กรธ. มีชัย ตั้งใจออกแบบให้ใช้มาตรฐานจริยธรรมสอยรัฐบาลได้ 2 ทาง
“มาตรฐานทางจริยธรรม” คำนี้มีขึ้นครั้งและเพื่อใช้กำกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐธรรมนูญ 2550 โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รวมถึงประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอให้วุฒิสภามีมติ “ถอดถอน” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งมา ก็ยังสร้างกลไกให้มี "มาตรฐานทางจริยธรรม" มากำกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาคดีคือศาลฎีกา อย่างไรก็ดี “มาตรฐานทางจริยธรรม” ยังถูกกำหนดไว้ในคุณสมบัติของรัฐมนตรีอีก ซึ่งอำนาจในการพิจารณาอยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่า หากจะใช้ประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมเล่นงานรัฐบาลให้พ้นตำแหน่ง จะสามารถเดินได้สองช่องทาง และสามารถฟ้องคดีได้ 2 ศาล ทั้งทางศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกร้องได้ 2 ทาง ขึ้นได้ 2 ศาล
มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 (มาตรฐานทางจริยธรรมฯ) เริ่มใช้บังคับวันที่ 31 มกราคม 2561 สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับกรรมการองค์กรอิสระสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
กระบวนการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 ให้เริ่มจากการส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาไต่สวนและมีความเห็น หาก ป.ป.ช. เห็นว่ามีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าว ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ
นอกจากช่องทางดังกล่าว รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (5) ยังกำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการกำหนดไว้เหมือนลักษณะต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 202 (10) ซึ่งการพิจารณาว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามที่จะส่งผลให้พ้นตำแหน่งหรือไม่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9)
ผู้ที่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ มี 2 กรณี คือ
1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 170 วรรคท้าย
2) สส. หรือสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ตามมาตรา 170 วรรคท้ายประกอบมาตรา 82
กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเพราะขาดคุณสมบัติ ผลที่ตามมาคือ บุคคลนั้นก็จะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แต่กรณีที่ผู้ที่ขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไปทั้งคณะด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งไปเพราะขาดคุณสมบัติจะไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้อีก เว้นเสียแต่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญยกเลิกคุณสมบัติในข้อนี้ไป หรือมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่ได้เขียนคุณสมบัติเรื่องฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงไว้อีก
กรธ.มีชัย ตั้งใจออกแบบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัย
ในตอนต้นของความพยายามร่างรัฐธรรมนูญ 2560 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้กำหนดเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้ในเงื่อนไขคุณสมบัติของรัฐมนตรี เห็นได้จากรายงานการประชุมกรธ. ครั้งที่ 45 วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ที่ยังไม่ได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้ ต่อมาในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 63 วันที่ 14 มกราคม 2559 กรธ. ร่างคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้กว้างๆ ว่า ต้องมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ต่อมาเงื่อนไขคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง เริ่มปรากฏในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 70 วันที่ 22 มกราคม 2559
ในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 74 วันที่ 28 มกราคม 2559 อัชพร จารุจินดา ได้ยกประเด็นขึ้นมาว่า การกำหนดหนดลักษณะต้องห้ามของ สส. โดยมีเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย จะทำให้กระบวนการพิจารณาเดินเป็น 2 ช่องทางหรือไม่ และตั้งคำถามด้วยว่า “อันนี้เราเจตนาให้ไปอย่างนั้นใช่ไหม” ด้านมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แจงว่าต้องมี 2 ช่องทางเพราะประชาชนทั่วไปไม่สามารถยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่สามารถไปร้องต่อ ป.ป.ช. ได้
จากคำถามของอัชพรและคำชี้แจงของมีชัย ก็สะท้อนให้เห็นว่าในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ที่ทักท้วงแล้วว่าหากกำหนดเงื่อนไขเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ในคุณสมบัติอีก จะทำให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปได้ 2 ช่องทาง แต่กรธ. ก็ไม่ได้นำเงื่อนไขดังกล่าวออกไป จากหลักฐานในบันทึกการประชุมเหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ “ตั้งใจ” ออกแบบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงในกระบวนการร่าง
รัฐธรรมนูญ 50 เริ่มคุมจริยธรรม ให้ สส. - ประชาชน ส่งสว. ลงมติถอดถอน
เมื่อย้อนเปรียบเทียบดูรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับก่อนหน้า ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้กำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นกิจจลักษณะ บทบัญญัติที่ใกล้เคียงที่สุด คือ มาตรา 77 กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้มีกลไกบังคับใช้จริงจัง
ในรัฐธรรมนูญ 2550 เริ่มนำมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการระดับสูง แต่กระบวนการแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2560 กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่พิจารณา “ถอดถอนจากตำแหน่ง” ก็คือวุฒิสภา ซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง สรรหาครึ่งหนึ่ง
รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 270 กำหนดให้วุฒิสภาสามารถพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการระดับสูงตำแหน่งเหล่านี้ได้ หากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง
นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรี
สส.
สว.
ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลปกครองสูงุด
อัยการสูงสุด
กรรมการการเลือกตั้ง
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง
ส่วนผู้ที่มีสิทธิริเริ่มส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอน คือ
สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 20,000 คน
สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 สำหรับกรณีเข้าชื่อเสนอถอดถอน สว.
ก่อนที่วุฒิสภาจะพิจารณาถอดถอน ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องไปให้ป.ป.ช. พิจารณาเบื้องต้นว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลหรือไม่ และต้องใช้มติป.ป.ช. ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด ถ้าข้อกล่าวหามีมูล ป.ป.ช. จะส่งรายงานและเอกสารทั้งหมดกลับไปที่ประธานวุฒิสภาให้ดำเนินการถอดถอน และถ้าเป็นกรณีถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือทุจริตต่อหน้าที่ ป.ป.ช จะส่งไปให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่ถ้าป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีมูล ข้อกล่าวหานั้นก็จะตกไป ไปไม่ถึงกระบวนการพิจารณาถอดถอน
การพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งโดยวุฒิสภา จะต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ สว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และใช้วิธีลงมติโดยลับ ถ้าวุฒิสภามีมติถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้พ้นตำแหน่งนับจากวันที่มีมติและตัดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิรับราชการเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 มีประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อสว. หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการถอดถอนผู้ใด ก็มีการรัฐประหารและยกเลิกกระบวนการทั้งหมดเสียก่อน