โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คลื่นการเมืองสหรัฐเขย่าโลก ไทยรับแรงกระเพื่อม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เวทีโลกมีเรื่องใหญ่ให้จับตา เมื่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา กลายเป็นความพ่ายแพ้ครั้งสำคัญของ พรรครีพับลิกัน ของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลัง พรรคเดโมแครต สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ถือเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ และเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่พอใจของประชาชน ต่อการบริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมา

ผลการเลือกตั้งสหรัฐ ปรากฏว่า พรรคเดโมแครต สามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นมีตัวเลขผู้ชนะที่ประกาศแล้ว 239 ที่นั่งต่อ 147 ที่นั่งของรีพับลิกัน ส่วนวุฒิสภาเดโมแครต มีเสียงข้างมากเบื้องต้น 54 ต่อ 44 ที่นั่ง

ดุลอำนาจการเมืองสหรัฐพลิก

ผลเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสมดุลอำนาจในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความกังวลของชาวอเมริกัน ต่อค่าครองชีพ เงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และ โดยเฉพาะสงครามกับอิหร่าน ที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 เดือน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่“เดโมแครต” ชนะทั้งสองสภา ทำให้ “รัฐบาลทรัมป์” ต้องเผชิญกับข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ การใช้จ่ายภาครัฐ ภาษี และ การกำกับดูแลธุรกิจ แม้ประธานาธิบดียังมีอำนาจบริหารและสิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย (Veto) แต่การเดินหน้านโยบายต่างๆ คงไม่ราบรื่นเหมือนช่วงที่รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก

การเมืองสหรัฐเสี่ยงชะงักงัน

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า ผลเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยเฉพาะความเสี่ยงที่สหรัฐ จะเข้าสู่ภาวะการเมืองชะงักงัน (Political Gridlock) เนื่องจากแม้เดโมแครตจะคุมทั้งสองสภา แต่ประธานาธิบดียังมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย และการใช้เสียง 2 ใน 3 เพื่อล้มล้างการ Veto ก็ทำได้ยาก

นั่นหมายความว่า การออกกฎหมายใหม่ โดยเฉพาะเรื่องภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และการกำกับดูแลภาคธุรกิจ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความเสี่ยงเรื่องการผ่านงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่ Government Shutdown หรือ การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน กระทบความเชื่อมั่นและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่า นโยบายของทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงทันที โดยเฉพาะมาตรการกำแพงภาษี และนโยบายการค้ากับประเทศคู่ค้า เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ ยังมีอำนาจฝ่ายบริหารในการใช้มาตรการทางการค้าหลายด้าน เพียงแต่การตรวจสอบจากสภาจะเข้มข้นขึ้น รวมถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานแรงงานที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจาการค้ามากขึ้น

จับตาปมสงครามกับอิหร่าน

ประเด็นที่ทั่วโลกต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ สงครามตะวันออกกลางจะเดินไปในทิศทางใด หลังพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะสงครามกับอิหร่านไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ยังส่งผลต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก

การที่ประชาชนอเมริกันส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับสงครามผ่านคูหาเลือกตั้ง ย่อมเพิ่มแรงกดดันให้ “รัฐบาลทรัมป์” ต้องทบทวนยุทธศาสตร์ทางทหาร

มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐ จะพยายามหาทางลดระดับความขัดแย้ง เปิดช่องทางเจรจา หรือผลักดันข้อตกลงหยุดยิง เพื่อลดภาระทางเศรษฐกิจและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้พรรคของประธานาธิบดีสูญเสียคะแนนนิยม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่า สงครามจะยุติลงในเร็ววัน เพราะอำนาจในการตัดสินใจด้านการทหารและนโยบายต่างประเทศ ยังอยู่ในมือฝ่ายบริหาร

ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและเกี่ยวพันกับหลายประเทศ ทั้งอิสราเอล อิหร่าน และ ประเทศในอ่าวเปอร์เซีย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐ จึงอาจทำให้แนวทางดำเนินสงครามเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดสันติภาพโดยทันทีทันใด

ลุ้นทิศทางราคาน้ำมันโลก

ส่วนทิศทางราคาน้ำมันโลก นับเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากสหรัฐ สามารถลดระดับความขัดแย้งกับอิหร่านได้ ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และลดต้นทุนพลังงานให้กับประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน

แต่หากการเมืองภายในสหรัฐ ทำให้ “ทรัมป์” ต้องการแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อรักษาฐานอำนาจ หรือ เกิดการยกระดับความขัดแย้งทางทหารอีกครั้ง ราคาน้ำมันก็มีโอกาสผันผวนสูงขึ้นได้เช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง การที่สภาคองเกรสอยู่ภายใต้การควบคุมของเดโมแครต อาจทำให้ตลาดการเงินกังวลต่อความเสี่ยงด้านงบประมาณและการบริหารประเทศ ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งจะส่งผ่านไปยังตลาดทุนและเศรษฐกิจประเทศต่างๆ

สำหรับ “เศรษฐกิจโลก” มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือความหวังว่า ความขัดแย้งทางทหารจะลดลง และนโยบายเศรษฐกิจบางด้านจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ส่วนด้านลบ คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองสหรัฐ ความเสี่ยง Government Shutdown และความผันผวนของตลาดการเงิน ที่อาจทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลกชะลอการลงทุน

แรงกระเพื่อมประเทศไทย

ส่วน “ประเทศไทย” คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกระเพื่อม จากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะในฐานะประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศ หากราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง ค่าไฟฟ้า และ ค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

ในทางกลับกัน หากสงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันปรับลดลง ก็จะเป็นผลดีต่อไทย ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ลดต้นทุนผู้ประกอบการ และเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่รัฐบาลไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านราคาพลังงาน การส่งออก ค่าเงินบาท และ การเคลื่อนย้ายเงินทุน พร้อมเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยง ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วจึงค่อยแก้ไข

การเมืองสหรัฐวันนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะทุกความเคลื่อนไหวของประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งโลก สามารถส่งผลถึงราคาน้ำมันโลก และย้อนกลับมากระทบกระเป๋าสตางค์คนไทยได้โดยตรง

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

ผลเลือกตั้งสหรัฐลดแรงกดดันราคาน้ำมัน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ออกมาแสดงความยินดีต่อพรรคเดโมแครตที่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา และครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา

ผลการเลือกตั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนและพัฒนาการสำคัญ ที่จะเข้ามาช่วยสร้างสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพิ่มการตรวจสอบและถ่วงดุลการกำหนดนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับภาคเอกชนไทย จำเป็นต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดว่า การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสครั้งนี้ จะส่งผลต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ ในอนาคตอย่างไร

โดยเฉพาะมาตรการกำแพงภาษีนำเข้า การกีดกันทางการค้า และ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เนื่องจากประเด็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีกับมหาอำนาจคู่แข่ง ยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งพรรคเดโมแครต และ พรรครีพับลิกันให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน

นายพจน์ ชี้ว่า ในมิติของราคาพลังงานโลก อาจได้รับผลกระทบเชิงบวก หากรัฐบาลสหรัฐปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการทางการทูต และการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับประเทศอิหร่าน ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งผ่อนคลายลง จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาน้ำมันตลาดโลก ส่งผลดีต่อการควบคุมต้นทุนการผลิต ภาคการขนส่ง อัตราเงินเฟ้อ ตลอดจนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศไทย

“ภาคเอกชนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและตลาดส่งออก พร้อมทั้งติดตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและการเข้มงวดตรวจสอบการสวมสิทธิทางการค้าอย่างใกล้ชิด”

ทั้งนี้ หอการค้าไทยพร้อมเดินหน้ากระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคตร่วมกับสหรัฐ ทั้งภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวทาง Reinvent Thailand เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...