โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ILM ส่ง “Flying Tiger Copenhagen” ลงสนามค้าปลีกไลฟ์สไตล์ ทุ่ม 200 ลบ. ปูพรม 3 ปี 30 สาขา

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ก.ย 2568 เวลา 10.15 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2568 เวลา 10.37 น.

อินเด็กซ์ฯ กระจายความเสี่ยงธุรกิจคว้าสิทธิ์ “Flying Tiger Copenhagen” สัญชาติเดนมาร์ก ลงเล่นตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ ชี้ดีมานด์แน่น โอกาสโตสูง ปักหมุดแรก 'เอ็มสเฟียร์' พร้อมวางงบ 200 ล้านบาท ปักธงขยาย 30 สาขา ทั่วประเทศใน 3 ปี ปั๊มรายได้แตะ 800 ล้านบาท ภายในปี 2570

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ ILM เปิดเผยว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจในประเทศมีความท้าทายอย่างมาก ภาพรวมของ ILM ชะลอตัวเล็กน้อยแต่ยังเติบโตได้ดีในพื้นที่ต่างจังหวัด แม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์จะไม่คึกคักจากการที่ดีเวลลอปเปอร์ชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่ได้ตลาดรีโนเวทเข้ามามากขึ้น ส่งผลให้ ปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำผลการดำเนินงานที่ 9,890.2 ล้านบาท เติบโต 5% ขณะที่ครึ่งปีแรก 2568 มีรายได้ 4,839.2 ล้านบาท เติบโต 0.3%

อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางกลยุทธ์ธุรกิจภายใต้แกน "INDEX NEXTPERIENCE & BEYOND + SUSTAINABLE FUTURE" ยึดแนวคิด Triple Bottom Line (3P) คือ Performance (ผลการดำเนินงาน) – People (บุคลากร) – Planet (สิ่งแวดล้อม) โดยกลยุทธ์นี้ถูกใช้ในแผน 3 ปี (2567-2569) โดยเน้นการกระจายธุรกิจ (Diversification) ภายใต้ 3 เสาหลักคือ:

  • ธุรกิจใหม่ต้องสามารถส่งเสริมกับธุรกิจปัจจุบันได้ (Synergy)
  • ธุรกิจใหม่ต้องมีความมั่นคงและสามารถขยายขนาด (Scale) ได้
  • ธุรกิจใหม่ต้องเกื้อหนุนให้เกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญร่วมกันได้

ล่าสุดบริษัทได้เข้าเป็นพันธมิตรกับFlying Tiger Copenhagen ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกที่เน้นการขายดีไซน์และสินค้าที่มีเอกลักษณ์ในราคาจับต้องได้ ซึ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำในธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์ของ ILM

บวกกับตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์และของขวัญในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญสวนทางกับเศรษฐกิจซบเซา โดยมีมูลค่าตลาดสูงกว่า 30,300 ล้านบาท ในปี 2567 และมีการเติบโตอย่างรวดเร็วถึง 7% จากปีก่อนหน้า ที่สำคัญยังคงมีโอกาสเติบโตอย่างมาก และยังเป็นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ Gen Z โดยเฉลี่ยมีสัดส่วน 10% และกลุ่ม Gen X-Y สัดส่วนอยู่ที่ 80%

นอกจากนี้พฤติกรรมนักช้อปเริ่มมองหา "ความสุขเล็ก ๆ" และของขวัญเพื่อเติมเต็มชีวิตมากขึ้นนับตั้งแต่ช่วงหลังจากวิกฤตโควิดเป็นต้นมา อีกทั้งยังพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคและกำลังซื้อ (สินค้า Variety & Lifestyle) มีสัดส่วนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา รวมถึงร้านค้าแฟรนไชส์ไลฟ์สไตล์ที่เติบโตสูงสุดถึง 66.7% ทำให้เห็นถึงความต้องการที่ชัดเจนของตลาด

อีกทั้งด้วยการวางตำแหน่งของFlying Tiger Copenhagen ในราคาจับต้องได้กับดีไซน์พรีเมียมไม่ซ้ำใคร จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดค้าปลีก รวมทั้งช่องว่างสินค้าที่มีความยูนีคสไตล์เดนิช

และจากอินไซต์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z มีความชื่นชอบและให้คุณค่ากับสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีความสนุกสนาน แปลกใหม่เน้นดีไซน์ที่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งจากผลสำรวจแนวโน้มการเลือกช้อปจะพบว่า การมาเลือกช้อปสินค้าไลฟ์สไตล์ ราว 70% เข้ามาในร้านเพื่อมองหา ‘อะไรใหม่ ๆ’ หรือ ‘สินค้าที่คาดไม่ถึง’ และอีก 50% จะเลือกช้อปของขวัญชิ้นเล็ก ๆ หรือของที่ระลึก และ 45% มองหาสินค้าที่ทำให้ชีวิตประจำวันสนุกมากขึ้น

โดยการช้อปของกลุ่ม Gen Z (อายุ 15-25 ปี) จะเลือกสินค้าที่สนุก แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร เน้นให้รางวัลกับตัวเอง ใช้จ่ายเฉลี่ย 200-350 บาทต่อครั้ง, กลุ่มวัยทำงาน (Young Professionals - อายุ 25-35 ปี) เน้นเลือกของแต่งบ้าน, ของขวัญ, และของใช้ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ จะใช้จ่ายเฉลี่ย 400-700 บาทต่อครั้ง

ส่วนกลุ่มครอบครัวมีเด็ก (อายุ 30-45 ปี) เน้นของเล่น, ของใช้สำหรับจัดปาร์ตี้, และของตกแต่งตามเทศกาล ใช้จ่ายเฉลี่ย 500-1,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน เพื่อเติมเต็มให้ชีวิต Feel-Good สนุก มีสีสัน เพื่อให้ทุกวันมีความหมายมากขึ้น สอดคล้องกับ DNA แบรนด์ Flying Tiger Copenhagen ที่แทรกไอเดียและแนวคิดสร้างสรรค์ในทุก ๆ ไอเทม และยังเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างลงตัว (Perfect Cultural Fit) ทั้งด้านฟังก์ชัน การใช้งานในชีวิตประจำวัน

ILM วางแผนเปิดร้าน 30 สาขา ภายในปี 2570 ด้วยงบลงทุน 200 ล้านบาท โดยเน้นทำเลในศูนย์การค้าชั้นนำที่มีทราฟฟิกสูง และสาขาในรูปแบบ Shop in Shop ใน Index Living Mall ขนาดพื้นที่ 150-250 ตารางเมตร

ปีแรก (2568): เปิดรวม 6 สาขา

  • สาขาแรก: เอ็มสเฟียร์ (Emsphere) ในย่านใจกลางเมือง ซึ่งเป็นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงจากกลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ (Expat)
  • สาขาทดลอง: เปิดในรูปแบบ Shop in Shop ที่ Index Living Mall พัทยา
  • สาขาเพิ่มเติมในเดือนตุลาคม: แฟชั่นไอส์แลนด์, ซีคอนสแควร์, แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ และ เดอะมอลล์ บางกะปิ

สินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายมี 14 หมวดหมู่ ที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ของเล่น ของใช้ในบ้าน เครื่องเขียน จนถึงของใช้ตามเทศกาล ในราคาเริ่มต้นเพียง 35 บาท โดยมีสินค้าใหม่เข้าสู่ร้านทุกเดือนตาม 13 แคมเปญต่อปี ของแบรนด์

ตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์น่าสนใจ ในไทยมีหลายแบรนด์กิฟต์ช็อปทั้งจากจีนและญี่ปุ่นเล่นอยู่ในตลาด แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว กำลังซื้อจะหดตัว แต่ทุกแบรนด์ยังคงอยู่ดี ไม่มีใครหายไปจากตลาดแสดงให้เห็นว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตอย่างมาก

อย่างไรก็ดี Flying Tiger Copenhagenสินค้ามีราคาค่อนข้างถูก เราต้องการทราฟฟิกเพื่อให้อยู่ได้ ดังนั้นร้านทั้งหมดจะอยู่ในห้างที่มีทราฟฟิกสูง สาขาแรกปักหมุดกลางเมืองซึ่งง่ายต่อการเดินทาง และเอ็มสเฟียร์เองมีทราฟฟิกทั้งคนไทย นักท่องเที่ยวและเอกซ์แพท โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่รู้จัก Flying Tiger Copenhagen เป็นอย่างดีอาศัยในย่านนี้จำนวนมาก รวมถึงพนักงานออฟฟิศและนักเรียนอินเตอร์ที่เป็นกำลังซื้อที่น่าสนใจ

ตามแผนปีนี้จะเปิด 6 สาขา นอกจากสาขาแรกที่เอ็มสเฟียร์แล้ว ยังเปิดสาขาทดลองที่ “อินเด็กซ์” พัทยาในรูปแบบช็อปอินช็อป ถ้าตอบรับดีจะขยายในรูปแบบนี้ต่อไป แต่หากไม่ได้รับการตอบรับเท่าที่ควรจะเน้นการขยายในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น”

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า แม้ว่ากำลังซื้อจะดูแผ่ว การกระตุ้นใช้จ่ายปลายปีก็คงต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเช่น “ช้อปดีมีคืน” แม้ว่าจะเป็นการกระตุ้นระยะสั้นแต่ก็ดีกว่าไม่มีเลย แต่อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าแม้จะไม่มีมาตรการจากรัฐเข้ามาช่วย แต่ Flying Tiger Copenhagenจะช่วยกระตุ้นการจ่ายลูกค้าชาวไทยได้แน่นอนจากดีไซน์และราคาที่เข้าถึงได้

“ราคาเราอาจดูสูงกว่าคู่แข่งขันนิดหน่อย แต่ลูกค้าจ่ายได้สบาย ๆ และสินค้าเรา Unique เพราะออกแบบเอง ฉะนั้นไม่มีทางจะไปเจอที่อื่น ตอนนี้เรานำเข้าสินค้า 75% ของสินค้าทั้งหมดจากฐานการผลิต “จีน” เป็นหลัก”

ขณะเดียวกัน Flying Tiger Copenhagenมองเห็นโอกาสในประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากไทยมีอุปสงค์ (Demand) ขนาดใหญ่ในตลาด โดยเชื่อว่าตลาดค้าปลีกไลฟ์สไตล์ยังคงแข็งแกร่ง

ซึ่ง “Martin Jermiin” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Zebra A/S (Flying Tiger Copenhagen) เปิดเผยว่า “Flying Tiger Copenhagen” ไม่ใช่แค่ขายสินค้าแต่ “ขายดีไซน์” โดยออกแบบสินค้าเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและเทศกาล ทำให้สินค้าสามารถตอบโจทย์ผู้คนได้ทั่วโลก

“เรามีดีไซเนอร์กว่า 100 คน ที่ออกแบบสินค้าจากสำนักงานใหญ่ในโคเปนเฮเกน ก่อนกระจายไปผลิตในหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงเอเชียซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่ในจีน”

ทั้งนี้ Flying Tiger Copenhagenทำธุรกิจมุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืนโดยคิดถึงผลกระทบในระยะยาว ปัจจุบันมีสาขามากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก โดยการขยายธุรกิจตลาดนอกยุโรปจะทำผ่านโมเดล “แฟรนไชส์” ทั้งหมดโดยเลือกเฉพาะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ระยะยาวที่สามารถแบ่งปันคุณค่า (Value) ร่วมกันได้ และ ILM คือพันธมิตรที่เหมาะสม หลังจากมองหามานานหลายปี

บริษัทฯ คาดการณ์ว่าในระยะยาวกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย จะเป็นกลุ่มประเทศที่มีสาขารวมกันถึง 130 สาขา และมียอดขายมากที่สุดในอนาคต

“Flying Tiger Copenhagenไม่ใช่แค่ขายสินค้าแต่ “ขายดีไซน์” สินค้าเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและเทศกาลในราคาจับต้องได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนสินค้าก็จะตอบโจทย์ทุกคนและตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย เพราะเราทำธุรกิจโดยคิดถึงระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่สนุก สร้างสรรค์ แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมด้วย หนึ่งในบริษัทค้าปลีกที่ยั่งยืนที่สุดแห่งหนึ่ง”

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...