อิเกีย ไทย ทุ่ม 250 ล้านบาท ตรึงราคาสินค้าเตรียมขยายสาขาภาคอีสาน
อิเกีย ประเทศไทย ประกาศแผนธุรกิจเชิงรุกปีงบประมาณ 2569 ตั้งเป้าโต6% เตรียมงบ 200-250 ล้านบาท ตรึงราคาสินค้า 2,500 รายการให้ต่ำกว่า 200 บาทตลอดปี พร้อมขยายสาขาใหม่ในรูปแบบเดียวกับเชียงใหม่สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ควบคู่รุกตลาด B2B หวังยอดขายแตะ 170 ล้านบาทในปีนี้และ300 ล้านใน 4 ปี
นางลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่าแม้สภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งอุปสงค์ที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ อิเกีย ประเทศไทย ยังคงสร้างผลประกอบการที่น่าพอใจ โดยสามารถทำกำไรได้ดีและเติบโตเกินเป้าหมายที่วางไว้ 6.3%
อย่างไรก็ตาม ยอดขายโดยรวมเติบโตเพียง 1% ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อรับมือกับความท้าทายในปีถัดไป อิเกียจึงได้ประกาศแผนกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับปีงบประมาณ 2569 (กันยายน 2568 - สิงหาคม 2569) โดยตั้งเป้าการเติบโตที่ 6%
โดยกลยุทธ์หลัก 3 ประการที่จะขับเคลื่อนการเติบโตตลาด B2Cในปีนี้ได้แก่
1. การลงทุนด้านราคา: “Everyday More Value คุ้มค่ากว่าในทุกวัน”
ผู้บริโภคในปัจจุบันมีกำลังซื้อที่จำกัด อิเกีย ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้จริง โดยได้จัดงบประมาณกว่า 200-250 ล้านบาท เพื่อลงทุนในการตรึงราคาสินค้ากว่า 2,500 รายการ ให้มีราคาต่ำกว่า 200 บาทตลอดทั้งปี
กลยุทธ์นี้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ของตกแต่งบ้านชิ้นเล็กๆ ไปจนถึงอาหารยอดนิยมในร้าน เช่น กาแฟเย็นราคาเพียง 29 บาท เพื่อทำให้ทุกคนสามารถตกแต่งบ้านในสไตล์ที่ใช่ได้อย่างคุ้มค่า
นอกจากนี้ อิเกียยังคงเดินหน้าจัดแคมเปญยอดนิยมอย่าง “ดับเบิ้ลเดย์” ที่ให้ลูกค้าสามารถนำเฟอร์นิเจอร์อิเกียเก่ามาแลกซื้อคืนได้ในราคา 2 เท่าของราคาประเมิน ซึ่งไม่ใช่แค่การลดราคา แต่เป็นการสร้างความหมายและมูลค่าที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า
2. โฟกัสกลุ่มสินค้าครัว: ความสุขที่เริ่มต้นจากห้องครัว
สำหรับโฟกัสในปีนี้อิเกียเน้นไปที่ “ครัว” โดยจะเปิดตัวแคมเปญ IKEA Complete Kitchen, Cooking and Eating เพื่อนำเสนอโซลูชันห้องครัวแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบไปจนถึงการจัดเก็บหลังรับประทานอาหาร เพื่อทำให้การทำอาหารเป็นเรื่องที่ง่าย สนุก และเป็นไปได้สำหรับทุกคนในราคาที่จับต้องได้
3. ขยายสาขาและการเข้าถึง: จากเชียงใหม่สู่ภาคอีสาน
อิเกียมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับ IKEA Chiang Mai Order Point ซึ่งเป็นโมเดลต้นทุนต่ำแต่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพไปยัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ลูกค้าในภูมิภาคนี้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการของอิเกียได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น
“คนไทยมีกระเป๋าเงินค่อนข้างบาง สิ่งที่เราช่วยคือเสนอราคาย่อมเยาจับต้องได้เพื่อให้คนไทยเข้าถึงการตกแต่งบ้านที่มีสไตล์ได้ เราจะลงทุนในการลดราคาสินค้าแบบตรึงราคาตลอดทั้งปีแต่ยังเน้นย้ำถึงคุณภาพที่ให้ลูกค้าด้วย การนำเสนอ Accessories เครื่องครัวซึ่งเป็นโฟกัสของปีรวมทั้งการทำให้แคมเปญมีความหมายมากกว่าการลดราคาในดับเบิ้ลเดย์เช่น แลกซื้อคืนเฟอร์นิเจอร์เก่าอิเกียในราคา 2 เท่าซึ่งจะทำต่อเนื่องใน10/10 ,11/11 และ12/12”
ขยายฐานธุรกิจสู่ภาคองค์กร: IKEA for Business
นอกเหนือจากกลยุทธ์สำหรับลูกค้าทั่วไปแล้ว อิเกียยังให้ความสำคัญกับการเติบโตในตลาดธุรกิจ (B2B) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของการเติบโตในอนาคต ซึ่ง พรภัคย์ จินตโกวิท IKEA for Business Manager อิเกีย ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังมีความท้าทายแต่ภาคธุรกิจยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่มีการสร้าง ขาย และขยายโครงการ รวมถึงมีจำนวนยูนิตมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งโรงแรมและสำนักงานที่มีการรีโนเวตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งIKEA for Businessเป็น one-stop solution แบบ personalization ซึ่งมีความต้องการโซลูชันการตกแต่งที่ยืดหยุ่นและคุ้มค่า
จุดแข็งของ IKEA for Business คือทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ บริการครบวงจรตั้งแต่การวางแผน การจัดส่ง การประกอบ ไปจนถึงโปรแกรมสะสมคะแนนส่วนลดแบบขั้นบันได ที่จะนำเสนอให้ลูกค้าองค์กรมากขึ้น ควบคู่ไปกับการวางกลยุทธ์ด้าน partnership กับทั้งอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โรงแรม สถานศึกษา (มหาวิทยาลัย) และร้านอาหารคาเฟ่
ปัจจุบัน IKEA for Business มีฐานลูกค้ากว่า 3,000 ราย โดย 30% เป็นลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ และมีโครงการใหม่ๆ อยู่ในแผนงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับเป้าหมายการเติบโตนั้น อิเกียตั้งเป้ายอดขายในธุรกิจ B2B ไว้ที่ 170 ล้านบาท ในปี 2569 และทะยานสู่ 300 ล้านบาท ภายใน 4 ปีข้างหน้า
“เรามีโครงการอยู่ใน pipeline และมีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เราสามารถดูแลได้ทั้งลูกค้าขนาดเล็ก กลาง และใหญ่”