โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส ตีแสกหน้า TPBS ตะลึง! จ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษเดือนละสามแสน

ไทยโพสต์

อัพเดต 5 ตุลาคม 2569 เวลา 17.41 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

5 ต.ค.2569-นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “ต้องปฏิรูปใหญ่..ก่อนจะสาย(เกินแก้)ไปกว่านี้” ระบุว่า อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้ คนในไทยพีบีเอสสะดุ้ง ตื่นตัว ตื่นเต้น และระทึกใจมากที่สุดกว่าทุกครั้งในรอบ 18 - 19 ปี

14 มกราคม 2551 วันที่พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือกันว่า “สื่อสาธารณะ”แห่งแรกและแห่งเดียวได้ก่อกำเนิดขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านเหตุการณ์รุนแรงในสงครามสีเสื้อ ผ่านการรัฐประหารเมื่อปี 2557 ผ่านรัฐบาลมาหลายชุด แต่ไทยพีบีเอสก็อยู่รอดปลอดภัยมาได้

เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บจากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบร้อยละ 1.5 ปีละไม่เกิน 2,000 ล้านบาทใช้หล่อเลี้ยงการดำเนินงาน ส่วนใหญ่ใช้ไปกับเงินเดือน ค่าตอบ แทน สวัสดิการของผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานสัญญาจ้าง ลูกจ้างโครงการ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 1,300 คน คนที่เกษียณไปแล้วบางคน ก็จ้างให้กลับมาทำงานเป็นโค้ช ที่พนักงานกังขาคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร ให้ค่าจ้างเดือนละ 100,000 บาท กำหนดจ้าง 6 เดือน เป็นเงิน 600,000 บาท ผู้เชี่ยวชาญพิเศษจ้างเดือนละเกือบ 300,000 บาท

สมัยมีตำแหน่งมีอำนาจ เป็นผู้อำนวยการสำนัก ทำไมไม่บริหาร ไม่ทำให้ดี กลับจะมามีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ในการฝึกอบรมเพื่อยกระดับด้านข่าวกันตอนที่พ้นตำ แหน่งไปแล้ว แม้จะเป็นข่าวครึกโครมในสื่อต่างๆแต่ก็หาได้มีการแก้ไขทบทวนแก้ไขไม่

อีกประเด็นหนึ่ง องค์กรสื่อด้วยกันต่างแปลกใจ พากันตั้งคำถามว่า ทำไมที่นี่ (ไทยพีบีเอส) คนจึงมากมายก่ายกองขนาดนี้ ทำงานอะไรกันบ้างสำหรับความรับผิดชอบหลักคือ การผลิตข่าวสารเผยแพร่ทางหน้าจอโทรทัศน์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งมีคนมากก็ยิ่งใช้เงินมาก หรือว่ามีเงินเยอะ ได้มาง่ายๆแบบอัตโนมัต ไม่ต้องไปวิ่งหา จึงใช้กันสบาย ? ความเป็นสื่อสาธารณะต้องใช้คนทำงานมากกว่าองค์กรสื่ออื่นๆกระนั้นหรือ?

แต่องค์กรสื่อในยุคดิจิทัล เขาใช้คนทำงานไม่มาก ก็เห็นหลายแห่งเขาปรับตัว หนังสือพิมพ์กระดาษเลิกกิจการ ไม่พิมพ์ออกจำหน่าย เลิกจ้าง เพื่อลดคนก็เห็นๆกันอยู่ เพราะถ้าไม่ลดองค์กรจะขาดทุนและอาจต้องเลิกกิจการ คนในไทยพีบีเอสเคยถามตัวเองบ้างไหมว่า สื่ออื่นๆ เช่น สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงาน 10 - 20 คน แต่สามารถนำเสนอข่าว ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม รายงานสด ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ผลงานข่าวโดนเด่น น่าสนใจ มีผู้ติดตามจำนวนมาก

ไทยพีบีเอส เงินส่วนใหญ่ใช้ไปกับการจ้างบริษัทผลิตรายการ ค่าผลิตรายการก็แพงใช่ย่อย ค่าจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกหลายรายการก็ไม่ใช่ถูกๆ พูดกันแต่ว่า ไทยพีบีเอสไดัเงินและใช้เงินปีละ 2,000 ล้านบาท น้ัอยเกินไป แต่ความจริงใช้เงินจากรายได้อื่น ได้แก่ ค่าบำรุงโครงข่ายปีละประมาณ 400 ล้านบาท ดอกเบี้ย ฯลฯ รวมแล้วก็ปาเข้าไปปีละประมาณ 2,600 - 2,800 ล้านบาท

ไม่ต้องตะลึง นี่คือความจริง เป็นความจริงของสื่อสาธารณะที่มีสโลแกน ”โปร่งใส ตรวจสอบได้“ พร้อมๆไปกับเสียงคัดค้าน ต่อต้านของเครือข่ายและมวลหมู่พันธมิตรที่แสดงปฏิกิริยาไม่พอใจพรรคภูมิใจไทยที่จะเข้ามาฮุบไทยพีบีเอสไปเป็น“สื่อของรัฐ“ ทำให้สูญเสียความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วยเหตุที่เปลี่ยนแหล่งรายได้จากภาษีบาปไปเป็นการให้เงินงบประมาณแผ่นดิน ขอให้ถอนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่กำลังรับฟังความคิดเห็นออกไปจากกระบวนการตรากฎหมาย

แต่คงเป็นไปไม่ได้ มีแต่รัฐบาลจะทำเป็นร่างแก้ไขพระราชบัญญัติทั้งฉบับเสนอเข้ามาเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและมีความพร้อมซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง และสำนักนายกรัฐมนตรีที่จะไปดำเนินการ

มีบางเสียงสะท้อนเสนอให้ไทยพีบีเอสปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เกิดประ สิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะความคุ้มค่า ความสุจริต โปร่งใส

ที่น่าสนใจ คือ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน 6 แห่งออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมาแสดงท่าทีแบบกลางๆว่า มิได้มุ่งสนับสนุน หรือคัดค้านพรรคการเมืองหรือฝ่ายการเมืองใด แสดงจุดยืนเสนอให้ทบทวนกฎหมายซึ่งไม่จำกัดแต่ประเด็นแหล่งรายได้หรือการจัดสรรงบประมาณ แต่ครอบคลุมถึงบทบาทและพันธกิจของสื่อสาธารณะ โครงสร้างการบริหารและการกำกับดูแล ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรสาธารณะ ตลอดจนความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชน (แถลงการณ์ข้อ 2)

”องค์กรวิชาคำพสื่อเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาทและปฏิรูปการดำ เนินงานครั้งสำคัญ เพื่อแสดงคุณค่าของสื่อสาธารณะต่อประชาชน…ไทยพีบีเอสต้องแสดงให้สังคมเห็นถึงคุณค่า และความแตกต่างของสื่อสาธารณะจากสื่อของรัฐและสื่อเชิงพาณิชย์…”(แถลงการณ์ข้อ 4)

นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายไทยพีบีเอสว่า จะทำได้ไหมในการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ ตามที่องค์กรวิชาชีพสื่อเสนอผ่านแถลงการณ์

สื่อด้วยกันย่อมทราบดีว่า สื่อพาณิชย์กำลังเผชิญกับอะไร และไทยพีบีเอสกำลังทำอะไร

ระหว่างนี้ มีข่าวในสื่อต่างๆว่า สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบการใช้เงิน บางเรื่องได้สรุปผลแจ้งกลับมาที่ไทยพีบีเอสแล้ว และบางเรื่องก็ใกล้จะสรุป เช่น การใช้รถส่วนกลางซ้ำซ้อน ระดับบริหารได้ทั้งเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายรายเดือนและยังใช้รถส่วนกลาง อาจถูกสตง.เสนอแนะให้เรียกเงินคืนสำหรับผู้ที่ใช้รถไม่ถูกต้อง ปัญหาการจัดซื้อจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงที่ขัดต่อกฎหมาย การจ้างผู้ดำเนินรายการภายนอกราคาแพง ฯลฯ

ข่าวครึกโครมแบบนี้อาจบีบหัวใจคนที่คัดค้านการเสนอแก้กฎหมายที่มาของแหล่งรายได้ไม่มากก็น้อย หรือไม่รู้สึกอะไรเลยก็เป็นไปได้ แต่ผู้รักความเป็นธรรมและยอมรับความจริงย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สภาพเช่นนี้ได้ลดทอนความน่าเชื่อถือที่มีต่อไทยพีบีเอสไม่น้อย

เหนืออื่นใด…หากไทยพีบีเอสอยากอยู่รอดได้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องผ่าตัดกันครั้งใหญ่ ดังที่องค์กรวิชาชีพสื่อใช้คำว่า “ปฏิรูป” โดยไทยพีบีเอสต้องปรับตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงออกต่างๆต้องสุขุมรอบคอบ ผ่านการวิเคราะห์และกำหนดยุทธศาสตร์กับการขับเคลื่อนอย่างฉลาดและแยบยล เพราะความเป็นสื่อสาธารณะที่ต้องเป็น“มืออาชีพ” คอยค้ำคออยู่

หากเบี่ยงเบนไปจากนี้ กลายเป็นองค์กรที่มุ่งปกป้องตัวเองจนก้าวข้ามเส้นความเป็นเที่ยงธรรม ความสมดุล การเปิดพื้นที่ สร้างเวทีกลางให้ทุกฝ่ายเสนอความจริงอย่างครบถ้วน รอบด้าน โน้มเอียงไปสู่การสร้างเวทีและพื้นที่ให้ตัวเองและเครือข่ายพวกเดียวกันเป็นหลัก ไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้ายอมรับว่าองค์กรก็มีปัญหา ใช้เงินจากภาษีบาปอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ถูกต้อง และบางทีอาจจะช้าหรือสายไปที่จะเยียวยา กอบกู้สถานการณ์ไทยพีบีเอส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...