“อินโดนีเซีย” ทุ่ม 9 พันล้านดอลลาร์ ซื้อเครื่องบินรบ J-10 จากจีน เสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ
"อินโดนีเซีย" ทุ่ม 9 พันล้านดอลลาร์ ซื้อเครื่องบินรบ J-10 จากจีน เสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ นักวิเคราะห์เตือนแนวทางจัดซื้ออาวุธจากหลายประเทศอาจสร้างปัญหาความเข้ากันได้ของระบบ
วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 12.33 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า อินโดนีเซียประกาศแผนจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ J-10 จากจีนจำนวน 42 ลำ มูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมด้วยเรือรบติดอาวุธนำวิถีและขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากจีน การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมแสนยานุภาพทางทหารของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูบิอันโต ซึ่งในปีนี้เพียงปีเดียว รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดหาอาวุธใหม่ 65.5 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 3.9 พันล้านดอลลาร์
งบจัดซื้อดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 52% จากปี 2567 โดยยังไม่ชัดเจนว่างบประมาณ 65.5 ล้านล้านรูเปียห์นี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของการจัดซื้อเครื่องบินจากจีนหรือไม่ทั้งหมด ทั้งนี้พูร์บายา ยูดี ซาเดวารัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่าได้จัดสรรงบประมาณเบื้องต้น 1.6 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการนี้ในปีงบประมาณหน้า
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามต่อเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ของการซื้อเครื่องบินขับไล่จากจีน โดยระบุว่าแม้การจัดซื้อดังกล่าวจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพอินโดนีเซียและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ แต่แนวทางการจัดซื้อจากหลายประเทศพร้อมกันอาจสร้างปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ของระบบ (interoperability)
อินโดนีเซียพึ่งหลายแหล่งอาวุธ มรดกจากยุคคว่ำบาตรสหรัฐ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อินโดนีเซียจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากหลายประเทศทั่วโลก
ราห์มัน ยาคอบ นักวิจัยจาก Lowy Institute ประเทศออสเตรเลีย ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ว่า “การที่สหรัฐเคยคว่ำบาตรการขายอาวุธให้กับอินโดนีเซียระหว่างปี 1999–2005 ทำให้ประเทศต้องหลีกเลี่ยงการพึ่งพาผู้จัดหารายเดียว”
ปัจจุบันกองทัพอากาศอินโดนีเซียมีหรืออยู่ระหว่างจัดซื้อเครื่องบินรบจาก 7 ประเทศ และมีแผนขยายฝูงบินอย่างรวดเร็ว หากได้รับมอบครบทุกลำที่สั่งไว้ ได้แก่ 48 ลำจากเกาหลีใต้และตุรกี, 42 ลำจากฝรั่งเศส, และล่าสุด 42 ลำจากจีน จะทำให้ขนาดกองทัพอากาศเพิ่มขึ้นมากกว่า สามเท่า
การตัดสินใจจัดซื้อ J-10 จากจีน ยังถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับรายงานที่ระบุว่าเครื่องบินรุ่นนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Rafale ของฝรั่งเศส ในเหตุปะทะระหว่างอินเดีย–ปากีสถานเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งอินโดนีเซียเองก็เพิ่งสั่งซื้อ Rafale ไปเมื่อปี 2565 ขณะปราโบโวยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม
อาคิล คาดิดาล นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยด้านกลาโหม Janes กล่าวกับ Nikkei ว่า “เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียติดตามประสิทธิภาพของ Rafale และ J-10 อย่างใกล้ชิด และดูเหมือนว่าพวกเขาเลือก J-10 เพราะมีขีดความสามารถในการรบทางอากาศระยะไกลที่ดีกว่า”
ปัญหาทะเลนาตูนาไม่ใช่ประเด็นหลัก อินโดนีเซียกังวลปาปัวตะวันตกมากกว่า
แม้ทะเล นาตูนา (Natuna Sea) จะเป็นพื้นที่ที่จีนอ้างสิทธิ์ในเส้นประเก้าจุด (Nine-dash line) แต่กองทัพอินโดนีเซียกลับไม่มองว่าเป็นภัยคุกคามเร่งด่วน ยาคอบกล่าวว่า “ข้อมูลจากกองทัพเรืออินโดนีเซีย (TNI-AL) แสดงให้เห็นว่าการรุกล้ำน่านน้ำโดยจีนลดลงมาก”
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่ากองทัพอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับการปราบปรามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนใน จังหวัดปาปัวตะวันตกมากกว่า และมีความกังวลต่อการแทรกแซงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก ซึ่งเป็นบทเรียนจากการแทรกแซงของออสเตรเลียใน ติมอร์ตะวันออกปี 1999 ที่นำไปสู่การแยกตัวเป็นเอกราช
เครื่องบินรบ J-10 จึงอาจถูกใช้เพื่อโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มกบฏและสนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดิน รวมถึงป้องกันการละเมิดน่านฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐ หรือมาเลเซีย ซึ่งอินโดนีเซียมีข้อพิพาททางทะเลมายาวนาน
อย่างไรก็ดีนักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า J-10 จะสามารถตอบโจทย์ได้จริงเพียงใด
แซนดี จูดา ปราตามา จาก Indo Pacific Strategic Intelligence ระบุว่า “ในทางทฤษฎี J-10 จะช่วยยกระดับศักยภาพของกองทัพอินโดนีเซียได้แน่ แต่ในทางปฏิบัติ การผสานระบบจีนเข้ากับระบบที่มีอยู่เดิมจะเป็นความท้าทายใหญ่”
ปัญหา Interoperability และความไม่แน่นอนของโครงการ
การจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากหลากหลายประเทศ แม้จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตร แต่กลับสร้างปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อระบบทางเทคนิค คาดิดาลอธิบายว่าประสิทธิภาพของเครื่องบิน J-10C ที่ปากีสถานใช้อยู่ เกิดจากการบูรณาการเข้ากับระบบป้องกันภัยทางอากาศของจีน ซึ่งอินโดนีเซียอาจไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับในระดับเดียวกัน
ขณะที่ยาคอบมองว่า “ความเข้ากันได้ของระบบ” ไม่ใช่สิ่งที่ทหารอินโดนีเซียกังวลมากนัก
“พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีระบบที่เชื่อมต่อซับซ้อน เพียงพอสำหรับใช้ในปฏิบัติการต่อต้านกบฏก็เพียงพอแล้ว” เขากล่าว
รุ่นที่จัดซื้อยังไม่แน่ชัด อาจได้ J-10B แทนรุ่น C
แม้จากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจะระบุว่า อินโดนีเซียจะจัดซื้อ J-10C รุ่นล่าสุด ซึ่งจีนเน้นทำตลาดส่งออก แต่แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมกลับเผยว่า อาจเป็นรุ่น J-10B
ริซวัน ราห์มัต นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Janes กล่าวว่า “แหล่งข่าวในกระทรวงกลาโหมบอกกับผมอย่างชัดเจนว่าพวกเขากำลังพิจารณารุ่น B มากกว่า”
แม้ J-10B จะมีสมรรถนะด้อยกว่ารุ่น C แต่เนื่องจากจีนอยู่ระหว่างปลดประจำการรุ่น B อินโดนีเซียจึงสามารถจัดซื้อได้รวดเร็วและในจำนวนมาก อีกทั้งราคาถูกกว่า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ในโครงการสวัสดิการ เช่น อาหารกลางวันฟรีในโรงเรียน
อย่างไรก็ตามปราตามาเตือนว่าการซื้อเครื่องบินที่ราคาถูกกว่าไม่ได้หมายถึงประหยัดกว่าในระยะยาว “ต้นทุนตลอดอายุการใช้งานจะสูงกว่า แม้ราคาซื้อจะต่ำ เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและฝึกอบรมเพิ่มเติม”
โครงการอาจสะดุดหลังเปลี่ยนรัฐบาล
สุดท้ายยังมีคำถามว่าโครงการจัดซื้อ J-10 ทั้งหมดจะเดินหน้าต่อหรือไม่ เนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาลในอินโดนีเซียมักทำให้โครงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป ซึ่งเครื่องบินชุดแรกอาจส่งมอบได้เร็วสุดในปีหน้า แต่กำหนดเวลาการส่งมอบทั้งหมดยังไม่แน่นอน
“โครงการนี้เป็นแนวคิดของประธานาธิบดีปราโบโวโดยตรง …ผมคิดว่าหากเขาพ้นตำแหน่ง โครงการนี้ก็อาจถูกพักไว้เช่นกัน”
อ้างอิง : asia.nikkei.com