ก่อนจะเป็นลานคนเมือง : จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์ สู่พื้นที่ลานประชาชน (จบ)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ก่อนจะเป็นลานคนเมือง
: จากศูนย์กลางพระนครศักดิ์สิทธิ์
สู่พื้นที่ลานประชาชน (จบ)
ด้วยลักษณะการเมืองและสังคมรูปแบบใหม่หลังการปฏิวัติ พ.ศ.2475 ที่ประกอบเข้ากับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สื่บเนื่องมาตั้งแต่ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้รัฐบาลในระบอบใหม่ดำเนินการตัดลดงบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดใหม่หลังการปฏิวัติ
พระราชพิธีโล้ชิงช้าคือหนึ่งในพระราชพิธีที่ได้รับผลกระทบ พราหมณ์ทุกคนที่เคยได้รับเบี้ยหวัดจากทางราชการถูกให้ออกจากราชการ โดยรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้มีพราหมณ์ขึ้นอยู่กับสำนักพระราชวังเหลือเพียง 5 คน โดยให้ขึ้นกับกองพระราชพิธี ซึ่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ได้มีการตัดทอนรายละเอียดพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายลง และให้ยกเลิกพิธีโล้ชิงช้า รวมไปถึงขบวนแห่พระยายืนชิงช้าด้วย
พ.ศ.2477 คือปีสุดท้ายที่ประกอบพิธีโล้ชิงช้า โดยมี พระยาชลมารคพิจารณ์ (ม.ล.พงศ์ สนิทวงศ์) เป็นพระยายืนชิงช้าคนสุดท้าย ซึ่งหลังจากนั้น รัฐบาลได้จ่ายเงินปีละ 400 บาท ให้แก่คณะพราหมณ์ในการจัดพิธีนี้ป็นการภายใน (ในเทวสถานโบสถ์พราหมณ์) และเป็นพิธีโดยย่อเท่านั้น
อาจกล่าวได้ว่า สถานะความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของย่านเสาชิงช้าในฐานะประตูสู่โลกมนุษย์ของเทพเจ้า (ตามความเชื่อในศาสนาพรามหณ์ฮินดู) ได้เริ่มถูกลดทอนลงตั้งสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านการย้ายตำแหน่งเสาชิงช้ามาอยู่กลางถนนบำรุงเมือง ในลักษณะที่เป็นเสมือนจุดหมายตา (landmark) ตามแนวคิดสมัยใหม่
และสิ้นสุดบทบาทโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2477
พื้นที่เสาชิงช้านับตั้งแต่นั้นมามิได้มีสถานะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในแบบเดิมอีกต่อไป และค่อยๆ เปลี่ยนสถานะมาเป็นโบราณสถานรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวตามแนวคิดสมัยใหม่แทนในที่สุด
ในส่วนของพื้นที่ลานหน้าโบสถ์พรามณ์ (ลานคนเมือง ณ ปัจจุบัน) ที่ได้เปลี่ยนมาเป็นที่ทำการของเทศบาลนครกรุงเทพฯ หลังการปฏิวัติ 2475 ตามที่ได้อธิบายไปในสัปดาห์ก่อน ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งในเชิงการใช้งานและความหมายเช่นเดียวกัน
การสร้างอาคารเทศบาลนครกรุงเทพฯ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป เน้นรองรับความต้องการของกลุ่มข้าราชการและสถานศึกษาโดยรอบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านอาหาร โรงพิมพ์ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านรับตัดชุดข้าราชการและเครื่องแบบทหาร ตำรวจ ร้านรองเท้า ร้านขนม โรงแรม
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการค้าแบบโบราณบางประเภทก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะการค้าขายที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางพุทธศาสนาและสังฆภัณฑ์ เช่น พระพุทธรูปทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เครื่องอุปสมบทของพระภิกษุ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของพื้นที่มาอย่างยาวนาน
ในส่วนพื้นที่ลานขนาดใหญ่หน้าอาคารเทศบาลก็ได้กลายมาเป็นลานสำหรับทำกิจกรรมของทางราชการและกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนมากขึ้นโดยลำดับ
จากภาพถ่ายทางอากาศลานหน้าศาลาว่าการ กทม. พ.ศ.2501 (ภาพที่ 1) แสดงให้เห็นลักษณะทางกายภาพของลานที่ได้ออกแบบขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งแรกสร้างอาคารเทศบาลในช่วงทศวรรษ 2480 ซึ่งเราจะเห็นชัดว่า แม้พื้นที่จะโล่งกว้าง แต่การออกแบบภูมิทัศน์โดยรอบ การสร้างกำแพงสูงล้อมพื้นที่ลาน และการทำถนนวิ่งผ่านเข้ามาในลาน ทั้งหมดไม่เอื้อต่อการทำกิจกรรมของประชาชนเท่าที่ควร
จากภาพถ่ายทางอากาศในพื้นที่เดียวกัน พ.ศ.2516 (ภาพที่ 2) แม้เราจะเห็นว่าพื้นที่ลานมีลักษณะเปิดกว้างและเชื่อมเข้าหาพื้นที่โดยรอบมากขึ้น อันเนื่องมาจากการรื้ออาคารที่เคยเป็นตึกแถวของตลาดเสาชิงช้าชุดสุดท้ายและการรื้อกำแพงที่เคยล้อมรอบลานออกทั้งหมด แต่การใช้งานก็ยังไม่เหมาะสมต่อการทำกิจกรรมของประชาชนเช่นเคย เพราะพื้นที่ภายในลานมีการสร้างอาคารหลายหลัง พร้อมกับกันพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่จอดรถของข้าราชการและผู้มาติดต่อราชการ
แม้ในต่อมาจะมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ในบริเวณนี้ครั้งใหญ่ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ โดยทำการรื้ออาคารต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่ลานด้านหน้าอาคารศาลาว่าการ กทม. ออกจนหมด และออกแบบพื้นที่ให้เป็นลานกิจกรรม มีประติมากรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง พร้อมทั้งสวนหย่อม ซึ่งทำให้ตัวพื้นที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมและพักผ่อนหย่อนใจมากขึ้น
แต่สุดท้าย พื้นที่ทั้งหมดก็ยังคงถูกใช้สำหรับจอดรถยนต์เหมือนเช่นเดิม (ภาพที่ 3)
อาจกล่าวได้ว่า พื้นที่ลานขนาดใหญ่ตรงนี้ นับตั้งแต่ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นสถานที่ราชการในทศวรรษ 2480 จนถึงปลายทศวรรษ 2530 แทบไม่เคยได้ถูกใช้งานอย่างจริงจังในฐานะพื้นที่ลานกิจกรรมสำหรับประชาชนเลย
จุดเปลี่ยนสำคัญของพื้นที่ในฐานะลานประชาชน จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งในทศวรรษ 2540 โดยเริ่มต้นจาก “คณะกรรมการโครงการกรุงรัตนโกสินทร์” ที่นำเสนอแนวคิดปรับปรุงลานหน้าศาลาว่าการ กทม. ให้เป็นลานที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยที่จอดรถจะถูกย้ายลงไปอยู่ใต้ดินทั้งหมด
ขณะเดียวกันก็มีแนวคิดในการทำให้พื้นที่นี้เป็นต้นทางของรถรางไฟฟ้าที่จะวิ่งรอบกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นในเพื่อลดปริมาณรถยนต์ที่เข้ามาในพื้นที่ และเป็นจุดขนถ่ายนักท่องเที่ยวไปยังพระบรมมหาราชวัง
แนวคิดนี้สัมพันธ์กับนโยบายในภาพใหญ่ที่กำหนดให้บริเวณกรุงรัตนโกสินทร์สมควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ในสภาพของเมืองประวัติศาสตร์ มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีพื้นที่สาธารณะ และสวนสาธารณะ พร้อมทั้งย้ายกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ออกไปนอกพื้นที่
ต่อมา กรุงเทพมหานครได้ทำการปรับปรุงพื้นที่ลานหน้าศาลาว่าการ กทม. ตามแผนงานดังกล่าว โดยแล้วเสร็จในราวกลางทศวรรษ 2540 และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ลานคนเมือง” ซึ่งก็คือรูปแบบที่ปรากฎอยู่ ณ ปัจจุบัน
แต่กระนั้น หากมองย้อนไปดูการจัดกิจกรรมในพื้นที่ลานคนเมืองนับตั้งแต่สร้างเสร็จจนเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะเหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักเป็นกิจกรรมที่จัดโดยหน่วยงานภาครัฐมากกว่าจะเป็นกิจกรรมที่ประชาชนเข้ามาจัดกิจกรรมตามความต้องการของตนเอง
กิจกรรมที่ดูจะยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดน่าจะมีเพียงแค่การตั้งเวทีปราศัยของพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งเท่านั้น
ส่วนบทบาทในฐานะพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ แม้จะประสบความสำเร็จพอสมควร แต่กิจกรรมการพักผ่อนก็เน้นไปที่คนชั้นกลางเป็นหลัก
ซึ่งโดยจิตวิญญาณแล้ว ผมเห็นว่ายังไกลห่างจากการเป็นพื้นที่ลานประชาชนที่แท้จริงอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงราวปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ผมเริ่มเห็นทิศทางที่ดีในการใช้สอยพื้นที่ลานคนเมืองในฐานะลานประชาชนมากขึ้น
ลานคนเมืองได้เริ่มกลายมาเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการจัดชุมนุมทางการเมือง ในชื่อ “ฉลองวันชาติ คณะราษฎรยังไม่ตาย (นะ)” เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2565, งาน “วันที่อยู่อาศัยโลก” เพื่อผู้มีรายได้น้อยและคนไร้บ้าน งาน “6 ตุลาฯ หวังว่าเสียงลมจะพาล่องไป” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2565, งาน “ราษฎรหยุด APEC 2022” ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายน พ.ศง 2565, งานสงกรานต์ และการจัดงานของหน่วยราชการต่างๆ
ลานคนเมืองในแบบที่กำลังเป็นอยู่ กำลังเข้ามารับไม้ต่อของการเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชนในแบบที่สนามหลวงเคยเป็น (แม้ว่าจะยังห่างไกลกันอยู่มากก็ตาม) ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทิศทางดังกล่าวจะถูกยกระดับมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ จะเป็นใครต่อไปก็ตาม
ดังนั้น ผมจึงอยากเสนอว่า ในโอกาสที่ กทม. กำลังมีโครงการย้ายศาลาว่าการ กทม.ไปอยู่ดินแดง โดยจะทำการปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับประชาชนอย่างแท้จริง พื้นที่ลานคนเมืองคือพื้นที่สำคัญที่จะต้องคิดอย่างรอบคอบไม่แพ้กัน
แนวโน้มหลักที่ผมได้ยินบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือ การสร้างพื้นที่นี้ให้กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ของกรุงเทพฯ ซึ่งส่วนตัวไม่เคยปฏิเสธแนวคิดนี้
แต่ในทัศนะผม พื้นฐานของการสร้างสรรค์คือเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อความหลากหลายของผู้คนและกิจกรรม มิใช่แค่คนชั้นกลางในเมือง
ดังนั้น การพัฒนาลานคนเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น แนวทางที่ดีที่สุดคือ การนำจิตวิญญาณของพื้นที่สนามหลวงแบบยุคก่อน พ.ศ.2553 (ก่อนที่จะมีการล้อมรั้วสนามหลวง) มาสวมทับลงไปที่ลานคนเมือง ซึ่งหากทำได้จริง ลานคนเมืองจะกลายเป็นลานประชาชนและเป็นพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์ได้อย่างแท้จริง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022