โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พิชัย” ให้กำลังใจ “ศุภจี” ทำงานสำเร็จ แนะ กำหนด KPI 4 เรื่อง

The Better

อัพเดต 15 ต.ค. 2568 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 15 ต.ค. 2568 เวลา 01.43 น. • THE BETTER
“พิชัย” ให้กำลังใจ “ศุภจี” ทำงานให้สำเร็จ ห่วง ความคาดหวังของสังคมสูง ถ้าทำผลงานไม่ได้คนจะผิดหวังมาก แนะ กำหนด KPI 4 เรื่อง ใน 4 เดือน

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว. พาณิชย์ ให้ทำงานให้สำเร็จตามความคาดหวังที่สูงของประชาชนและกองเชียร์ ทั้งนี้หลังจากที่คุณศภจีได้เข้าไปทำงานจริงๆแล้ว จะพบว่างานในกระทรวงพาณิชย์มีเป็นจำนวนมาก และปัญหาก็มีมากเช่นกัน หากทำไม่ได้ตามที่คาดหวังจะทำให้สังคมผิดหวังอย่างรุนแรงและจะเสียชื่อเสียงได้ นอกจากนี้อยากให้ศึกษารายละเอียดในแต่ละเรื่องให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทำให้สำเร็จได้ยาก ทั้งนี้อยากให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำงานดังนี้

เรื่อง การส่งข้าว 280,000 ตันไปประเทศจีน ตนได้ติดต่อกับจีนตั้งแต่ปลายปี 67 และ ตลอด ปี 68 โดยเรื่องดังกล่าวผูกพันกับโครงการรถไฟความเร็วสูงตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทยที่จีนตกลงซื้อข้าวจากไทยจำนวน 1 ล้านตัน และไทยส่งไปแล้ว 720,000 ตัน แต่ยังขาดอีก 280,000 ตัน ที่จีนขอให้ผูกพันกับความคืบหน้าของโครงการรถไฟความเร็วสูง ถ้าทำเรื่องรถไฟความเร็วสูงควบคู่ไปได้ก็จะขายได้ทันทีเลย อย่างไรก็ตามตนอยากให้ดูตัวอย่างของการจัดงาน Thai Rice Convention ในวันที่ 25-27 พฤษภาคม ที่ผ่านมาที่กระทรวงพาณิชย์ในสมัยตนจัด และสามารถขายข้าวได้กว่า 6.6 แสนตัน และอีกแนวทางในการหาตลาดใหม่ โดยการไปขายข้าวที่ทวีปอัฟริกา ซึ่งขายข้าวได้กว่า 4 แสนตัน เป็นต้น แต่ราคาข้าวจะยังเป็นปัญหามากจากการที่อินเดียทุ่มตลาดในราคาที่ต่ำมาก

การปลูกกล้วยหอมส่งญี่ปุ่น เป็นแนวทางที่ถูกต้อง โดยจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างมาก ประเทศเวียดนามก็ได้ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมเพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น แข่งกับฟิลิปปินส์ที่เป็นเจ้าตลาด โดยมีความต้องการถึงปีละ 1 ล้านตัน แต่ไม่สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ต้องเลือกพื้นที่ปลูก และ ต้องมีวิธีการปลูกและวิธีการเก็บตามแนวทางของญี่ปุ่น ซึ่งตนได้ทดลองปลูกร่วมกับผู้นำเข้าที่ญี่ปุ่นแล้ว 125,000 ต้นที่อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา และกำลังรอผลผลิตเพื่อพิสูจน์รายได้และการขยายพื้นที่ปลูกในอนาคต ตอนที่ตนเสนอกลับโดนโจมตีทั้งที่เป็นโครงการที่ดี แต่ รมว. พาณิชย์เสนอคนกลับชื่นชม จึงไม่แน่ใจว่าทำไมถึงต้องลบคลิปสัมภาษณ์และลบข่าวออกหมด และยังให้โฆษกรัฐบาลออกมาโต้ตอบแทนแบบข้อมูลบิดเบือน อ้างว่าไม่เหมือนกัน ทั้งที่เหมือนกันทุกอย่างเพราะข้อมูลมาจากแหล่งเดียวกัน

การส่งออกมันสำปะหลังกว่า 7.5 ล้านตันไปจีน ซึ่งเป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวขอร้องจีนให้ซื้อเพื่อไปทำอัลกอฮอล์ ทั้งที่ราคาข้าวโพดราคาต่ำมากผลิตอัลกอฮอล์ได้ราคาต่ำกว่าอัลกอฮอล์ที่ทำจากมันสำปะหลังมากแต่จีนก็ยังช่วยซื้อจำนวนมาก แต่ราคามันสำปะหลังก็ไม่ดีนักเนื่องจากจีนเป็นผู้กำหนดราคา

นอกจากนี้ยังมี การจัดการราคาผลไม้ที่ราคาลดลงมาก จากผลผลิตที่ออกมามาก เช่น ลำใย มังคุด มะม่วง ฯลฯ โดยตนได้แก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนที่มีการปนเปื้อนสาร BY2 ให้สามารถส่งออกไปจีนได้อย่างเรียบร้อยในฤดูกาลที่ผ่านมา ได้เงินเข้าประเทศกว่าแสนล้านบาท

ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์ควรเร่งดำเนินการและสมารถทำให้สำเร็จได้ภายใน 4 เดือน ที่ต้องถือเป็น KPI สำคัญ มี 4 เรื่องดังนี้

1. การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เช่น ราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง ราคาผลไม้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร ปัจจุบันราคาข้าวยังต่ำกว่าราคาสมัยที่ตนบริหาร โดยสมัยนั้นข้าวเปลือกนาปีอยู่ที่ตันละ 10,000 -11,000 บาท และข้าวเปลือกนาปรัง อยู่ที่ ตันละ 8,800-9,000 บาท

2. การรักษาระดับการส่งออก โดยการส่งออก 7 เดือนแรกของปีนี้ ที่ตนบริหารอยู่ขยายถึง 14.4% และ 10 เดือนที่นายกฯ แพทองธารบริหาร การส่งออกสูงถึง 13.3% การจะรักษาระดับการส่งออกให้อยู่ในระดับนี้จะทำอย่างไร โดยการเจรจา Tariff กับสหรัฐได้ผ่านไปด้วยดีแล้ว ทั้งนี้การคาดการณ์ส่งออกเดิมที่ 2-3% เป็นการคาดการณ์เมื่อ มกราคม 2568 ก่อนการส่งออกจะพุ่ง และ ก่อนการแก้ปัญหาภาษีทรัมป์ และตนได้ขยับการคาดการณ์เป็นกว่า 10% แล้ว โดย 8 เดือนยังขยายได้ 13.3% ซึ่งตามที่ รมว. พาณิชย์ให้ สัมภาษณ์ว่าจะขยายได้ 6-7% แสดงว่าอีก 4 เดือนที่เหลือการส่งออกจะติดลบ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ อยากให้คำนวณให้ดี และ อยากให้ รักษาระดับการขยายตัวการส่งออกให้ได้ เพราะจะทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจกลับมาเร็ว เหมือนประเทศเวียดนาม ที่การส่งออกและ การลงทุนขยายตัวมากจน เศรษฐกิจเวียดนามแซงไทย โดยในไตรมาสที่ 3 เศรษฐกิจเวียดนามขยายได้ถึง 8.23%

3. การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับ สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งตนได้ดำเนินการไว้แล้วและคาดหวังว่าจะจบได้ก่อนวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ตามที่ได้ตกลงกันแล้วกับ Mr. Maros Sejkovic, EU commissioner on Trade ดังนั้นจึงอยากให้ทำให้สำเร็จได้ในเวลาที่กำหนด โดยก่อนหน้านี้ ตนสามารถจบการเจรจากับ EFTA (สวิส นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ลิคเตนสไน์) ในเวลาเพียง 2 เดือนครึ่ง (หลังจากที่เจรจาค้างมากว่า 10 ปี) และ สามารถไปเซ็น FTA กัน EFTA ได้ในวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างการประชุม WEF และ ต่อมาในวันที่ 4 เมษายน ได้เซ็น FTA กับ ประเทศ ภูฏาน ที่กรุงเทพระหว่างการประชุม Bimstec

4. การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพไหลทะลักเข้ามาในประเทศไทย และ การแก้ปัญหานอมินี ซึ่งตนได้ดำเนินการไว้แล้ว โดยมีการฟ้องร้องสินค้าด้อยคุณภาพ 57,739 คดีและ กำลังตรวจสอบนอมินีกว่า 46,918 ราย อยากให้ เร่งดำเนินการให้เห็นผลโดยเร็ว เพราะ ธุรกิจ SMEs ได้รับผลกระทบอย่างมาก

เหมือนที่ได้กล่าวไว้ กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องอีกมาก ซึ่งคงต้องใช้เวลานานกว่าจะแก้ไขได้ ดังนั้นจึงอยากเสนอเรื่องสำคัญเพียง 4 เรื่องนี้ในเวลา 4 เดือน ให้ รมว. พาณิชย์คนใหม่แสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อไม่ทำให้ประชาชนและกองเชียร์ที่คาดหวังไว้ต้องผิดหวัง และ เชื่อว่าน่าจะต้องทำได้ โดยเมื่อสิ้นสุดรัฐบาลนี้แล้วจะได้มาวัดผลกันว่าผลงานเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ ขอให้กำลังใจ ขอให้ทำงานให้สำเร็จ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...