โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน ไม่ใช่มู่หลาน

sanook.com

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เปิดตำนาน 4 นักรบหญิง

เปิดตำนาน 4 นักรบหญิง "วีรสตรี" ที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีน มีหลักฐานชัดเจนกว่ามู่หลาน

เมื่อพูดถึง“นักรบหญิงจีน” ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น ฮวามู่หลาน หญิงสาวผู้ปลอมตัวเป็นชายไปรบแทนบิดา แต่จนถึงปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่ามู่หลานมีตัวตนจริงตามเรื่องเล่าหรือไม่

ในทางกลับกัน ประวัติศาสตร์จีนกลับมีผู้หญิงอีกหลายคนที่มีหลักฐานชัดเจนกว่า ทั้งจากจารึกโบราณ พงศาวดารราชวงศ์ และเอกสารทางการ บางคนบัญชาการกองทัพนับหมื่น บางคนตั้งกองทัพของตัวเอง และบางคนได้รับตำแหน่งทางทหารจากราชสำนักอย่างเป็นทางการ

นี่คือ 4 นักรบหญิงจีนที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ราชวงศ์ซางเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน ไปจนถึงช่วงปลายราชวงศ์หมิง

1. ฟู่ห่าว แม่ทัพหญิงเมื่อกว่า 3,000 ปีก่อน

ฟู่ห่าว (Fu Hao / 妇好) เป็นหนึ่งในนักรบหญิงที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีนที่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน เธอมีชีวิตอยู่ในช่วงราชวงศ์ซาง ราวศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล และเป็นพระชายาคนสำคัญของกษัตริย์อู่ติง

สิ่งที่ทำให้ฟู่ห่าวแตกต่างจากวีรสตรีในตำนาน คือชื่อของเธอปรากฏอยู่บน กระดูกเสี่ยงทาย หรือ Oracle Bones ซึ่งเป็นหลักฐานร่วมสมัยจากยุคราชวงศ์ซาง จารึกเหล่านี้กล่าวถึงการที่ฟู่ห่าวนำทัพและเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารหลายครั้ง นักวิชาการจึงสามารถยืนยันบทบาทของเธอได้จากหลักฐานที่มีอายุร่วมสมัยกับตัวบุคคลจริง

หนึ่งในจารึกกล่าวถึงการระดมกำลังของฟู่ห่าวจำนวนหลายพันนายเพื่อทำสงครามกับศัตรูของราชวงศ์ซาง ขณะที่หลักฐานชุดอื่นแสดงว่าเธอเคยมีส่วนในการรณรงค์ทางทหารกับกลุ่มต่าง ๆ รอบอาณาจักร นักวิชาการจึงมักยกให้ฟู่ห่าวเป็นหนึ่งในแม่ทัพหญิงยุคแรกที่สุดที่มีหลักฐานยืนยันในประวัติศาสตร์จีน

สุสานฟู่ห่าว หลักฐานที่ยืนยันว่าเธอไม่ใช่เพียงตัวละคร

ในปี ค.ศ. 1976 นักโบราณคดีค้นพบสุสานของฟู่ห่าวที่อินซวี เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน สุสานดังกล่าวไม่เคยถูกปล้นมาก่อน ทำให้พบโบราณวัตถุจำนวนมหาศาล รวมถึงเครื่องสำริด หยก เครื่องประดับ และอาวุธ

พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ระบุว่า ภายในสุสานพบเครื่องสำริดประมาณ 200 ชิ้น และมีวัตถุมากกว่า 60 ชิ้นที่จารึกชื่อของฟู่ห่าว นอกจากนี้ยังพบอาวุธและขวานสำริดขนาดใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลบนกระดูกเสี่ยงทายที่กล่าวถึงบทบาททางทหารของเธอ

ฟู่ห่าวจึงเป็นกรณีที่โดดเด่นมาก เพราะไม่เพียงมีพงศาวดารกล่าวถึงภายหลัง แต่ยังมีทั้ง จารึกที่สร้างขึ้นในสมัยที่เธอมีชีวิตอยู่และสุสานของตัวบุคคลจริง เป็นหลักฐานประกอบกัน

อนุสาวรีย์ฟู่ห่าว (Fu Hao Statue) รูปปั้นหยกขาวโบราณจำลองตั้งอยู่ด้านหน้าหอเซ่นไหว้ฟู่ห่าว ณ บริเวณ สุสานของฟู่ฮ่าว ในแหล่งมรดกโลกอินซวี (Yinxu) เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน

อนุสาวรีย์ฟู่ห่าว

2. เจ้าหญิงผิงหยาง เจ้าหญิงผู้ตั้ง “กองทัพสตรี” ช่วยสร้างราชวงศ์ถัง

ข้ามเวลามาเกือบ 2,000 ปี จีนมีนักรบหญิงอีกคนที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนราชวงศ์ นั่นคือ เจ้าหญิงผิงหยาง (Princess Pingyang / 平阳公主) พระธิดาของหลี่หยวน ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นจักรพรรดิถังเกาจู่ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ถัง

ในปี ค.ศ. 617 หลี่หยวนลุกขึ้นต่อต้านราชวงศ์สุย เจ้าหญิงผิงหยางซึ่งอยู่ใกล้เมืองฉางอันในเวลานั้นไม่ได้หลบหนีไปกับพระสวามี แต่เลือกอยู่เบื้องหลังและรวบรวมผู้คนขึ้นเป็นกองกำลังของตนเอง

หลักฐานใน จิ่วถังซู หรือ Old Book of Tang ระบุว่า พระองค์นำทรัพย์สินของครอบครัวออกมาใช้ในการรวบรวมผู้คนและสร้างกองกำลัง ก่อนจะร่วมมือกับกลุ่มกบฏหลายกลุ่ม จนกำลังของพระองค์เติบโตขึ้นอย่างมาก

กองทัพ “เหนียงจื่อจวิน” กองทัพของเจ้าหญิง

กองกำลังของเจ้าหญิงผิงหยางเป็นที่รู้จักในชื่อ “เหนียงจื่อจวิน” (娘子军) หรือที่อาจแปลได้ว่า “กองทัพของสตรี” พระองค์ตั้งกองบัญชาการของตนเองและมีส่วนในการยึดพื้นที่รอบฉางอัน ก่อนกองกำลังของหลี่หยวนจะเข้ายึดเมืองหลวงราชวงศ์สุยได้สำเร็จ

งานวิชาการของ Cambridge University Press อ้างอิงพงศาวดารถังว่า เจ้าหญิงผิงหยางสามารถรวบรวมกองกำลังที่มีรายงานว่ามีจำนวนถึงประมาณ 70,000 คน และการดำเนินการทางทหารของพระองค์มีส่วนต่อความสำเร็จของหลี่หยวนในการยึดฉางอันและสถาปนาราชวงศ์ถัง

หลังราชวงศ์ถังก่อตั้งขึ้น พระองค์ได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ เมื่อสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 623 จักรพรรดิถังเกาจู่ยังมีรับสั่งให้จัดพระราชพิธีศพโดยมีเกียรติยศทางทหาร แม้ขุนนางพิธีการจะทักท้วงว่าธรรมเนียมดังกล่าวไม่เหมาะกับสตรีก็ตาม พงศาวดารบันทึกเหตุผลของจักรพรรดิว่า พระธิดาพระองค์นี้เคยรวบรวมกองทัพและมีความดีความชอบทางทหารจริง

3. เหลียงหงอวี้ หญิงผู้ตีกลองบัญชาการรบในสมัยซ่ง

เหลียงหงอวี้ (Liang Hongyu / 梁红玉) เป็นนักรบหญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ และเป็นภรรยาของ หานซื่อจง แม่ทัพคนสำคัญที่ต่อสู้กับราชวงศ์จินของชาวจูร์เจินในคริสต์ศตวรรษที่ 12

อย่างไรก็ตาม เรื่องของเธอต้องแยกระหว่าง “ประวัติศาสตร์” กับ “ตำนาน” ให้ชัด เพราะชื่อจริงของเธอไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหลักฐานร่วมสมัย พงศาวดารเรียกเธอเพียงว่า “นางเหลียง” หรือ Lady Liang ส่วนชื่อ “เหลียงหงอวี้” เป็นชื่อที่แพร่หลายในวรรณกรรมและเรื่องเล่ายุคหลัง

สิ่งที่มีหลักฐานรองรับคือ นางเหลียงมีส่วนในเหตุการณ์ทางทหารร่วมกับหานซื่อจง โดยเฉพาะการรบกับกองทัพจิน บันทึกเกี่ยวกับยุทธการหวงเทียนต้างกล่าวถึงเธอในบทบาทตีกลองส่งสัญญาณสนับสนุนการบัญชาการรบ ขณะที่รายละเอียดสีสันหลายอย่างที่เล่ากันภายหลังถูกแต่งเติมขึ้นในวรรณกรรม

จากหญิงในพงศาวดาร สู่หนึ่งในวีรสตรีจีน

ภาพของเหลียงหงอวี้ในยุคหลังถูกขยายให้กลายเป็นหญิงนักรบผู้กล้าหาญ ใช้เสียงกลองควบคุมกองทัพและยืนเคียงข้างสามีในสนามรบ จนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวีรสตรีจีน

แต่หากเขียนในเชิงประวัติศาสตร์ ควรระบุว่า บุคคลที่เรียกว่า “นางเหลียง” มีหลักฐานว่ามีตัวตนจริง ส่วนรายละเอียดชีวิตและชื่อ “หงอวี้” หลายส่วนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง จุดนี้ทำให้เรื่องของเธอน่าสนใจตรงที่เราเห็นได้ชัดว่า บุคคลจริงสามารถค่อย ๆ กลายเป็นตัวละครในตำนานได้อย่างไร

4. ฉินเหลียงอวี้ แม่ทัพหญิงปลายราชวงศ์หมิงที่มีชื่อในพงศาวดารทางการ

หากต้องเลือกนักรบหญิงจีนที่มีประวัติทางการชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ ฉินเหลียงอวี้ (Qin Liangyu / 秦良玉) แทบจะขาดไม่ได้ เธอเกิดในปี ค.ศ. 1574 ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในนครฉงชิ่ง และมีชีวิตอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์หมิง

ฉินเหลียงอวี้ได้รับการฝึกทั้งการขี่ม้าและยิงธนู ก่อนสมรสกับหม่าเชียนเฉิง ผู้ดำรงตำแหน่งปกครองท้องถิ่นสือจู้ ต่อมาเธอได้บัญชาการกองกำลังด้วยตัวเอง และชื่อของเธอถูกบันทึกไว้ใน หมิงสื่อ หรือ History of Ming ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงอย่างเป็นทางการ

พงศาวดารระบุว่า ในปี ค.ศ. 1599 ขณะเกิดกบฏหยางอิงหลง ฉินเหลียงอวี้นำทหารฝีมือดีประมาณ 500 นายเข้าร่วมการปราบกบฏกับกองกำลังของสามี และมีบทบาทในการตีฐานที่มั่นของฝ่ายกบฏหลายแห่ง

“กองทัพหอกขาว” ที่ศัตรูหวาดเกรง

กองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของฉินเหลียงอวี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ไป๋ก่านปิง” (白杆兵) หรือกองทหารหอกขาว ซึ่งพงศาวดารหมิงระบุว่าเป็นกองกำลังที่มีระเบียบเข้มงวดและเป็นที่หวาดเกรงของฝ่ายตรงข้าม

ต่อมาเมื่อสถานการณ์ชายแดนภาคเหนือรุนแรงขึ้น ฉินเหลียงอวี้ส่งกำลังไปช่วยรบกับกองทัพจูร์เจิน และหลังพี่ชายเสียชีวิตในการรบ เธอนำทหารประมาณ 3,000 นายขึ้นเหนือด้วยตัวเองเพื่อช่วยราชสำนักหมิง นอกจากนี้ยังมีบทบาทปราบกบฏและป้องกันเสฉวนในช่วงปลายราชวงศ์

ความโดดเด่นของฉินเหลียงอวี้อยู่ที่ เธอไม่ได้มีชื่อเพียงในนิยายหรือตำนาน แต่ได้รับการบันทึกอยู่ในหมวดชีวประวัติขุนนางและแม่ทัพของประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิง จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แข็งแรงที่สุดของ “แม่ทัพหญิงจีนที่มีตัวตนจริง”

CCDI–NCSอนุสาวรีย์ฉินเหลียงอวี้

ทำไมไม่มี “มู่หลาน” อยู่ในรายชื่อนี้?

แม้มู่หลานจะเป็นนักรบหญิงจีนที่โด่งดังที่สุดในโลก แต่หลักฐานเกี่ยวกับตัวเธอต่างจากทั้ง 4 คนข้างต้น เรื่องของมู่หลานปรากฏจาก บทเพลงมู่หลาน ซึ่งเป็นวรรณกรรมโบราณที่เชื่อมโยงกับช่วงราชวงศ์เหนือ แต่ยังไม่มีเอกสารร่วมสมัย สุสาน จารึก หรือบันทึกทางราชการที่สามารถระบุตัวตนของหญิงชื่อมู่หลานได้อย่างแน่นอน

จึงเป็นไปได้ว่าตำนานมู่หลานอาจได้รับแรงบันดาลใจจากผู้หญิงนักรบจริงในสังคมชายแดนทางเหนือ แต่ในทางประวัติศาสตร์ เรายังไม่สามารถพูดได้ว่า “ฮวามู่หลาน” ตามเรื่องที่รู้จักกันทุกวันนี้เป็นบุคคลจริง

มู่กุ้ยอิงแห่งตระกูลหยางก็ไม่มีหลักฐาน

มู่กุ้ยอิง (穆桂英 / Mu Guiying) หนึ่งใน “นักรบหญิง” ที่โด่งดังที่สุดของจีน เป็นตัวละครจากตำนานและวรรณกรรมเกี่ยวกับตระกูลแม่ทัพหยาง หรือ Yang Family Generals (杨家将) ซึ่งเรื่องราวถูกพัฒนาผ่านนิทานพื้นบ้าน งิ้ว และวรรณกรรมในยุคหลัง

มู่กุ้ยอิงถูกเล่าว่าเป็นหญิงนักรบฝีมือสูง มีความสามารถด้านการรบ การวางแผน และการบัญชาการกองทัพ ต่อมาได้แต่งงานกับ หยางจงเป่า แห่งตระกูลหยาง และกลายเป็นสะใภ้คนสำคัญของตระกูล โดยมีเรื่องเล่าว่าเธอเคยนำทัพออกศึกและสร้างผลงานทางทหารหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตระกูลแม่ทัพหยางมีรากจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์สมัยซ่ง เช่น หยางเย่ (杨业 / Yang Ye) ซึ่งมีหลักฐานว่ามีตัวตนจริง แต่ตัวละครหลายคนที่ปรากฏในเรื่องเล่าภายหลัง รวมถึงมู่กุ้ยอิง ถูกสร้างหรือแต่งเติมขึ้นในวรรณกรรม

13 ซีรีส์จีนแนวแม่ทัพหญิง นางเอกเก่งวรยุทธ สตรียิ่งงดงามยิ่งอันตราย บู๊ไม่แพ้ผู้ชาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...