โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรธ. มีชัย ตั้งใจออกแบบให้ใช้มาตรฐานจริยธรรมสอยรัฐบาลได้ 2 ทาง

iLaw

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 15.19 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 15.19 น. • iLaw

“มาตรฐานทางจริยธรรม” คำนี้มีขึ้นครั้งและเพื่อใช้กำกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐธรรมนูญ 2550 โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) รวมถึงประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อเสนอให้วุฒิสภามีมติ “ถอดถอน” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ

ในรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งมา ก็ยังสร้างกลไกให้มี "มาตรฐานทางจริยธรรม" มากำกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาคดีคือศาลฎีกา อย่างไรก็ดี “มาตรฐานทางจริยธรรม” ยังถูกกำหนดไว้ในคุณสมบัติของรัฐมนตรีอีก ซึ่งอำนาจในการพิจารณาอยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่า หากจะใช้ประเด็นมาตรฐานทางจริยธรรมเล่นงานรัฐบาลให้พ้นตำแหน่ง จะสามารถเดินได้สองช่องทาง และสามารถฟ้องคดีได้ 2 ศาล ทั้งทางศาลฎีกาและศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกร้องได้ 2 ทาง ขึ้นได้ 2 ศาล

มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 (มาตรฐานทางจริยธรรมฯ) เริ่มใช้บังคับวันที่ 31 มกราคม 2561 สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมาบังคับใช้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกับกรรมการองค์กรอิสระสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)

กระบวนการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 235 ให้เริ่มจากการส่งเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาไต่สวนและมีความเห็น หาก ป.ป.ช. เห็นว่ามีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าว ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งด้วยก็ได้แต่ต้องไม่เกิน 10 ปี และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

นอกจากช่องทางดังกล่าว รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 160 (5) ยังกำหนดคุณสมบัติของรัฐมนตรีว่า ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการกำหนดไว้เหมือนลักษณะต้องห้ามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 202 (10) ซึ่งการพิจารณาว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามที่จะส่งผลให้พ้นตำแหน่งหรือไม่เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (9)

ผู้ที่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ มี 2 กรณี คือ
1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามมาตรา 170 วรรคท้าย
2) สส. หรือสว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ตามมาตรา 170 วรรคท้ายประกอบมาตรา 82

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเพราะขาดคุณสมบัติ ผลที่ตามมาคือ บุคคลนั้นก็จะพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี แต่กรณีที่ผู้ที่ขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไปทั้งคณะด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่พ้นตำแหน่งไปเพราะขาดคุณสมบัติจะไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้อีก เว้นเสียแต่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญยกเลิกคุณสมบัติในข้อนี้ไป หรือมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยไม่ได้เขียนคุณสมบัติเรื่องฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงไว้อีก

กรธ.มีชัย ตั้งใจออกแบบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัย

ในตอนต้นของความพยายามร่างรัฐธรรมนูญ 2560 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้กำหนดเรื่องมาตรฐานจริยธรรมไว้ในเงื่อนไขคุณสมบัติของรัฐมนตรี เห็นได้จากรายงานการประชุมกรธ. ครั้งที่ 45 วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ที่ยังไม่ได้ถกเถียงกันในเรื่องนี้ ต่อมาในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 63 วันที่ 14 มกราคม 2559 กรธ. ร่างคุณสมบัติของรัฐมนตรีไว้กว้างๆ ว่า ต้องมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม ต่อมาเงื่อนไขคุณสมบัติรัฐมนตรีที่ต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง เริ่มปรากฏในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 70 วันที่ 22 มกราคม 2559

ในการประชุมกรธ. ครั้งที่ 74 วันที่ 28 มกราคม 2559 อัชพร จารุจินดา ได้ยกประเด็นขึ้นมาว่า การกำหนดหนดลักษณะต้องห้ามของ สส. โดยมีเรื่องการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย จะทำให้กระบวนการพิจารณาเดินเป็น 2 ช่องทางหรือไม่ และตั้งคำถามด้วยว่า “อันนี้เราเจตนาให้ไปอย่างนั้นใช่ไหม” ด้านมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แจงว่าต้องมี 2 ช่องทางเพราะประชาชนทั่วไปไม่สามารถยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่สามารถไปร้องต่อ ป.ป.ช. ได้

จากคำถามของอัชพรและคำชี้แจงของมีชัย ก็สะท้อนให้เห็นว่าในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ มีผู้ที่ทักท้วงแล้วว่าหากกำหนดเงื่อนไขเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไว้ในคุณสมบัติอีก จะทำให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปได้ 2 ช่องทาง แต่กรธ. ก็ไม่ได้นำเงื่อนไขดังกล่าวออกไป จากหลักฐานในบันทึกการประชุมเหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นได้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ “ตั้งใจ” ออกแบบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดหรือผิดหลงในกระบวนการร่าง

รัฐธรรมนูญ 50 เริ่มคุมจริยธรรม ให้ สส. - ประชาชน ส่งสว. ลงมติถอดถอน

เมื่อย้อนเปรียบเทียบดูรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับก่อนหน้า ในรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้กำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรมที่บังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นกิจจลักษณะ บทบัญญัติที่ใกล้เคียงที่สุด คือ มาตรา 77 กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้มีกลไกบังคับใช้จริงจัง

ในรัฐธรรมนูญ 2550 เริ่มนำมาตรฐานทางจริยธรรมมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการระดับสูง แต่กระบวนการแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ 2560 กล่าวคือ ตามรัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้มีองค์กรเดียวที่ทำหน้าที่พิจารณา “ถอดถอนจากตำแหน่ง” ก็คือวุฒิสภา ซึ่งมีที่มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง สรรหาครึ่งหนึ่ง

รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 270 กำหนดให้วุฒิสภาสามารถพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและตำแหน่งข้าราชการระดับสูงตำแหน่งเหล่านี้ได้ หากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง

  • นายกรัฐมนตรี

  • รัฐมนตรี

  • สส.

  • สว.

  • ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

  • ประธานศาลปกครองสูงุด

  • อัยการสูงสุด

  • กรรมการการเลือกตั้ง

  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน

  • กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

  • ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง

ส่วนผู้ที่มีสิทธิริเริ่มส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณาถอดถอน คือ

  • สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4

  • ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 20,000 คน

  • สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 สำหรับกรณีเข้าชื่อเสนอถอดถอน สว.

ก่อนที่วุฒิสภาจะพิจารณาถอดถอน ประธานวุฒิสภาจะส่งเรื่องไปให้ป.ป.ช. พิจารณาเบื้องต้นว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลหรือไม่ และต้องใช้มติป.ป.ช. ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด ถ้าข้อกล่าวหามีมูล ป.ป.ช. จะส่งรายงานและเอกสารทั้งหมดกลับไปที่ประธานวุฒิสภาให้ดำเนินการถอดถอน และถ้าเป็นกรณีถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือทุจริตต่อหน้าที่ ป.ป.ช จะส่งไปให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป แต่ถ้าป.ป.ช. เห็นว่าไม่มีมูล ข้อกล่าวหานั้นก็จะตกไป ไปไม่ถึงกระบวนการพิจารณาถอดถอน

การพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งโดยวุฒิสภา จะต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของ สว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และใช้วิธีลงมติโดยลับ ถ้าวุฒิสภามีมติถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่ง ให้พ้นตำแหน่งนับจากวันที่มีมติและตัดสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือสิทธิรับราชการเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 มีประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อสว. หลายครั้ง แต่ยังไม่เคยประสบความสำเร็จในการถอดถอนผู้ใด ก็มีการรัฐประหารและยกเลิกกระบวนการทั้งหมดเสียก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...