โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สนทนากับ ‘พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ’ นักเขียนโครงการ LINE TODAY SHOWCASE ที่มีผลงานมากเป็นอันดับหนึ่ง

LINE TODAY

เผยแพร่ 19 เม.ย. 2565 เวลา 20.14 น. • pp.p

หลังจากที่ LINE TODAY ได้เปิดพื้นที่ให้บุคคลทั่วไปร่วมส่งบทความตามความถนัด ในโครงการ LINE TODAY SHOWCASE และได้รับความสนใจจากนักเขียนหน้าใหม่ นักรีวิว นักเล่าเรื่อง นักเขียนนิยาย ไปจนถึงผู้รอบรู้จากหลากหลายสาขาวิชา ร่วมส่งผลงานมาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจ ด้วยเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากบรรดาบทความให้แง่คิดมุมมองเชิงบวกที่ดีต่อใจ ยังมีเรื่องของธรรมะน่ารู้ ที่สนุก อ่านง่าย ให้สาระที่ทันสมัย ที่ได้รับความกรุณาจากพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ และเหล่าศิษยานุศิษย์ร่วมส่งบทความในโครงการนี้

หากคิดว่าเรื่องของการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้นที่จะสนใจกัน ขอบอกว่าคิดผิดเสียแล้ว เพราะพระธรรมคำสอนนั้นเป็นความจริง เป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ปรับใช้ได้ในชีวิต ตามแต่สถานการณ์ที่เหมาะสม ไม่จำเป็นจะต้องมีอายุมากอย่างผู้สูงวัย หรือมีความทุกข์ใจใหญ่หลวงเท่านั้นจึงจะเหมาะแก่การศึกษาพระธรรม กลับกัน หากหันมาสนใจศึกษาจะยิ่งเหมือนมีแนวทาง มีหลักให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ดำรงสติได้เป็นอย่างดี ยิ่งเมื่อทางทีมงาน LINE TODAY ได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์พระคุณเจ้าในครั้งนี้ ยิ่งได้เปิดมุมมองใหม่ในการศึกษาพระธรรมคำสอนยิ่งขึ้น

ก่อนอื่น สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ เราขอแนะนำโดยสรุปว่า พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ มีนามเดิมว่า นายแพทย์สมชาย วัชรศรีโรจน์ สำเร็จการศึกษาระดับ ม.ศ.4 - ม.ศ.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา, แพทยศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำเร็จปริญญาโท และปริญญาเอก ทางด้านพุทธศาสตร์ (Buddhist Studies) มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และผู้อำนวยการศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา (DCI) ที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผลงานหนังสือธรรมะ แถบบันทึกเสียงรวมกว่า 200 รายการ รวมยอดการเผยแผ่กว่า 3,000,000 เล่ม/ชิ้น

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ กันไปแล้ว มาเริ่มกันที่คำถามแรกถึงที่มาของการส่งบทความเข้าร่วมโครงการ LINE TODAY SHOWCASE พระคุณเจ้าได้เล่าว่า “แต่เดิมทราบว่า LINE ในประเทศไทยนั้นมีคนใช้เยอะมาก เกือบทุกคนที่มีโทรศัพท์มือถือล้วนมี LINE กันทั้งนั้น และเมื่อ LINE TODAY ได้เปิดโครงการ LINE TODAY SHOWCASE ก็เล็งเห็นว่าเป็นช่องทางอันดีที่ทางทีมงานได้นำเสนอซึ่งทางพระคุณเจ้าก็เห็นด้วย จึงได้ดำเนินการสมัครและส่งบทความต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่องทางที่ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น”

และจากการค้นคว้าข้อมูลก็พบว่า ก่อนหน้านี้ทางพระคุณเจ้ามีผลงานอีกมากมายทางสื่อโซเชียลต่างๆ ทั้งเว็บไซต์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ล้วนเป็นบทความที่น่าสนใจ จึงอยากทราบที่มา และแรงบันดาลใจในการสร้างงานเขียนที่เกี่ยวกับพระธรรมคำสอน ในมุมมองที่แปลกใหม่ ทันสมัย ไม่เหมือนใคร อ่านง่าย จึงสอบถามถึงแนวคิด และแรงบันดาลใจ ในการสร้างสรรค์งานเขียนที่เข้ากับยุคสมัย แต่แทรกไว้ด้วยธรรมะอย่างแนบเนียน ซึ่งพระคุณเจ้าก็ได้ให้เล่าว่า “แต่เดิมตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือ ก็มีวิชาพระพุทธศาสนาให้ได้ศึกษาตามหลักสูตรทั่วไป จนกระทั่ง มศ.4 ปิดเทอมจะขึ้น มศ.5 ได้มาอบรมธรรมทายาทที่วัดพระธรรมกาย ทั้งฝึกสมาธิ อบรมอย่างเข้มข้น นั่งสมาธิวันละ 8-9 ชั่วโมง หลวงพ่อสอนหลักธรรมต่างๆ อย่างเช่น มงคลชีวิต ทำให้ได้ตระหนักว่าคำสอนพระพุทธเจ้ามีคุณค่าอย่างมาก จนเกิดความรู้สึกอยากให้เพื่อนๆ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้มีโอกาสได้มารู้อย่างเราบ้าง พอเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นปี 2 ก็มาอบรมอีกครั้ง รู้สึกอยากนำสิ่งที่ได้เรียน ได้ฟัง ได้ศึกษา มาถ่ายทอดให้คนอื่นได้ศึกษาบ้าง ตอนนั้นอายุ 19 ปี ก็เริ่มเขียนหนังสือชื่อ ‘มงคลชีวิต’ คือเอาสิ่งที่หลวงพ่อสอนมาเป็นหลักแล้วก็ไปค้นคว้าจากหนังสืออื่นๆ เพิ่มเติม นำมารวบรวมเรียบเรียง ถ่ายทอดใหม่ในภาษาที่เข้าใจง่าย ทั้งหมดมี 38 ข้อ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมาก ได้รับการพิมพ์ซ้ำ ได้เป็นหนังสือสอบตอบปัญหาธรรมะทางก้าวหน้าด้วย เป็นหนังสือที่ได้ประโยชน์ทั้งสองด้าน คือได้เผยแผ่ธรรมะออกไป และยังทำให้ได้ทำความเข้าใจธรรมะยิ่งขึ้นจากการทำหน้าที่เรียบเรียง ถ่ายทอดออกมาก็ต้องทำความเข้าใจว่าธรรมะแต่ละข้อ มีแก่น สาระ ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับเรื่องอื่นๆ ได้อย่างไร หลังจากนั้นก็กลับมาศึกษาต่อจนจบปริญญา จึงตัดสินใจมาบวช ได้ใช้หลักธรรมที่ได้ศึกษาค้นคว้าในการอบรมพระภิกษุรุ่นใหม่ รวมถึงประชาชนทั่วไป สมัยนั้นสามสิบปีก่อนยังไม่มีโซเชียล ก็ใช้วิธีเทศน์สอนตามโอกาสต่างๆ จนกระทั่งต่อมามีอินเตอร์เน็ต จึงเล็งเห็นเป็นช่องทางในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้ประชาชนเข้าถึงมากขึ้น โดยมีทีมงานนำสิ่งที่เคยเทศน์มาถอดเป็นบทความ เพื่อเผยแผ่ตามเว็บไซต์ต่างๆ”

และสาเหตุที่บทความของพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ มีหัวข้อที่ทันสมัย อ่านเข้าใจง่าย ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากทีมงานซึ่งเป็นฆราวาส ที่มีความใกล้ชิดกับทางโลกและทันข่าว ทันกระแสต่างๆ รับหน้าที่ตั้งประเด็นคำถามมาถามให้พระอาจารย์เป็นฝ่ายตอบ และมีบางครั้งที่บุคคลทั่วไปส่งคำถามเข้ามาตามช่องทางต่าง ๆ ซึ่งในการตอบนั้นพระอาจารย์มักเน้นไปทางเทศน์มากกว่าเนื่องจากหากเป็นการถาม-ตอบ เนื้อหาจะสั้นเกินไปอาจเข้าใจไม่ถ่องแท้

มาถึงเรื่องของวัยรุ่นกับธรรมะ ที่ส่วนใหญ่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งที่อยู่ไกลกันมาก แต่อย่างที่กล่าวเล่าไปในเบื้องต้นในเรื่องราวของพระอาจารย์นั้นมีความสนใจในพระธรรมตั้งแต่อายุเพียง 16ปีเศษ ยังเป็นวัยรุ่นอยู่มาก ดังนั้นหากได้ลองตั้งใจศึกษาจะพบว่าธรรมะนั้นเป็นสิ่งที่ทันสมัย คนทุกเพศทุกวัยสนใจได้หมด เพียงแต่อาจยังไม่รู้ว่าปัญหาชีวิตที่เผชิญอยู่นั้น คำตอบอยู่ในพระธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้คำตอบไว้อยู่แล้ว อาจเป็นเพราะยังไม่มีใครชี้ทาง ไม่มีใครบอกเขา หากพวกเขาได้รับคำแนะนำ ได้รับการชี้ทางก็จะพบ และเข้าใจในประโยชน์ และจะสนใจในเนื้อหาด้วย การถ่ายทอดด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ พระอาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า

“ในด้านธรรมะ หัวใจสำคัญคือ เราต้องเข้าใจหลักธรรมแต่ละข้ออย่างเป็นคอนเซ็ปต์ ไม่ใช่แค่ท่องจำ อย่างเช่นอิทธิบาทสี่มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา, อริยสัจสี่มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าเข้าใจแค่หัวข้อแบบนี้ยังไม่พอ เราต้องเข้าใจว่าคอนเซ็ปต์แต่ละข้อคืออะไร เมื่อเข้าใจแล้วจึงจะสามารถนำไปประยุกต์คำสอนไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้”

“ดังเช่นเคยมีคนถามเรื่องการทำบุญว่า เวลาเราทำบุญ เราอธิษฐาน ขอนั่นขอนี่ ขอให้แข็งแรง ขอให้สุขภาพดี ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข ฯลฯ อย่างนี้ถือเป็นความโลภหรือไม่ ผิดหลักพระพุทธศาสนาหรือเปล่า ทำบุญต้องทำโดยไม่หวังอะไรหรือเปล่า อันนี้เราต้องเข้าใจก่อนว่า ‘ความโลภ’ คืออะไร…ความโลภก็คือความอยากได้ในทางทุจริต จะไปโกงเขา ไปปล้นเขา ไปยักยอกของเขา อย่างนี้เรียกความโลภ แต่หากเป็นความอยากอีกแบบเช่น อยากเรียนหนังสือเก่งๆ ได้คะแนนดี อยากทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ เหล่านี้ไม่ใช่ความโลภ แต่เป็น ‘ฉันทะ’ คือความปรารถนา ความพอใจที่จะทำเพราะเล็งเห็นถึงประโยชน์ ซึ่ง ฉันทะ จะนำมาซึ่งความวิริยะ อุตสาหะตามมา ยกตัวอย่างเด็กสองคนไปโรงเรียน คนหนึ่งเรียนแบบไม่หวังผลอะไร เรียนไปเรื่อยๆ กับอีกคนที่มีความตั้งใจเก็บเกี่ยววิชาความรู้ให้มากๆ เพราะรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต ไม่ต้องทายก็ตอบได้ว่าเด็กสองคนนี้ใครจะมีผลการเรียนที่ดีกว่ากัน เหมือนกัน คนทำความดี หากทำอย่างมีเป้าหมายย่อมเกิดผลดีมากกว่าทำไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นฉันทะ ไม่ใช่ความโลภ ถ้าจะให้ชัดยิ่งขึ้นคือใช้คำว่า ‘กุศลธรรมฉันทะ’ คือมีความพยายามที่จะทำในทางที่เป็นกุศล อย่างนี้ไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ความโลภ ดังนั้นเวลาเราไปทำบุญแล้วอธิษฐาน การอธิษฐานนั้นคือการตั้งเป้าหมายให้ชีวิต เป็นไปในทางที่ดี ไม่ผิดอะไรเลย แต่หากอยากได้ในทางที่ทุจริต อย่าทำเด็ดขาดเพราะนั้นคือความโลภ ไม่พึงมี”

สุดท้ายนี้ในสภาวะสังคมที่มีทั้งเรื่องโควิด เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง หัวใจสำคัญอันดีที่จะช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจที่หลายๆ คนมองข้ามกันไปคือพระธรรมคำสอนของพุทธศาสนา โดยพระอาจารย์ได้กล่าวถึงสถานการณ์ขณะนี้ไว้ว่า “หัวใจสำคัญเลยคือต้องให้ประชาชนเห็นประโยชน์ของคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจะพบว่า เมื่อชีวิตมีปัญหา เดี๋ยวโควิด เดี๋ยวเศรษฐกิจ สารพัดปัญหาที่ทับถมเข้ามา ยิ่งมีปัญหาเยอะ ธรรมะยิ่งช่วยได้มาก หากตระหนักได้ดังนี้ ทุกปัญหาจะคลี่คลายได้ จะมีหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจด้วย โดยอาศัยธรรมะ และเมื่อปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ใจก็จะสบายโปร่ง แล้วจะทำในสิ่งที่ควรทำ เมื่อเป็นอย่างนี้ ภาพรวมของสังคมและประเทศชาติก็จะดีขึ้นด้วย พุทธศาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วย แต่ถามว่าจะทำอย่างไรให้คนรู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นดีมีประโยชน์ ก็คือเราทุกคนต้องช่วยกัน พระภิกษุเป็นกำลังหลักเพราะเป็นผู้อุทิศเข้ามาบวชเรียน ฝึกตน ศึกษาธรรมะ ในขณะที่ฆราวาสก็มีความสำคัญมากเช่นกัน พุทธบริษัทสี่ก็มีบทบาทไม่น้อย อุบาสกอุบาสิกา ก็เป็นเจ้าของพระพุทธศาสนาเช่นกัน.. พระทำหน้าที่ศึกษาและสอน ส่วนญาติโยมก็ช่วยกัน เกื้อหนุน สนับสนุนกัน ขยายเนื้อหาออกไปให้เป็นวงกว้างไปถึงประชาชนทั่วไปในวงที่กว้างขึ้น เช่นนี้แล้วพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรือง สังคมไทยจะสงบร่มเย็น คนจะมีศีลมีธรรม เวลาผ่านไปสังคมไทยจะดีขึ้น เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นความจริงคู่โลก มองไปยังประเทศอื่นๆ อย่างทางยุโรป ทางอเมริกา คนมีความรู้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนากันเยอะแยะเลย เพราะเขาเรียนรู้แล้วพบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมความจริง ศึกษาแล้ว ปฏิบัติแล้ว ชีวิตเขาดีขึ้น ทั้งคำสอน ทั้งสมาธิ ทำกันแพร่หลาย ในอเมริกามีคนฝึกสมาธิวันละหลายสิบล้านคน เพราะฝึกแล้วใจสบาย มีประสิทธิภาพการทำงาน สุขภาพดีขึ้นหมดเลย จนนิตยสาร TIMES ยังมีเรื่องของ THE SCIENCE OF MEDITATION (ศาสตร์แห่งสมาธิ) เป็นกระแสใหญ่ของสังคมไปแล้ว ดังนั้นเราอย่าเพิกเฉย หันมาเผยแผ่สิ่งดีๆ ให้แก่กันในสังคม ถ้าช่วยกันเดี๋ยวสุดท้ายสังคมเราจะดีขึ้นแน่นอน”

มาถึงจุดนี้ หากใครที่มีข้อสงสัย อยากเข้าใจในหลักพระธรรมคำสอนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถส่งคำถามมายังทีมงานของพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ ได้ทางช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟสบุคเพจ ทีมงานทุกคนพร้อมรวบรวมคำถามแล้วส่งมาให้พระคุณเจ้าตอบ คำตอบของทุกคำถามจะถูกอธิบายให้คนหมู่มากเข้าใจ คำถามของคนหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่หลายๆคนสงสัยด้วยเช่นกัน คำถามจากคนเดียวอาจก่อให้เกิดประโยชน์กว้างขวางขึ้น คนที่ถามก็ได้บุญไปด้วยเพราะเป็นผู้ตั้งคำถามให้เกิดประเด็นในการตอบ คนอื่นมีโอกาสรู้ธรรมะไปด้วย ถือว่าได้บุญไปด้วยกัน

ช่องทางในการติดต่อพระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ

- LINE TODAY SHOWCASE : #พระมหาสมชายฐานวุฑฺโฒ

- blockdit : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ(thanavuddho_bhikkhu)

- facebook, youtube, tiktok : ThanavuddhoStory

- Website : thanavuddho.org

และสำหรับนัก(อยาก)เขียนหน้าใหม่ หรือผู้มีใจรักในการเล่าเรื่องราวต่างๆ สามารถส่งบทความมาได้ที่ todayshowcase.line.me โดยสามารถดูรายละเอียดโครงการได้ที่นี่

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...