7 โบรกฯ ส่องหุ้น TU ประเมินราคาเป้าหมาย-คำแนะนำ
#TU #ทันหุ้น-โบรกเกอร์ 7 แห่งได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU โดยคาดการณ์ผลดำเนินงานไตรมาส 3/68 ซึ่งจะอยู่ประมาณ 1.2 พันล้านบาท ลดลง YoY และ QoQ ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้าสหรัฐ หรือ US Tariff อย่างไรก็ตามประเมินยอดขายยังมีการเติบโต ขณะเดียวกันได้ประเมินราคาเป้าหมายและคำแนะนำการลงทุน โดยมี”ทิสโก้”ให้ราคาสูงสุด 15.30 บาท แนะนำซื้อ ขณะที่”กรุงศรี” ให้ต่ำสุดที่ 11.80 บาท แนะนำถือ
บล.ทิสโก้ คาดว่า TU ในไตรมาส 3/68 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,202 ล้านบาท ลดลง 14% YoY และลดลง 6% QoQ จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ Ambient ขณะที่คาดว่ายอดขายรวมเติบโตทั้ง QoQ และ YoY โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวของปริมาณและการปรับขึ้นของยอดขาย Ambient ส่วน Pet Care คาดว่าจะเติบโตจากสัดส่วนสินค้าพรีเมียมกลับมาอยู่ในระดับปกติ 47–50% ขณะที่ Frozen คาดว่าจะเติบโตหลักเดียว และประมาณการกำไรทั้งปี 2568 จะลดลง 12% YoY จากความต้องการที่อ่อนตัวและผลลบจากภาษีนำเข้า อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรปี 2569 จะกลับมาเติบโต 16% จากสถานการณ์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น
โดยยังคงคำแนะนำซื้อ จากความชัดเจนของ US tariff ที่ประกาศอยู่ที่ 19% ต่ำกว่าที่เคยกังวลไว้ที่ 36% และคาดผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2569 โดยให้ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 15.30 บาท
บล.เอเซีย พลัส คาดว่าไตรมาส 3/68 TU จะมีกำไรปกติอยู่ที่ 1.19 พันล้านบาท ลดลง 5.7% qoq และ 21.5% yoy จากมาร์จิ้นอ่อนตัว YoY และ QoQ เหตุจาก AMBIENT ยังไม่สามารถปรับราคาขายชดเชยผลกระทบ US Tariff ได้ทั้งหมด, การทำโปรโมชั่น, การเปลี่ยนแปลง Customer Mix และการเพิ่มของต้นทุนปลาทูน่า รวมถึงมาร์จิ้น PET CARE อ่อนตัวจากสัดส่วน Premium ลดลง, การเพิ่มขึ้นของต้นทุนปลาและค่าเสื่อมโรงงานใหม่ รวมถึงปีก่อนมีฐานมาร์จิ้นสูง
โดยคงประมาณการปี 2568 ตามเดิม เนื่องจากสมมติฐานยังสอดคล้องกับเป้าหมายการเงินของบริษัท และให้น้ำหนักลงทุน Neutral ปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2569 ที่ 12.60 บาท แม้ใกล้เคียงราคาปัจุจบัน แต่ราคาเป้าหมายยังไม่ได้รวมผลกระทบกรณีหากมีการลดทุนของโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 (ปี 2567) รวม 200 ล้านหุ้น และครั้งที่ 4(ช่วง 1H68) จำนวน 400 ล้านหุ้น จะทำให้มูลค่าพื้นฐานขยับขึ้นมาเป็น 14.60 บาท รวมถึงคาดหมายเงินปันผลเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี
บล.ทรีนีตี้ คาดว่ากำไร TU งวดไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 1,205 ล้านบาท ลดลง 5% QoQ และลดลง 14% YoY ขณะที่รายได้เติบโตได้ดี จากปัจจัยฤดูกาล และการทำการตลาด แต่อัตรากำไรขั้นต้นอ่อนตัวลง เนื่องจากผลกระทบของ US Tariff ซึ่งบริษัทยังไม่สามารถปรับราคาขายเพื่อชดเชยผลกระทบได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูผลกระทบของ US Tariff ว่าบริษัทจะสามารถปรับขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยผลกระทบทั้งหมดได้หรือไม่ และหากสามารถปรับขึ้นราคาขายได้จริงจะกระทบในแง่ของยอดขายหรือไม่ โดยมองว่าราคาหุ้น TU มี Upside ค่อนข้างจำกัดกับราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ที่ 13.30 บาท จึงคงคำแนะนำเพียง ถือ
บล.กรุงศรี ยังคงคำแนะนำถือในหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 11.80 บาท โดยคาดว่ากำไรปกติงวดไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 1,130 ล้านบาท ลดลง 22% YoY และลดลง 6% QoQ ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับที่คาดไว้ก่อนหน้า สาเหตุหลักจากคาดอัตรากำไรขั้นต้นหรือ GPM ที่อ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 18.5% จากการปรับราจายเพิ่มขึ้นไม่ทันกับต้นทุนของ US Reciprocal Tariff ที่เพิ่มขึ้น แม้คาดรายได้เพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้น YoY และ QoQ จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/68 คาดกำไรปกติลดลง YoY,QoQ จากผลกระทบ US Reciprocal Tariff เต็มไตรมาสและอุปสงค์อาจลดลงจากกำลังซื้ออ่อนแอลง ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2568 ที่ 3,865 ล้านบาท ลดลง 22% มองว่าเป็นปีที่ค่อนข้างท้าทายของ TU
บล.ดาโอ(ประเทศไทย) คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/68 ของ TU อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ลดลง 15% YoY แต่เพิ่มขึ้น 3% QoQ ใกล้เคียงกรอบที่คาดประเมินเบื้องต้น และคงประมาณการกำไรปกติทั้งปี 2568 อยู่ที่ 4.4 พันล้านบาท ลดลง 13% YoY ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/68 คาดว่ามีโอกาสกลับมาฟื้น YoY จากยอดขายโดยรวมดีขึ้น และ SG&A/Sale อ่อนตัวจากค่าใช้จ่าย transformation บางส่วนเริ่มลดลง คงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 14.00 บาท เพราะคาดแนวโน้มกำไรปกติครึ่งปีหลังจะขยายตัว เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ขณะที่การยกเลิกข้อเสนอซื้อหุ้นของมิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ไม่กระทบต่อทิศทางผลการดำเนินงาน
บล.พาย ได้ปรับคำแนะนำลงเป็น ถือในหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 13.70 บาท หลังจากราคาหุ้นมีส่วนต่างกับมูลค่าเหมาะสมที่ประเมินไว้เพียง 8% มองว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/68 แม้จะเริ่มเห็นรายได้กลับมาโต เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตามในระยะยาวยังมองว่า TU ยังมีโอกาสเห็นการเติบโตได้ทั้งจากการปรับราคาที่จะมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/68 เป็นต้นไป รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่ม Mitsubishi ที่ยังมีอย่างต่อเนื่อง
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) แนะนำเก็งกำไรในหุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายที่ 12.50 บาท โดยคาดว่ากำไรปกติงวดไตรมาส 3/68 อยู่ที่ 1.28 พันล้านบาท ลดลง 2% QoQ และลดลง 15.2% YoY อ่อนแอกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยกดดันจาก GPM ที่คาดชะลอลง จากผลกระทบจากภาษีการค้า ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/68 คาดยังไม่เด่น และยังต้องติดตามผลกระทบของการปรับขึ้นราคาขายสินค้าต่อความต้องการของลูกค้าในสหรัฐ
ฝ่ายวิจัยหยวนต้า ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มกำไรปี 2569 ที่คาดว่าจะกลับมาเติบโต YoY อีกครั้งในรอบ 5 ปี ที่ 5.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.2% YoY แต่มี Downside risk หากบริษัทได้รับผลกระทบจากภาษีมากกว่าคาด