"ดร.ประเสริฐ" ดัน Campus Anti-Scam เชื่อม "มหาวิทยาลัย–ตร.–ธนาคาร" หยุดภัยก่อนเสียอนาคต
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 69 ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ อว. ว่า การป้องกันสแกมเมอร์ที่มุ่งเป้านักศึกษา ต้องเชื่อมมหาวิทยาลัย ตำรวจ และสถาบันการเงินให้ช่วยเหลือได้ทันเวลา พร้อมสนับสนุนบุคลากรและเครื่องมือให้มหาวิทยาลัยนำไปปฏิบัติได้จริง
บก.ปอท. สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้ข้อมูลว่า คดีนักศึกษาถูกหลอกลวงที่นำมาวิเคราะห์ระหว่างเดือนกรกฎาคม–กันยายน 2569 มี 1,088 คดี ความเสียหายกว่า 203 ล้านบาท โดยร้อยละ 81.9 ใช้วิธีแอบอ้างเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์แล้วส่งต่อไปยังตำรวจปลอม ก่อนข่มขู่ให้แยกตัว โอนเงิน และใช้ข้ออ้างด้านการศึกษาขอเงินจากครอบครัว บางกรณีส่งคนมารับเงินสดถึงที่พัก
ขณะที่ผู้แทนจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลจากการสำรวจในเครือข่าย ทปอ. ว่า ร้อยละ 90 ของสถาบันที่ตอบแบบสำรวจเคยรับทราบเหตุนักศึกษาถูกหลอก แต่มีเพียงร้อยละ 6 ที่มีฐานข้อมูลและติดตามอย่างเป็นระบบ และร้อยละ 80 ต้องการแนวปฏิบัติกลาง สะท้อนความจำเป็นในการเชื่อมการเตือนภัยกับการช่วยเหลือให้ชัดเจน
“มิจฉาชีพใช้ความกลัวเสียอนาคตควบคุมนักศึกษา และใช้ความห่วงใยของพ่อแม่เข้าถึงเงินของครอบครัว เราต้องไม่กล่าวโทษผู้เสียหาย แต่ต้องทำให้นักศึกษากล้าขอความช่วยเหลือ และทำให้มหาวิทยาลัยมีระบบพร้อมรับช่วงทันที” ดร.ประเสริฐกล่าว
ดร.ประเสริฐ จึงต่อยอดข้อเสนอเดิมสู่ Campus Anti-Scam Protocol จำนวน 5 เสาหลัก เพื่อให้กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนา ได้แก่
1. มาตรฐานชัด ทรัพยากรพร้อม: ให้ อว. ร่วมกับมหาวิทยาลัยกำหนดขั้นตอนและผู้รับผิดชอบ พร้อมสนับสนุนบุคลากร เครื่องมือ และงบประมาณตามบริบทของแต่ละแห่ง โดยไม่ผลักภาระให้มหาวิทยาลัยสอบสวนหรืออายัดบัญชีแทนหน่วยงานที่มีอำนาจ
2. ป้องกันตรงจุด ตรวจสอบทุนและงานได้จริง ฝึกสถานการณ์จำลองให้รู้ทันกลลวงและ AI ตั้งแต่ปฐมนิเทศ พร้อมช่องทางยืนยันทุน งาน และการฝึกงาน รวมถึงสื่อสารกับผู้ปกครองให้ตรวจสอบคำขอเงินเร่งด่วนก่อนโอน
3. รับเบาะแสก่อนสูญเงิน เชื่อมข้อมูลเตือนภัย เปิดให้เพื่อน ครอบครัว และอาจารย์แจ้งความกังวลได้ทันที เชื่อมคำเตือนระหว่างมหาวิทยาลัย ตำรวจไซเบอร์ และ CIB พร้อมแนวทางคุ้มครองข้อมูลที่ทำให้บุคลากรช่วยเหลือได้อย่างมั่นใจ
4. ส่งต่อรวดเร็ว หยุดทั้งการโอนและส่งเงินสด จัดขั้นตอนร่วมกับตำรวจ AOC 1441 และธนาคาร ครอบคลุมกรณีผู้เสียหายติดต่อไม่ได้และเหตุฉุกเฉินนอกเวลาทำการ โดยไม่ให้ขั้นตอนภายในมหาวิทยาลัยชะลอการช่วยเหลือ
5. ดูแลจนกลับมาเรียนได้ ไม่ซ้ำเติมผู้แจ้งเหตุ เชื่อมบริการสุขภาพจิต กฎหมาย และความช่วยเหลือด้านการเรียนอย่างเป็นความลับ วัดผลจากความเร็วและคุณภาพการช่วยเหลือ ไม่ตัดสินมหาวิทยาลัยจากจำนวนเหตุที่รายงานเพียงอย่างเดียว
สำหรับทิศทางต่อไป ดร.ประเสริฐ ระบุว่า พร้อมร่วมกับคณะกรรมาธิการ กระทรวง อว. เครือข่ายมหาวิทยาลัย ตำรวจ หน่วยงานดิจิทัล ภาคธนาคาร ตลอดจนผู้ปกครองและตัวแทนนักศึกษา ผลักดันข้อเสนอให้เป็นแนวปฏิบัติร่วม ทดลองใช้ในมหาวิทยาลัยที่มีบริบทต่างกัน และนำผลมาปรับปรุงก่อนขยายผลทั่วประเทศ
“นักศึกษาไม่ควรเผชิญสแกมเมอร์เพียงลำพัง และมหาวิทยาลัยก็ไม่ควรรับภาระเพียงฝ่ายเดียว เราต้องร่วมกันสร้างระบบที่ช่วยหยุดความเสียหายได้ทัน และรักษาโอกาสทางการศึกษาของผู้เสียหายไว้ให้ได้” ดร.ประเสริฐกล่าว