ILM ส่ง “Flying Tiger Copenhagen” ลงสนามค้าปลีกไลฟ์สไตล์ ทุ่ม 200 ลบ. ปูพรม 3 ปี 30 สาขา
อินเด็กซ์ฯ กระจายความเสี่ยงธุรกิจคว้าสิทธิ์ “Flying Tiger Copenhagen” สัญชาติเดนมาร์ก ลงเล่นตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ ชี้ดีมานด์แน่น โอกาสโตสูง ปักหมุดแรก 'เอ็มสเฟียร์' พร้อมวางงบ 200 ล้านบาท ปักธงขยาย 30 สาขา ทั่วประเทศใน 3 ปี ปั๊มรายได้แตะ 800 ล้านบาท ภายในปี 2570
นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ ILM เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศมีความท้าทายอย่างมาก ภาพรวมของ ILM ชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเติบโตได้ดีในพื้นที่ต่างจังหวัด แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่คึกคักจากการที่ดีเวลลอปเปอร์ชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่ได้ตลาดรีโนเวทเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้ ปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำผลการดำเนินงานที่ 9,890.2 ล้านบาท เติบโต 5% ขณะที่ครึ่งปีแรก 2568 มีรายได้ 4,839.2 ล้านบาท เติบโต 0.3%
อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้แกน "INDEX NEXTPERIENCE & BEYOND + SUSTAINABLE FUTURE" ยึดแนวคิด Triple Bottom Line (3P) คือ Performance (ผลการดำเนินงาน) – People (บุคลากร) – Planet (สิ่งแวดล้อม) โดยกลยุทธ์นี้ถูกใช้ในแผน 3 ปี (2567-2569) โดยเน้นการกระจายธุรกิจ (Diversification) ภายใต้ 3 เสาหลักคือ:
- ธุรกิจใหม่ต้องสามารถส่งเสริมกับธุรกิจปัจจุบันได้ (Synergy)
- ธุรกิจใหม่ต้องมีความมั่นคงและสามารถขยายขนาด (Scale) ได้
- ธุรกิจใหม่ต้องเกื้อหนุนให้เกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญร่วมกันได้
ล่าสุดบริษัทได้เข้าเป็นพันธมิตรกับFlying Tiger Copenhagen ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เน้นการขายดีไซน์และสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในราคาจับต้องได้ ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำในธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์ของ ILM
บวกกับตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และของขวัญในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญสวนทางกับเศรษฐกิจซบเซา โดยมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 30,300 ล้านบาท ในปี 2567 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วถึง 7% จากปีก่อนหน้า ที่สำคัญยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างมาก และยังเป็นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ Gen Z โดยเฉลี่ยมีสัดส่วน 10% และกลุ่ม Gen X-Y สัดส่วนอยู่ที่ 80%
นอกจากนี้พฤติกรรมนักช้อปเริ่มมองหา "ความสุขเล็ก ๆ" และของขวัญเพื่อเติมเต็มชีวิตมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังจากวิกฤตโควิดเป็นต้นมา อีกทั้งยังพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคและกำลังซื้อ (สินค้า Variety & Lifestyle) มีสัดส่วนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา รวมถึงร้านค้าแฟรนไชส์ไลฟ์สไตล์ที่เติบโตสูงสุดถึง 66.7% ทำให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจนของตลาด
อีกทั้งด้วยการวางตำแหน่งของFlying Tiger Copenhagen ในราคาจับต้องได้กับดีไซน์พรีเมียมไม่ซ้ำใคร จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดค้าปลีก รวมทั้งช่องว่างสินค้าที่มีความยูนีคสไตล์เดนิช
และจากอินไซต์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z มีความชื่นชอบและให้คุณค่ากับสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีความสนุกสนาน แปลกใหม่เน้นดีไซน์ที่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งจากผลสำรวจแนวโน้มการเลือกช้อปจะพบว่า การมาเลือกช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์ ราว 70% เข้ามาในร้านเพื่อมองหา ‘อะไรใหม่ ๆ’ หรือ ‘สินค้าที่คาดไม่ถึง’ และอีก 50% จะเลือกช้อปของขวัญชิ้นเล็ก ๆ หรือของที่ระลึก และ 45% มองหาสินค้าที่ทำให้ชีวิตประจำวันสนุกมากขึ้น
โดยการช้อปของกลุ่ม Gen Z (อายุ 15-25 ปี) จะเลือกสินค้าที่สนุก แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เน้นให้รางวัลกับตัวเอง ใช้จ่ายเฉลี่ย 200-350 บาทต่อครั้ง, กลุ่มวัยทำงาน (Young Professionals - อายุ 25-35 ปี) เน้นเลือกของแต่งบ้าน, ของขวัญ, และของใช้ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ จะใช้จ่ายเฉลี่ย 400-700 บาทต่อครั้ง
ส่วนกลุ่มครอบครัวมีเด็ก (อายุ 30-45 ปี) เน้นของเล่น, ของใช้สำหรับจัดปาร์ตี้, และของตกแต่งตามเทศกาล ใช้จ่ายเฉลี่ย 500-1,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน เพื่อเติมเต็มให้ชีวิต Feel-Good สนุก มีสีสัน เพื่อให้ทุกวันมีความหมายมากขึ้น สอดคล้องกับ DNA แบรนด์ Flying Tiger Copenhagen ที่แทรกไอเดียและแนวคิดสร้างสรรค์ในทุก ๆ ไอเทม และยังเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว (Perfect Cultural Fit) ทั้งด้านฟังก์ชัน การใช้งานในชีวิตประจำวัน
ILM วางแผนเปิดร้าน 30 สาขา ภายในปี 2570 ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท โดยเน้นทำเลในศูนย์การค้าชั้นนำที่มีทราฟฟิกสูง และสาขาในรูปแบบ Shop in Shop ใน Index Living Mall ขนาดพื้นที่ 150-250 ตารางเมตร
ปีแรก (2568): เปิดรวม 6 สาขา
- สาขาแรก: เอ็มสเฟียร์ (Emsphere) ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงจากกลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ (Expat)
- สาขาทดลอง: เปิดในรูปแบบ Shop in Shop ที่ Index Living Mall พัทยา
- สาขาเพิ่มเติมในเดือนตุลาคม: แฟชั่นไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์, แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และ เดอะมอลล์ บางกะปิ
สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายมี 14 หมวดหมู่ ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ของเล่น ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน จนถึงของใช้ตามเทศกาล ในราคาเริ่มต้นเพียง 35 บาท โดยมีสินค้าใหม่เข้าสู่ร้านทุกเดือนตาม 13 แคมเปญต่อปี ของแบรนด์
ตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์น่าสนใจ ในไทยมีหลายแบรนด์กิฟต์ช็อปทั้งจากจีนและญี่ปุ่นเล่นอยู่ในตลาด แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว กำลังซื้อจะหดตัว แต่ทุกแบรนด์ยังคงอยู่ดี ไม่มีใครหายไปจากตลาดแสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตอย่างมาก
อย่างไรก็ดี Flying Tiger Copenhagenสินค้ามีราคาค่อนข้างถูก เราต้องการทราฟฟิกเพื่อให้อยู่ได้ ดังนั้นร้านทั้งหมดจะอยู่ในห้างที่มีทราฟฟิกสูง สาขาแรกปักหมุดกลางเมืองซึ่งง่ายต่อการเดินทาง และเอ็มสเฟียร์เองมีทราฟฟิกทั้งคนไทย นักท่องเที่ยวและเอกซ์แพท โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่รู้จัก Flying Tiger Copenhagen เป็นอย่างดีอาศัยในย่านนี้จำนวนมาก รวมถึงพนักงานออฟฟิศและนักเรียนอินเตอร์ที่เป็นกำลังซื้อที่น่าสนใจ
ตามแผนปีนี้จะเปิด 6 สาขา นอกจากสาขาแรกที่เอ็มสเฟียร์แล้ว ยังเปิดสาขาทดลองที่ “อินเด็กซ์” พัทยาในรูปแบบช็อปอินช็อป ถ้าตอบรับดีจะขยายในรูปแบบนี้ต่อไป แต่หากไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรจะเน้นการขยายในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น”
ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า แม้ว่ากำลังซื้อจะดูแผ่ว การกระตุ้นใช้จ่ายปลายปีก็คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น “ช้อปดีมีคืน” แม้ว่าจะเป็นการกระตุ้นระยะสั้นแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย แต่อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าแม้จะไม่มีมาตรการจากรัฐเข้ามาช่วย แต่ Flying Tiger Copenhagenจะช่วยกระตุ้นการจ่ายลูกค้าชาวไทยได้แน่นอนจากดีไซน์และราคาที่เข้าถึงได้
“ราคาเราอาจดูสูงกว่าคู่แข่งขันนิดหน่อย แต่ลูกค้าจ่ายได้สบาย ๆ และสินค้าเรา Unique เพราะออกแบบเอง ฉะนั้นไม่มีทางจะไปเจอที่อื่น ตอนนี้เรานำเข้าสินค้า 75% ของสินค้าทั้งหมดจากฐานการผลิต “จีน” เป็นหลัก”
ขณะเดียวกัน Flying Tiger Copenhagenมองเห็นโอกาสในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากไทยมีอุปสงค์ (Demand) ขนาดใหญ่ในตลาด โดยเชื่อว่าตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ยังคงแข็งแกร่ง
ซึ่ง “Martin Jermiin” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Zebra A/S (Flying Tiger Copenhagen) เปิดเผยว่า “Flying Tiger Copenhagen” ไม่ใช่แค่ขายสินค้าแต่ “ขายดีไซน์” โดยออกแบบสินค้าเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและเทศกาล ทำให้สินค้าสามารถตอบโจทย์ผู้คนได้ทั่วโลก
“เรามีดีไซเนอร์กว่า 100 คน ที่ออกแบบสินค้าจากสำนักงานใหญ่ในโคเปนเฮเกน ก่อนกระจายไปผลิตในหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงเอเชียซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ในจีน”
ทั้งนี้ Flying Tiger Copenhagenทำธุรกิจมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนโดยคิดถึงผลกระทบในระยะยาว ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก โดยการขยายธุรกิจตลาดนอกยุโรปจะทำผ่านโมเดล “แฟรนไชส์” ทั้งหมดโดยเลือกเฉพาะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ระยะยาวที่สามารถแบ่งปันคุณค่า (Value) ร่วมกันได้ และ ILM คือพันธมิตรที่เหมาะสม หลังจากมองหามานานหลายปี
บริษัทฯ คาดการณ์ว่าในระยะยาวกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย จะเป็นกลุ่มประเทศที่มีสาขารวมกันถึง 130 สาขา และมียอดขายมากที่สุดในอนาคต
“Flying Tiger Copenhagenไม่ใช่แค่ขายสินค้าแต่ “ขายดีไซน์” สินค้าเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและเทศกาลในราคาจับต้องได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนสินค้าก็จะตอบโจทย์ทุกคนและตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย เพราะเราทำธุรกิจโดยคิดถึงระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่สนุก สร้างสรรค์ แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมด้วย หนึ่งในบริษัทค้าปลีกที่ยั่งยืนที่สุดแห่งหนึ่ง”