั้งการเมืองภายในและการต่อรองทางการทูต ทำให้การเจรจา FTA หลายฉบับล่าช้า ส่งผลให้นักลงทุนเลือกเวียดนามเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกแทนไทย

การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก

เวียดนามยังได้รับประโยชน์จาก การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะหลังสงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน นักลงทุนจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยง เวียดนามสามารถฉวยโอกาสนี้ได้ทันทีด้วยการจัดสรรเขตเศรษฐกิจพิเศษ ปรับปรุงท่าเรือ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ทำให้บริษัทต่างชาติมองว่าเวียดนามมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตใหม่ ขณะที่ไทยแม้มีโครงการ EEC (Eastern Economic Corridor) แต่การดำเนินงานจริงกลับล่าช้าและไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดในระดับเดียวกับเวียดนาม

บทบาทของรัฐบาลและความโปร่งใส

นักลงทุนต่างชาติมักมองว่า เสถียรภาพและความโปร่งใสของรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน เวียดนามแม้ยังมีข้อจำกัดด้านประชาธิปไตย แต่รัฐบาลสามารถสร้างภาพลักษณ์ของการบริหารที่มีเสถียรภาพ ตัดสินใจรวดเร็ว และมีทิศทางชัดเจน ในทางตรงกันข้าม ไทยเผชิญปัญหาการเมืองภายในที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายขาดหาย และเกิดความไม่มั่นใจว่านโยบายที่ประกาศออกมาจะถูกดำเนินการจริงหรือไม่

ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เวียดนามยังสามารถสร้าง แบรนด์ประเทศ ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะประเทศที่เปิดรับการลงทุน โดยมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกและนโยบายดึงดูดนักลงทุนอย่างจริงจัง ความสำเร็จในการดึงดูดบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตได้สร้างเอฟเฟกต์ทางความเชื่อมั่นให้นักลงทุนรายอื่น ๆ ตัดสินใจตามเข้ามา ในขณะที่ไทยกลับถูกวิจารณ์เรื่องความไม่แน่นอนทางนโยบาย และภาพลักษณ์ด้านระบบราชการที่ซับซ้อนจนทำให้เสียโอกาสในการแข่งขัน

บทสรุปและบทเรียนสำหรับไทย

การที่เวียดนามสามารถแซงไทยในด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่เจตจำนงทางการเมืองที่ไม่สั่นคลอน การปฏิรูปกฎหมายและลดขนาดระบบราชการที่เป็นรูปธรรม การเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่าย FTA ชั้นนำ ไปจนถึงการสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่เปิดกว้างและแข่งขันได้ ขณะที่ไทยกลับยังคงติดหล่มอยู่กับระบบราชการที่เทอะทะ กฎหมายที่ล้าสมัย และนโยบายที่ขาดความต่อเนื่อง

บทเรียนสำคัญสำหรับไทยคือ หากยังไม่สามารถ ผ่าตัดเชิงโครงสร้าง ได้จริง ไม่เพียงแค่ลดขั้นตอน แต่ต้องกล้าเผชิญกับแรงต้านผลประโยชน์และวางยุทธศาสตร์การลงทุนระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ—ไทยก็จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร และถูกเพื่อนบ้านในภูมิภาคแซงหน้าทีละก้าว ในโลกที่ทุนเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ประเทศที่ช้าเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงการเสียโอกาสทั้งทศวรรษ

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...