โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือนภัย! มัลแวร์ PEEP สามารถเปลี่ยนเว็บเบราว์เซอร์ดังให้กลายเป็น Backdoor ของระบบได้

Thaiware

อัพเดต 08 ต.ค. เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. เวลา 10.00 น. • Sarun_ss777
มัลแวร์ดังกล่าวจะทำการฝัง Extension ลงไปด้วยวิธีการบังคับติดตั้ง และใช้ฟีเจอร์ข้อความเพื่อรันโค้ดคำสั่งต่าง ๆ

เว็บเบราว์เซอร์นั้นอาจจะเป็นประตูสู่โลกอินเทอร์เน็ต เป็นเครื่องมือหลักที่ขาดไม่ได้ ทว่าปัจจุบันนั้น ได้มีมัลแวร์บางตัวที่มีการใช้งานช่องทางนี้มาเป็นประตูหลังของระบบ หรือ Backdoor ที่ช่วยให้แฮกเกอร์เข้าถึงเครื่องของเหยื่อได้อย่างไม่รู้ตัว

จากรายงานโดยเว็บไซต์ eSecurity Planet ได้กล่าวถึงการตรวจพบมัลแวร์ประเภท Backdoor ตัวใหม่ที่มีชื่อว่า PEEP ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนเว็บเบราว์เซอร์ยอดนิยมอย่าง Google Chrome และ Microsoft Edge ให้กลายเป็น Backdoor ได้ ซึ่งทางทีมวิจัยจาก SOCRadar บริษัทผู้พัฒนาแพลตฟอร์มต่อต้านภัยไซเบอร์ กล่าวว่าตัวมัลแวร์ตัวนี้จะปลอมตัวเป็นส่วนเสริมของเว็บเบราว์เซอร์ (Extension) ที่มีชื่อว่า Smart Bookmarks (ID: ejkndncpkdcjcikfhiamcdehdoegilbj) โดยมัลแวร์ตัวนี้นั้นไม่ได้เป็นตัวมัลแวร์แบบเข้าสู่ระบบของเหยื่อครั้งแรก (Initial Access) แต่อย่างใด เนื่องจากว่ามัลแวร์ตัวนี้จะถูกปล่อยลงมาได้นั้น เหยื่อจะต้องผ่านการรันโค้ดบางอย่างที่แฮกเกอร์ล่อให้รันมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยการติดตั้งมัลแวร์ตัวนี้นั้น ทางทีมวิจัยพบว่าตัวมัลแวร์นั้นไม่ได้มีการร้องขอให้เหยื่อกดติดตั้งบนเว็บเบราว์เซอร์แต่อย่างใด แต่เป็นการติดตั้งตัวเองด้วยการใช้ค่า Secure Preferences integrity ของเว็บเบราว์เซอร์ในตระกูล Chromium เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดย Web Store และการถามความเห็นของผู้ใช้งาน (User Prompt)

ซึ่งหลังจากที่มัลแวร์ PEEP ได้ถูกติดตั้งลงบนเครื่องของเหยื่อเป็นที่สำเร็จ ตัวมัลแวร์ก็จะเริ่มทำการขโมยข้อมูลบนเว็บเบราว์เซอร์, เข้าใช้งานเซสชัน (Session Hijacking), เปลี่ยนหน้าเว็บเพจที่เปิดอยู่, และใช้องค์ประกอบ (Component) ที่ทำหน้าที่ในการส่งข้อความ (Messenger) แบบเนทีฟเพื่อรันโค้ดอื่น ๆ ต่อ ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้จะมีการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ควบคุม (C2 หรือ Command and Control) ทุก ๆ 30 วินาที ผ่านทางโปรโตคอล HTTP แบบไม่เข้ารหัส (Plaintext) เพื่อรับคำสั่งจากเซิร์ฟเวอร์ โดยจากความสามารถข้างต้น รวมทั้งความสามารถในการเข้าใช้งานเซสชัน และการใช้เครื่องมือบนเว็บเบราว์เซอร์ได้นั้น ทำให้แฮกเกอร์สามารถอิงแอบใช้เป็น Backdoor เพื่อเข้าใช้งานบัญชีต่าง ๆ ของเหยื่อ หรือรันคำสั่งสารพัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคำสั่งจัดการไฟล์ หรือ ติดตั้งมัลแวร์ใหม่ ๆ เพิ่มเติมได้ และเนื่องจากตัวมัลแวร์นั้นถูกรันอยู่ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ระบบไว้วางใจ (Trusted Environment) ทำให้การตรวจจับนั้นทำได้ยากยิ่ง

นอกจากนั้นการลบมัลแวร์ดังกล่าวนั้นก็ทำได้ยาก เพราะการลบแค่ส่วนเสริมนั้นไม่พอที่จะหยุดยั้งการทำงานของมัลแวร์ตัวนี้จากการที่ตัวมัลแวร์นั้นมีกลไกเพื่อการคงอยู่บนระบบ (Persistence) มากมายหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานบังคับติดตั้งเชิงนโยบาย (Forced-Install Policy), การใช้สคริปท์ PowerShell ผ่านโหมดผู้พัฒนา (Developer Mode) แล้วปรับแต่ง Secure Preferences เพื่อให้เกิดการบังคับติดตั้งส่วนเสริมเข้ามาใหม่, และการใช้งาน ScriptCache Fallback เป็นต้น

ทางทีมวิจัยยังไม่พบว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังมัลแวร์นี้นั้นเป็นใคร แต่จากการพบภาษาจีนในโค้ดต้นฉบับ หรือ Source Code นั้นทำให้คาดได้ว่า กลุ่มแฮกเกอร์นั้นน่าจะเป็นกลุ่มแฮกเกอร์จากจีนที่อยู่เบื้องหลังมัลแวร์ดังกล่าว

➤ Website : https://www.thaiware.com
➤ Facebook : https://www.facebook.com/thaiware
➤ Twitter : https://www.twitter.com/thaiware
➤ YouTube : https://www.youtube.com/thaiwaretv

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...