โผหุ้น 7 กลุ่มกองหน้า รับไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank ดึงเงินลงทุน เทคโนโลยี ต่อยอดสู่ Regional Hub
บล.เอเซีย พลัส มองการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings วันที่ 12–18 ต.ค. เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพไทยต่อผู้ลงทุน สถาบันการเงินทั่วโลก ชี้ 7 อุตสาหกรรมกองหน้า มีโอกาสรับประโยชน์จากการดึงดูดเงิน FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก หนุนโอกาสเติบโตและมูลค่าหุ้นระยะกลาง-ยาว
วันที่ 8 ตุลาคม 2569 บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า การที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และสถาบันการเงินจากทั่วโลก
เอเซีย พลัสมองว่า ประโยชน์จากการประชุมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาพลักษณ์ของประเทศในระยะสั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทยให้เชื่อมโยงกับเงินทุน เทคโนโลยี และพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้โดยตรง
เอเซีย พลัสจัด 7 อุตสาหกรรมกองหน้า ซึ่งเป็นตัวแทนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และเป็นกลุ่มที่ไทยมีฐานธุรกิจเดิมที่แข็งแกร่ง สามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ได้แก่
- กลุ่มอาหาร: คาราบาวกรุ๊ป (CBG), เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF), ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC)
- กลุ่มยานยนต์สมัยใหม่: อาปิโก ไฮเทค (AH), มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (MGC), คิง เจน (KGEN)
- กลุ่มค้าปลีก: ซีพี ออลล์ (CPALL), เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC)
- กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล: เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA), กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF)
- กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ: โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH), กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS)
- กลุ่มท่องเที่ยว: ท่าอากาศยานไทย (AOT), โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL), ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)
- กลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์: แพลน บี มีเดีย (PLANB), บีอีซี เวิลด์ (BEC)
เอเซีย พลัสระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวมีโอกาสได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากการเข้ามาของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีศักยภาพเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลก เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ศูนย์ข้อมูล ห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้า และการแปรรูปอาหาร
ขณะเดียวกัน ภาคบริการที่ไทยมีจุดแข็งอยู่แล้ว เช่น การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงการท่องเที่ยว ก็มีโอกาสต่อยอดจากการเป็นฐานธุรกิจหรือจุดหมายปลายทาง ไปสู่การเป็น ศูนย์กลางระดับภูมิภาค (Regional Hub) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ดังนั้น การประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีสร้างภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสในการผลักดันอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เชื่อมโยงกับเงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานโลกได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งหากเกิดการลงทุนและการยกระดับศักยภาพทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของกำไรและมูลค่าหุ้นในระบบนิเวศดังกล่าวในระยะกลางถึงระยะยาว