โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

13 ประเด็น ถอดบทเรียน ‘โควิด’ สู่การรับมือ ‘โรคอุบัติใหม่’ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

The Bangkok Insight

อัพเดต 04 ก.ค. 2566 เวลา 13.46 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 00.35 น. • The Bangkok Insight

13 ประเด็น ถอดบทเรียน จากประวัติศาสตร์ธรรมชาติ "โควิด 19" สู่การรับมือ ลดผลกระทบ "โรคอุบัติใหม่" ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ.รามาธิบดี โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุ 13 ประเด็นสำคัญ ที่ทั่วโลกได้จากการถอดบทเรียนจากประวัติศาสตร์ธรรมชาติ(Natural history) ของโควิด-19

โควิด

เพื่อนำไปใช้ต่อยอด ในการลดผลกระทบของโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะยับยั้งการระบาดแพร่ระบาด ลดการเจ็บป่วยรุนแรง ลดการป่วยเรื้อรัง และลดการเสียชีวิต

ในช่วง 3 ปีของการระบาดของโควิด-19 ทั่วโลก (Pandemic) องค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 767 ล้านคน และเสียชีวิต 6.9 ล้านคน ทำให้หลายประเทศเร่งถอดบทเรียนจากการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติของโควิด-19 อันหมายถึงการศึกษาข้อมูลการอุบัติขึ้น การลุกลามแพร่ระบาดของโรค ศึกษาอาการตั้งแต่เริ่มมีอาการจนหายหรือเสียชีวิต

โควิด

13 ข้อ รับมือลดผลกระทบ จากโรคอุบัติใหม่ในอนาคต

เพื่อนำมาปรับใช้ลดผลกระทบของโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อ ลดการเจ็บป่วยรุนแรง ลดการป่วยเรื้อรัง และลดการเสียชีวิต สรุปได้ 13 ข้อดังนี้

  • เร่งฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งรับสมัครเพิ่มเติม: ลงทุนในการปรับปรุงทั้งปริมาณและคุณภาพของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่จะระบาดในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะเกิดถี่ขึ้น จากการรุกป่า ภาวะโรคร้อน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเดินทางระหว่างประเทศด้วยเครื่องบินมากขึ้น การอยู่อย่างหนาแน่นของประชาชนในเขตเมือง

ประเทศไทย: มีการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ทั่วประเทศและอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ในการเข้าถึงประชาชนทุกครัวเรือน

ในกรุงเทพจะมีสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) กรมควบคุมโรคทำงานร่วมกับสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ในการควบคุมโรคระบาดในเขตเมือง มีสถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรคดูแลผู้ติดเชื้อรุนแรงหรือโรคอุบัติใหม่ซึ่งมักจะมาจากผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่มาทางเครื่องบิน ได้รับงบประมาณเพิ่มปริมาณของห้อง ICU ความดันลบ, และเตรียมพร้อมโรงพยาบาลสนาม

  • ควรมีระบบการตรวจผู้ติดเชื้อและทราบผลอย่างรวดเร็วผนวกกับระบบติดตามผู้สัมผัส (contact tracing) ขึ้นเพื่อรับมือและยับยั้งการแพร่ระบาด

ประเทศไทย: มีหน่วยตรวจไวรัสโควิด-19 ด้วยเทคนิค PCR ที่ผ่านการรับรองทั่วประเทศกว่า 400 แห่ง สามารถปรับมาใช้ตรวจหาจุลชีพและไวรัสที่ก่อโรคระบาดอื่นๆได้

โควิด
  • การเพิ่มการผลิตอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลหรือ PPE สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ให้พอเพียง, เพิ่มปริมาณของห้อง ICU ความดันลบ, และเตรียมพร้อมโรงพยาบาลสนาม
  • ตั้งศูนย์เฝ้าระวังการระบาดของโรคอุบัติใหม่หรือโรค “X” (ผู้ป่วยที่เกิดการติดเชื้อไม่ทราบสาเหตุ) และโรคอุบัติซ้ำด้วยการ

4.1 การตรวจจีโนมของจุลชีพและไวรัสจากน้ำเสียในชุมชน (City-wide wastewater genomic surveillance) เพื่อบ่งชี้ประเภทเชื้อในชุมชนก่อนเกิดการเจ็บป่วย

4.2 ถอดรหัสพันธุกรรมจีโนมจุลชีพและไวรัสขั้นสูงทั้งดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอ ด้วยเทคโนโลยี “เมตาจีโนมิกส์” (Metagenomics) จากสิ่งส่งตรวจจากผู้ติดเชื้อที่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อบ่งชี้ว่าผู้ป่วยติดเชื้ออะไร

4.3 การถอดรหัสพันธุกรรมจีโนมของจุลชีพและไวรัสจากผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามการกลายพันธุ์ที่อาจก่อโรครุนแรง (Variants and Genomic Surveillance for pathogens)

  • ภาครัฐสนับสนุนเงินทุนวิจัยสำหรับพัฒนาเทคนิคการวินิจฉัยเชื้ออุบัติใหม่ที่รวดเร็ว การผลิตวัคซีน แอนติบอดีสำเร็จรูป ยาต้านไวรัส และการวิจัยโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน รวมทั้งเพิ่มความรวดเร็วของคณะกรรมการจริยธรรม ในการพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัยฯ ที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ เพื่อทันต่อสถานการณ์การระบาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว: เช่น คณะกรรมการจริยธรรมในอังกฤษจะมีช่องทางพิเศษ (fast track) ในการพิจารณาอนุมัติโครงการวิจัยฯที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ให้แล้วเสร็จใน 1-2 เดือน
  • ทำงานประสานกับเครือข่ายเฝ้าระวังโรคติดต่อทั่วโลก เช่น องค์การอนามัยโลก
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านการแบ่งปันข้อมูลรหัสพันธุกรรมจีโนมของโรคติดเชื้อระหว่างประเทศให้กับหน่วยงานกลาง เช่น “จีเสส (GISAID)” ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลาแบบเรียลไทม์
โควิด
  • ดำเนินการรณรงค์ให้เกิดความรอบรู้ หรือตระหนักรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ (Health literacy of infectious diseases) คือความสามารถในการทำความเข้าใจมาตรการด้านสาธารณสุขและตัดสินใจอย่างรอบรู้เพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัวและชุมชน ประโยชน์ของความรู้ด้านสุขภาพเกี่ยวกับโรคติดเชื้อ ได้แก่ การป้องกันข้อมูลที่ผิด การปรับปรุงผลลัพธ์ด้านสุขภาพ การลดความเหลื่อมล้ำ และการให้อำนาจแต่ละบุคคลในการควบคุม ดูแลความเป็นอยู่ของตนเอง

ประเทศไทย: เช่น กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่ประชาชน ผ่านบรรดานักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์และสถาบันวิจัยทั่วประเทศ

  • สนับสนุนนโยบายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ลดการตัดไม้ทำลายป่า ลดการรุกล้ำป่า ลดภาวะโลกร้อน
  • มีนโยบายดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง และกำลังจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในอนาคต

ประเทศไทย: อายุเฉลี่ยของประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 80 ปี จากเดิมเพียงประมาณ 50 ปี เมื่อ 66 ปีที่แล้ว โดยมีอัตราเด็กเกิดใหม่ ณ. ปัจจุบันเพียง 1.2 คน จากพ่อแม่หนึ่งครอบครัว

  • เสริมสร้างกฎระเบียบควบคุมตลาดสดและการค้าสัตว์ป่ามิให้เป็นแหล่งแพร่เชื้ออุบัติใหม่สู่ชุมชน
  • มีระบบควบคุมห้องปฏิบัติการวิจัยเชื้อโรคจากสัตว์ป่าที่อาจก่อให้เกิดโรคอุบัติใหม่ไม่ให้หลุดออกมาจากห้องแล็บแพร่สู่ชุมชน
  • เตรียมแผนและกำหนดมาตรการเช่น ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ฉีดวัคซีน การปิดโรงเรียน การปิดเมือง (หากจำเป็น) ที่ปรับเปลี่ยนได้ ตามสถานการณ์ของโรคระบาดที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...