จี้เร่งอัพขีดความสามารถ ปฏิรูประบบและสร้างคน
#เศรษฐกิจ #ทันหุ้น– อดีตเลขา ก.ล.ต. ชี้ไทยต้องเร่งเครื่องหลังถกเวทีระดับโลก จุดสำคัญต้องปฏิรูประบบและสร้างคน เทียบชัดประวัติศาสตร์สิงคโปร์-ฟิลิปปินส์ ชูแนวคิดมนุษย์ต้องเป็นนาย AI เร่งประยุกต์ใช้นวัตกรรมขั้นสูงยกระดับขีดความสามารถตั้งแต่เกษตรกรยันผู้บริหาร
ดร.วรพล โสคติยานุรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงิน และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “ทันหุ้น” ว่า การที่รัฐบาลเดินทางไปเจรจาการค้าและสร้างความร่วมมือในเวทีสหประชาชาติ (UN) นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่โจทย์ที่แท้จริงและเร่งด่วนที่สุดของประเทศไทยในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การไปเจรจาแล้วผ่านไป แต่คือ การลงมือสร้างระบบที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาความสามารถของมนุษย์อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ได้เสนอแนวคิด Competency Development and Achievement Strategy หรือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถและการบรรลุเป้าหมาย เพื่อเป็นเข็มทิศในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเน้นย้ำว่า การที่ประเทศจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความพร้อม 2 ส่วนควบคู่กัน คือ ความสามารถของคน (People Competency) ต้องยกระดับความสามารถของคนไทยทุกระดับ ตั้งแต่ระดับฐานรากอย่างเกษตรกร ครู ข้าราชการ นักการเมือง ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง โดยมีระบบการคัดสรรและดึงดูดคนเก่งคนดีเข้าสู่ระบบการเมืองและราชการอย่างเป็นธรรม
และความสามารถของระบบ (System Competency) ต้องวางโครงสร้างและกระบวนการทำงานของภาครัฐและเอกชนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกื้อหนุนให้คนสามารถปลดล็อกศักยภาพออกมาทำงานได้จริง
“คนไทยมีศักยภาพและความเก่งในตัวเองสูง มีรากฐานวัฒนธรรมและ Soft Power ที่สะสมมานานกว่าพันปี เห็นได้จากคนไทยที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกด้วยความสามารถส่วนบุคคลทั้ง เนเน่ ลิซา ทีมวอลเลย์บอล แต่ยังขาดกระบวนการและระบบการพัฒนาคนที่ยั่งยืน ซึ่งระบบนี้รวมทั้งหมดตั้งแต่การคัดสรรคนเก่งเข้ามาทำงานในภาคการเมืองและระบบราชการ”
@ เปิดบทเรียนสิงคโปร์ vs ฟิลิปปินส์
ดร.วรพล ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในเอเชีย โดยยกตัวอย่างฟิลิปปินส์ในยุคปี 2510–2530 ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เบอร์ 1 ของเอเชีย มีความพร้อมทั้งภาษา สถาบันการศึกษา และเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับนานาชาติ แต่เมื่อเจอปัญหาการบริหารงานที่ล้มเหลว คอร์รัปชัน และระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประเทศล่มสลาย เกิดภาวะสมองไหล คนเก่งต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศ
ทางกลับกันสิงคโปร์ในปี 1965 ซึ่งเริ่มต้นจากเกาะประมงเล็กๆ ไร้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ผู้นำอย่าง ลี กวน ยู ตัดสินใจทุ่มเทสร้างคนและสร้างระบบ ตั้งแต่พื้นฐานระบบการศึกษา ที่อยู่อาศัย และเปิดรับเทคโนโลยี จนกระทั่งสามารถยกระดับเป็นศูนย์กลางการค้า การเงิน และนวัตกรรมของโลกได้สำเร็จ
ดร.วรพล ยังเสนอให้ภาครัฐและผู้บริหารประเทศประยุกต์ใช้กรอบแนวคิด “SMART Strategy” อย่างเคร่งครัด ประกอบด้วย Specific ความชัดเจน ต้องกำหนดเป้าหมายและขั้นตอนการทำงาน 1-2-3 ให้ชัดเจนว่าไปเจรจาเรื่องอะไร ตกลงอะไรได้ และจะทำอย่างไรต่อ, Measurement การวัดผล ต้องมีระบบดัชนีชี้วัดผลงานที่ประเมินได้จริง หากไม่มีการวัดผล งานก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดชัดเจน ทั้งศูนย์กลางท่องเที่ยว หรือศูนย์กลางการขนส่ง, Achievable ต้องบรรลุเป้าหมาย, Realistic & Revise ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง และพร้อมทำการปรับปรุง ตลอดเวลา เนื่องจากสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และTime ต้องมีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า งานแต่ละเรื่อง งบประมาณแต่ละส่วน ต้องแล้วเสร็จและเห็นผลเมื่อใด
@นวัตกรรมรุดหน้า
ดร.วรพล เน้นย้ำถึงการคำนึงถึง Advance Innovation หรือ นวัตกรรมรุดหน้า ในการยกระดับ Competency ของประเทศ โดยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ Advance Innovation ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น หุ่นยนต์ (Robotics) สเตมเซลล์ (Stem Cells) และเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งหลักการสำคัญในการใช้ AI พัฒนาประเทศ มนุษย์ต้องเป็นนายของเครื่องจักรและAI หรือ Man Master Machine ไม่ใช่ Machine Master of Man
และต้องทำครอบคลุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับฐานราก เช่น เกษตรกร ที่ต้องใช้เทคโนโลยีและโดรนเข้ามาช่วยวางแผนการเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ไปจนถึง ระดับยุทธศาสตร์ เช่น ผู้บริหารโรงพยาบาล แพทย์ และ CEO ในตลาดทุน ที่ต้องเรียนรู้การบริหารจัดการนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อนำองค์กรให้อยู่รอด
“เราแพ้ AI ไม่ได้ และเราต้องไม่ปล่อยให้ AI เข้ามากลืนมนุษย์ เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก ในช่วง 1-2 ปี อาจโตขึ้นเป็นพันเท่า มนุษย์จึงต้องเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูล วางระบบบริหารความเสี่ยง และใช้ AI เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถ ให้กับคนทุกระดับ” ดร.วรพล ระบุ