โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ปลดล็อกลูกหนี้โควิดรหัส 21 “คลัง-ธปท.” เปิดทางแบงก์รัฐตั้ง AMC

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2566 เวลา 23.02 น.

คลัง-แบงก์ชาติ ร่วมมือปลดล็อกลูกหนี้รหัส 21 “เอสเอ็มอี-รายย่อย” เอ็นพีแอลแบงก์รัฐที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เตรียมออกประกาศให้แบงก์รัฐร่วมทุนเอกชนจัดตั้ง AMC รับซื้อ-โอนหนี้เสียออกไปแก้ ชี้เพื่อความคล่องตัวในการจัดการลูกหนี้ คาด ธปท.ออกประกาศภายในปลายปีนี้ เผยใช้แนวทางเดียวกับกรณีธนาคารพาณิชย์ที่ร่วมทุนตั้ง JVAMC ไปก่อนหน้านี้

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากนโยบายของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เรื่องการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ยังประสบปัญหาเป็นหนี้เสีย (ลูกหนี้รหัส 21) ในส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (แบงก์รัฐ) จำนวนมาก

ซึ่งมีทั้งรายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยแนวทางจะเป็นลักษณะของการเปิดทางให้แบงก์รัฐสามารถดำเนินการตัดขายลูกหนี้รหัส 21 ออกไปให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อที่จะช่วยให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการหนี้เสีย

สำหรับวิธีการ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกประกาศให้แบงก์รัฐ สามารถร่วมทุนเอกชนตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) เพื่อรับซื้อและรับโอนลูกหนี้รหัส 21 ออกไปจากแบงก์รัฐ ซึ่งจะเป็นแนวทางเดียวกับที่ ธปท.ออกมาตรการสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมทุนกับ AMC เพื่อรับซื้อหนี้เสียที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19

“แบงก์รัฐจะไม่ถือหุ้นใหญ่ แต่จะถือหุ้นในสัดส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อไม่ให้บริษัทร่วมทุนมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการหนี้ที่รับซื้อไป ทั้งในการปรับโครงสร้างหนี้ หรือแฮร์คัต (ลดหนี้) ให้กับลูกหนี้ ทั้งนี้ คาดว่า ธปท.จะออกประกาศดังกล่าวได้ในช่วงปลายปีนี้” แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) อัพเดตจนถึง ณ เดือน มิ.ย. 2566 พบว่า บัญชีลูกหนี้ รหัสสถานะบัญชี-21 (ลูกหนี้เอ็นพีแอลที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19) มีจำนวน 4.9 ล้านบัญชี มูลค่า 3.7 แสนล้านบาท โดยเป็นลูกหนี้ของแบงก์รัฐประมาณ 60% น็อนแบงก์ 18% บริษัทเช่าซื้อ 13% และแบงก์พาณิชย์ 10%

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ตามหลักการจะเปิดโอกาสให้แบงก์รัฐทุกแห่งสามารถเข้าร่วมมาตรการดังกล่าวได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารและบอร์ดแบงก์แต่ละแห่ง ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่ เพราะปัญหาหนี้ของแบงก์รัฐบางแห่งก็มีความซ้ำซ้อน เช่นกรณีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งลูกหนี้เป็นเกษตรกร ประกอบกับที่ผ่านมา รัฐบาลมีนโยบายพักหนี้ ยืดหนี้ มาช่วยเหลือแล้ว

“การตัดขายหนี้เสียออกไป นอกจากช่วยให้แบงก์ตัวเบาแล้ว ขณะเดียวกันถือเป็นการช่วยลูกหนี้ให้หลุดพ้นจากพันธนาการหนี้ได้ง่ายมากขึ้น เพราะเมื่อตัดขาย “ลดราคา” ให้กับ AMC ก็ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ทำได้สะดวกมากขึ้น ไม่ติดข้อกฎหมายต่าง ๆ และทำให้ลูกหนี้ปลดหนี้ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อดำเนินการปิดหนี้เรียบร้อย ก็จะมีชื่อติดอยู่ในเครดิตบูโรแค่ 3 ปี แต่หากยังเป็นหนี้รหัส 21 ที่อยู่กับแบงก์รัฐ บัญชีลูกหนี้จะค้างหนี้ไปอีก 8 ปี เพราะแบงก์รัฐจะต้องรายงานบัญชีหนี้เสียดังกล่าวไปอีก 5 ปี ถึงจะตัดออกจากบัญชีได้ ซึ่งจากนั้นรายชื่อลูกหนี้ก็จะติดอยู่กับเครดิตบูโรไปอีก 3 ปี”

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลักการให้แบงก์รัฐร่วมทุนตั้งเอเอ็มซี เป็นโมเดลเดียวกับที่ ธปท.ออกประกาศให้แบงก์พาณิชย์ดำเนินการเมื่อปี 2565 โดยส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์ สามารถร่วมลงทุนในกิจการร่วมทุน จัดตั้ง JVAMC

ซึ่งสัดส่วนการถือหุ้นจะเป็นธนาคาร 49% และ AMC อีก 49% และบุคคลอื่นอีก 2% ตามข้อกำหนดการจัดตั้งบริษัทของกระทรวงพาณิชย์ โดยจะไม่มีใครมีอำนาจควบคุม ซึ่งการตัดขายหนี้จะได้ทั้งหนี้เอ็นพีแอลและทรัพย์สินรอการขาย (เอ็นพีเอ) ในราคายุติธรรม และอาจจะเป็นหนี้ด้อยคุณภาพจากปัญหาโควิด-19 และหนี้จากปัญหาอื่น ๆ

“ตามกฎหมายการเคลียร์หนี้จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 10 ปี แต่ครั้งนี้ ธปท.ได้เปิดช่องขยายเวลาเป็น 15 ปี” แหล่งข่าวกล่าว

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ได้มอบหมายให้นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รมช.คลัง รับผิดชอบเรื่องการตั้ง AMC ขึ้นมารับซื้อหนี้เสียรหัส 21 จากแบงก์ไปบริหารจัดการ ซึ่งเป็น 1 ในมาตรการแก้ปัญหาหนี้ให้กับประชาชนของรัฐบาล

“กลุ่มที่เราห่วงมากที่สุด คือ รหัส 21 ที่มีจำนวนคนที่ตกชั้นเป็นหนี้เสียมากถึง 3.5 ล้านคน ที่ไม่ได้ตั้งใจเป็นหนี้เสีย แต่เป็นสถานการณ์โควิด จึงต้องเร่งช่วยเหลือให้กลุ่มนี้สามารถออกจากปัญหาหนี้ได้ และอีกกลุ่มที่น่าห่วง คือ เอสเอ็มอีรายจิ๋ว ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีหนี้เสียระดับสูงที่ 9.7% หรือคิดเป็นหนี้เสียรวมที่ 6.6 หมื่นล้านบาท และกลุ่มนี้มีแนวโน้มปรับโครงสร้างได้น้อยลง เนื่องจากกฎเกณฑ์กติกาที่อาจเข้มงวดขึ้นในอนาคต”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...