โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โผหุ้น 7 กลุ่มกองหน้า รับไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank ดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี ต่อยอดสู่ Regional Hub

การเงินธนาคาร

อัพเดต 08 ต.ค. เวลา 13.03 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. เวลา 06.03 น.

บล.เอเซีย พลัส มองการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings วันที่ 12–18 ต.ค. เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพไทยต่อผู้ลงทุน สถาบันการเงินทั่วโลก ชี้ 7 อุตสาหกรรมกองหน้า มีโอกาสรับประโยชน์จากการดึงดูดเงิน FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก หนุนโอกาสเติบโตและมูลค่าหุ้นระยะกลาง-ยาว

วันที่ 8 ตุลาคม 2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และสถาบันการเงินจากทั่วโลก

เอเซีย พลัสมองว่า ประโยชน์จากการประชุมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ของประเทศในระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยให้เชื่อมโยงกับเงินทุน เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้โดยตรง

เอเซีย พลัสจัด 7 อุตสาหกรรมกองหน้า ซึ่งเป็นตัวแทนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และเป็นกลุ่มที่ไทยมีฐานธุรกิจเดิมที่แข็งแกร่ง สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่

  • กลุ่มอาหาร: คาราบาวกรุ๊ป (CBG), เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC)
  • กลุ่มยานยนต์สมัยใหม่: อาปิโก ไฮเทค (AH), มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (MGC), คิง เจน (KGEN)
  • กลุ่มค้าปลีก: ซีพี ออลล์ (CPALL), เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC)
  • กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล: เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA), กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF)
  • กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ: โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH), กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)
  • กลุ่มท่องเที่ยว: ท่าอากาศยานไทย (AOT), โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)
  • กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์: แพลน บี มีเดีย (PLANB), บีอีซี เวิลด์ (BEC)

เอเซีย พลัสระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีโอกาสได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีศักยภาพเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ศูนย์ข้อมูล ห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า และการแปรรูปอาหาร

ขณะเดียวกัน ภาคบริการที่ไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว เช่น การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยว ก็มีโอกาสต่อยอดจากการเป็นฐานธุรกิจหรือจุดหมายปลายทาง ไปสู่การเป็น ศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น

ดังนั้น การประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เชื่อมโยงกับเงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานโลกได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหากเกิดการลงทุนและการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรและมูลค่าหุ้นในระบบนิเวศดังกล่าวในระยะกลางถึงระยะยาว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...