โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เหตุไฉนกลายเป็นพ่อลูกติด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 30 ธ.ค. 2566 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 30 ธ.ค. 2566 เวลา 03.39 น. • P-Alize
เหตุไหนหนุ่มโสดอย่างเขาจึงทะลุมิติมาอยู่ในร่างของพ่อหม้ายลูกติดผู้ไม่เอาไหนอย่างหวังหมิงเทียน ผู้ไร้ซึ่งความสามารถไร้สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งยังถูกคนตามล่าหมายเอาชีวิตแล้วจะเอาชีวิตรอดไปได้อย่างไร?

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีรี้ดที่น่ารักทุกท่านค่าาา

วันนี้วันดีไร้ท์ขอมอบความสุขจากอรรถรสแห่งการอ่านให้กับรี้ดที่น่ารักทุกท่านด้วยนิยายเรื่องใหม่ของไร้ท์ที่มีชื่อว่า " เหตุไฉนกลายเป็นพ่อลูกติด " นะคะ

เป็นแนวจีนโบราณแบบแฟนตาซีเหมือนเช่นเคยค่ะ

ตัวละคร ชื่อบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ล้วนเป็นสิ่งสมมติที่ไร้ท์กำหนดขึ้นไม่อิงกับบุคคลจริงหรือสถานที่จริงแต่อย่างใด

นิยายเรื่องนี้มีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย ห้ามล่วงละเมิด

ไร้ท์จะพยายามลงนิยายทุกวันจันทร์-ศุกร์ ระหว่างเวลา 16.00-20.00 น. หยุดวันเสาร์-อาทิตย์นะคะ

หากวันใดมีธุระ หรือมีปัญหาสุขภาพ ลงนิยายไม่ได้ หรือลงเนื้อเรื่องได้เพียง 50 % ก็ขออภัยรี้ดทุกท่านเอาไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

***นอกจากนิยายเรื่องนี้แล้วไร้ท์ยังมีนิยายแนวแฟนตาซีทะลุมิติที่เขียนจบไปแล้วอีก 5 เรื่อง เชิญติดตามกันได้เลยนะคะ***

1.เหม่ยอิงแม่แฝดสี่

" เดี๋ยวๆ โอ้ย ปวดหัว ปวดหูไปหมดแล้วโว้ย เสียงลูกใครมาร้องไห้ตะโกนใส่หูวะ ช่างแม่ง! ไม่ใช่ลูกกู "

" ท่านแม่ แง แง แง แง "

นิสิตหนุ่มจบใหม่คณะบริหารธุรกิจมหาลัยชื่อดังร้องตะโกนขึ้นอย่างงวยงงสุดขีด

" อ้าว เฮ้ย นี่ลูกกูเอ้งงง "

2.ฟางเฟินหวนลิขิต

" แม่ครับ ทำไมพ่อยังไม่มา? ทำไมมีแต่แม่กลับมาหาผมคนเดียว? ทำไมเราต้องย้ายบ้านด้วยครับ? "

เอิ่ม! สามทำไมแล้วจะตอบลูกว่ายังไง? เมื่อทะลุมิติมาแล้วเธอคิดจะตัดพ่อของลูกและตระกูลของเขาออกไปจากชีวิต

3.หลงมิติมนตรา

" โว้ยยย! ไม่อยากใช้ชีวิตแล้ววว กูเหนื่อยยย! "

" อ้าว! เอาจริงดิ? นี่ที่ไหนวะ? "

" ฉิบหาย! เห้ย! เรือหาย! ทำไมกูกลายเป็นผู้หญิงงงงงงง? "

4.จากนี้…สู้ชีวิตใหม่

พรุ่งนี้ชีวิตใหม่ต้องดีกว่าเดิม

" หา อะไรคือชีวิตใหม่ไม่ได้อยู่ที่โลกใบนี้ ท่านปู่ เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไปเจ้าค่ะ ท่านปู่ ท่านปู้ "

เผลอรับปากทำภารกิจแลกเงิน ดันทะลุมิติโผล่ไปโลกไหนก็ไม่รู้ ทำไงดีนะ

และยังมีอีกเรื่องที่พิเศษเพียงหนึ่งเดียวคือ

“ พี่มาใกล้ๆให้ผมตีหน่อย “

เป็นนิยายวายที่เกี่ยวกับความรักของไอดอลหนุ่มแดนมังกรแนวมิตรภาพของลูกผู้ชาย

มาเอาใจช่วยให้พวกเขาทั้งคู่สามารถดำรงมิตรภาพระหว่างกันไปให้ได้ตราบนานเท่านานนะคะ

นิยายเรื่องนี้จึงเน้นความรู้สึกของคนสองคน และความมุ้งมิ้งเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน

จับมือฝ่าฟันทุกอุปสรรคที่ขวางกั้น ตราบจน….. I will always love you more and more.

See you again.

ขอบคุณมากค่ะ

P-Alize (ฤาหวนคืน)

1.พ่อลูก

ณ ใจกลางป่าลึก เขตชายแดนแห่งแคว้นต้าหลงอันมีระยะทางห่างจากเมืองหลวงของแคว้นนามว่าต้าเป่ย ไปอีกไกลแสนไกลจนคนในเมืองหลวงยากที่จะรู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่นี่

ในท่ามกลางความเงียบมีเสียงหนึ่งดังขึ้นขึ้นมา แม้แผ่วเบาแต่ได้ยินชัดเจน

" อะอึก ฮึก "

เด็กชายตัวน้อยในเสื้อผ้าเก่าขาดเต็มไปด้วยรอยปะชุน หน้าตาเปื้อนฝุ่นดินแต่ยังคงมองเห็นเค้าของความหล่อเหลาคมสันในอนาคตหากเติบใหญ่ขึ้น

ก่อนหน้านั้นได้ถูกผู้มีวรยุทธ์กดจุดให้สลบสิ้นสติลงไป

ขณะนี้เด็กชายเคลื่อนไหวร่างกายขยับตัวไปมา พร้อมกับส่งเสียงอืออาอยู่ในลำคอเป็นสัญญาณว่ากำลังจะเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาในอีกไม่ช้านานนี้แล้ว

" ตาย "

" อย่า! "

ชายชุดดำสองคนที่ปิดบังใบหน้าของตนอย่างมิดชิด ต่างเปล่งเสียงแหบห้าวแสดงเจตจำนงที่ขัดแย้งกันดังออกมา คนหนึ่งยกมือของตนขึ้นออกท่าทางหมายปลิดชีวิต

ในขณะที่อีกคนหนึ่งก็ยกมือขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เป็นการออกแรงต้านทานการหมายคร่าชีวิตของเด็กน้อยที่ส่งเสียงในลำคอเอาไว้

" เด็กคนนี้อายุเพียงไม่กี่หนาวอีกทั้งยังยึดติดบิดาเป็นยิ่งนัก ถึงกับกอดศพของบิดาที่ป่วยตายไม่ยอมหนีหายไปไหน คนในตระกูลก็ไม่มีผู้ใดมาเหลียวแลแล้ว ตอนนี้ยังถูกนำมาทิ้งพร้อมศพของบิดาอยู่ในป่าลึกเพียงลำพังผู้เดียวท่ามกลางอันตรายรอบด้าน อย่างไรเสียก็ไม่มีทางรอด หากไม่โศกเศร้าจนทำลายตัวเองตายลงไป ก็ต้องอดจนหิวตาย หรือไม่ก็ถูกสัตว์ร้ายกัดกิน ปล่อยให้ผจญยถากรรมตายไปเองไม่ดีกว่าหรือ? "

" เช่นนั้นก็ได้! หวังว่าการตัดสินใจของพวกเราในครั้งนี้จะไม่เป็นความผิดพลาดจนก่อให้เกิดความยุ่งยากในภายหลัง เหล่าเอ้อร์! งั้นพวกเราก็ถือว่าเสร็จสิ้นภารกิจลงแล้ว รีบออกจากป่านี้ไปรับเงินรางวัลด้วยกันเถิด "

เหล่าอีที่ลดมือของตนเองลงเพื่อแสดงเจตนาการหยุดฆ่าแล้ว ก็พูดจาชักชวนพร้อมกับมองหน้าของอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อรอดูปฏิกิริยาต่อไปของเหล่าเอ้อร์คู่หูของตนเองนิ่งเฉยอยู่

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่า เหล่าเอ้อร์ผู้นี้เห็นใจในชะตากรรมของเด็กชายตัวน้อยเล่า?

ภาพเหตุการณ์ในบ้านดินเก่าจวนเจียนจะพังมิพังแหล่ก่อนหน้านั้นที่ยังติดตรึงอยู่ในใจ ก็พลันปรากฏขึ้นมาในห้วงคำนึงของนักฆ่าผู้มีนามแฝงว่าเหล่าอี

ในบ้านดินที่มีเพียงห้องเดียวหลังนั้น เด็กชายตัวผอมบางเนื้อตัวมอมแมมกอดศพผู้เป็นบิดาแนบแน่น พยายามสะกดกลั้นเสียงสะอื้นไห้ของตนเองอย่างยากลำบากจนเนื้อตัวสั่นสะท้าน ร้องไห้ออกมาเงียบๆ ด้วยความโศกาอาดูร

เมื่อดวงตาอันแดงก่ำของเด็กชายที่เต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความสูญเสียเงยหน้าขึ้นมามองสบตาของพวกเขา ก็ร้องตะโกนขึ้นมาด้วยความหวาดผวาทันทีว่า

" ไม่นะ! ท่านพ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก เพียงนอนหลับไปเท่านั้น อีกประเดี๋ยวก็จะตื่นขึ้นมาพูดคุยกับข้าได้แล้ว ห้ามเอาท่านพ่อของข้าไปที่ไหนนะ "

แม้นพูดจาเด็ดเดี่ยวแข็งขัน แต่ท่าทีใจสลายปานโลกถล่มทลายลงมา กอปรกับการโถมตัวลงไปกอดศพของบิดาอย่างหวงแหน เพราะเกรงกลัวผู้อื่นจะพบเห็นว่าบิดาตายลงไปแล้วมาพรากตนเองออกไปจากอกบิดาของตนนั้น

ทำให้เหล่าเอ้อร์ผู้เป็นคู่หูตัดสินใจรีบลงมือตัดหน้าการสังหารของเขา โดยการปราดเข้าไปกดจุดทำให้เด็กชายตัวน้อยสลบสิ้นสติลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือทำการอันใด ก็บ่งบอกความคิดปกป้องในใจของเจ้าตัวแล้ว

ชายชุดดำอีกคนผู้ถูกเหล่าอีเรียกขานนามแฝงว่าเหล่าเอ้อร์ลอบถอนลมหายใจพร้อมกับรำพึงรำพันความคิดของตนเองอยู่ในใจอย่างเงียบๆว่า

ช่างเป็นพ่อลูกที่น่าเวทนาเป็นยิ่งนัก อุตส่าห์หลบหนีจากเมืองหลวงมาซ่อนตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาอยู่ในชนบทห่างไกลได้นานหลายปีแล้วแท้ๆ ยังไม่อาจหนีพ้นภัยกันได้อีก

เด็กเอย ข้าช่วยเจ้าได้เพียงแค่นี้เท่านั้น ข้าเองเป็นนักฆ่าที่รับจ้างผู้อื่นมา ย่อมมีความยากลำบากของตัวเอง นับจากนี้ไป ชีวิตน้อยๆของเจ้าก็แล้วแต่ฟ้าดินหรือเทพเซียนจะเมตตาแล้ว อย่างไรเสียก็ขอให้ตายไปโดยไม่ต้องเจ็บปวดมากนักก็แล้วกัน

" ตกลง! พวกเรารีบออกไปจากป่านี้กันเถอะ " เหล่าเอ้อร์

ชายชุดดำทั้งสองคนต่างสะกิดปลายเท้าด้วยวิชาตัวเบาของตนเร่งร้อนจากไป โดยทิ้งให้หนึ่งศพหนึ่งคนเดียวดายอยู่ในป่าลึกเอาไว้เช่นนั้น

และด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศของนักฆ่าในองค์กรอันดับหนึ่ง ทำให้ชายชุดดำทั้งสองคนสามารถกลับมารายงานผลงานของตนให้ผู้เป็นนายที่อยู่ในเมืองหลวงได้รับฟังในกลางดึกของคืนวันนั้นเอง

" หวังหมิงเทียนตายแล้ว? "

" ป่วยตายก่อนที่พวกเราจะทันได้ลงมือแล้วขอรับ "

" ศพเล่า? "

" พวกเราเอาไปโยนทิ้งกลางป่าลึกตามคำสั่งของคนว่าจ้างแล้วขอรับ "

" อือม์! ไปเบิกเงินรางวัลของพวกเจ้าแล้วก็แยกย้ายกันไปเถิด "

นักฆ่าอีและนักฆ่าเอ้อร์ต่างส่งสายตาปรามกันอยู่ในทีด้วยความคิดที่บังเอิญตรงกันเข้าพอดี นั่นก็คือไม่มีใครเอ่ยปากรายงานเรื่องที่หวังหมิงเทียนมีลูกชายตัวน้อยเกาะติดอยู่กับศพของตนเองไม่ยอมหนีห่างไปไหน

ในเมื่อคนที่ว่าจ้างไม่มีการกล่าวถึงเด็กชายคนที่เป็นลูก จะเป็นเพราะความไม่รู้ว่าคนที่ตนมุ่งสังหารมีลูกชายวัยเยาว์อาศัยอยู่ด้วย หรือเป็นเพราะเหตุผลอื่นใดก็ตามแต่ พวกเราก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่เอ่ยถึงด้วยเช่นกัน

คนพ่อตาย ก็ถือว่าจบสิ้นภารกิจแล้ว

ทั้งสองคนพลันเกิดความคิดที่เหมือนกันขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ อาจเพราะความเวทนาที่ยังหลงเหลืออยู่ในจิตใต้สำนึก ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ควรจะมีอยู่ในจิตใจของนักฆ่าเช่นนั้นได้เลย

นับว่าเป็นปาฏิหาริย์ หรือเป็นบุญวาสนาของสองคนพ่อลูกที่ทำให้เทพเซียนดลใจนักฆ่าสองคนให้เกิดมีความคิดละเว้นการฆ่าตรงกันขึ้นมาได้กระมัง?

กลับมาดูเหตุการณ์ในใจกลางป่าลึกเขตชายแดนของแคว้นต้าหลงที่หนึ่งศพหนึ่งคนถูกทิ้งเอาไว้กันต่อดีกว่า

หากชายชุดดำทั้งสองคนยังคงอยู่ถึงในตอนนี้ก็คงต้องตกใจเป็นอันมาก

เหตุเพราะหนึ่งศพที่ว่าดันลุกขึ้นมานั่งลืมตาแป๋วแหววได้เองนะสิ

ศพลุกขึ้นมานั่งเองได้ยังไม่พอนะ ยังบ่นงึมงำได้อีกด้วย

" อะอือม์! ที่นี่ที่ไหนวะ? "

" แม่ง! ทำไมมีแต่ป่าทั้งนั้น? "

" ท่านพ่อ! ท่านยังไม่ตาย! ท่านฟื้นแล้ว! โฮ! โฮ! โฮ! "

" แว้กกก! อิหยังวะ? "

หวังหมิงเทียนตกใจจนสุดชีวิต แต่ก่อนที่จะทันได้ยกมือขึ้นผลักเด็กชายให้ออกห่างจากตนตามสัญชาตญาณนั้น

ภาพเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างก็บังเกิดร้อยเรียงขึ้นในหัวสมองเพื่อมาเล่าเรื่องราวให้ตนได้เข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นอยู่อย่างต่อเนื่องแบบรวดเดียวจบ

ที่แท้ตัวเขาผู้เป็นลูกเสี้ยวกำพร้าไทยจีนตาตี๋ชั้นเดียวแต่หล่อมากผู้นี้ ขณะที่กำลังสวมสูทอย่างหล่อใส่ชุดครุยอย่างเท่ห์เพื่อถ่ายรูปเรียนจบในวันรับปริญญาตรีของตัวเองกับเพื่อนๆ อยู่นั้น

จู่ๆหัวใจก็ขี้เกียจจะเต้นขึ้นมา ตายลงไปเสียอย่างนั้น

หัวใจวายตายอย่างง่ายดายแล้วมาเกิดใหม่ในร่างของหวังหมิงเทียนที่มีชื่อเดียวกันในยุคสมัยที่คล้ายคลึงกับจีนโบราณแห่งนี้

โอ้ววว! เขายังไม่ทันได้กินเหล้าเมาเลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆเลยอ่า

เฮ้อออ! ตัวเขาเองเมื่อชาติที่แล้วเป็นลูกกำพร้าที่ถูกนำมาทิ้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องคนสนิท หรือแม้แต่แฟนสาวให้ต้องอาลัยอาวรณ์ห่วงหาเมื่อตายจากมาก็จริง

แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้รู้สึกเสียดายในชาติที่แล้วอยู่บ้างก็คือ เสียใจที่ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เลี้ยงดูตนมาตั้งแต่ยังเล็กจนเติบใหญ่

แม้ไม่นับว่ามีชีวิตที่สุขสบายดีมากนัก แต่เขาก็เติบโตจนเรียนจบปริญญาตรีมาได้ ก็เพราะการสนับสนุนของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ว่านี้จริงๆ

เดิมทีเขาตั้งใจเอาไว้ว่า เมื่อเรียนจบปริญญาตรีมีงานทำแล้ว จะแบ่งปันเงินเดือนส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นเป็นประจำทุกๆเดือน เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ

แต่ตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้นแล้ว ต้องกราบขออภัยคุณแม่มะลิผู้ใจดี ผู้เป็นผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ผู้ให้ความรู้และสั่งสอนหลายสิ่งหลายอย่างในการใช้ชีวิตให้กับเขา

มากล่าวถึงหวังหมิงเทียนในชาตินี้ที่เขาต้องมาใช้ชีวิตแทนที่ดีกว่า

ตัวตนของหวังหมิงเทียนนั้น เดิมทีเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลหวังซึ่งเป็นตระกูลใหญ่อยู่ในเมืองหลวง มารดาแท้ๆผู้เป็นฮูหยินใหญ่หรือฮูหยินเอกของตระกูลหวังนั้น ป่วยตายไปตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็กจำความไม่ได้แล้ว

หวังหมิงเทียนจึงเติบโตขึ้นมาด้วยการถูกเลี้ยงดูโดยฮูหยินรองผู้เป็นมารดาเลี้ยง

ฮูหยินรองตั้งใจเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี จงใจเลี้ยงแบบพ่อแม่รังแกฉัน ตามใจทุกอย่างโดยไม่สั่งสอนให้แยกแยะผิดถูกชั่วดีจนเสียผู้เสียคน วันๆเอาแต่สำมะเลเทเมาไม่ทำงานทำการอันใด ทำให้นายท่านหวังผู้เป็นบิดาขายขี้หน้าคนเขาไปทั่วทั้งเมืองหลวง

อาจจะเป็นด้วยฟ้าดินคุ้มครอง หรือบุญของมารดาบังเกิดเกล้าผู้ชอบทำกุศลอยู่เนืองๆเมื่อยามมีชีวิตอยู่คุ้มหัว แม้นสำมะเลเทเมาอย่างไรก็เพียงแค่การละเล่นสนุกสนานไร้สาระไปวันๆ ยังไม่ถึงกับเป็นอันธพาลข่มขืนผู้หญิง หรือฆ่าคนตาย

ในขณะที่คุณชายรองผู้เป็นบุตรชายแท้ๆของฮูหยินรองนั้นกลับเป็นคนหนุ่มที่มากความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ เอางานเอาการ ช่วยเหลือแบ่งเบากิจการงานต่างๆของนายท่านหวังผู้เป็นบิดาได้เป็นอย่างดี

เรียกได้ว่าตรงข้ามกับคุณชายใหญ่ผู้ไม่เอาไหนอย่างหวังหมิงเทียนโดยสิ้นเชิงว่าอย่างนั้นเลยเถอะ

อยู่ต่อมา หวังหมิงเทียนในวัย 18 ปี มีอาการป่วยลึกลับไม่มีสาเหตุ ป่วยสามวันเป็นคนดีๆ สี่วันไข้กลับเหมือนคนกำลังจะตายสลับกันอยู่อย่างนั้น หมอเก่งๆที่สรรหามาจากที่ไหนๆ ก็ไม่สามารถรักษาอาการป่วยให้หายขาดไปได้

ฮูหยินรองเลยออกความคิดกับนายท่านหวังผู้เป็นบิดาของเขาว่า ให้เขาผู้เป็นคุณชายใหญ่ออกจากเมืองหลวงไปพักรักษาตัวอยู่ที่ชานเมืองในที่ดินเก่าของจวน

โดยอ้างว่าอากาศบริสุทธิ์ตามธรรมชาติแถบชานเมืองหลวง ย่อมมีผลดีต่อสุขภาพของเขามากยิ่งกว่าอากาศแออัดในเมืองหลวง

ใช่แล้ว! ตอนแรกก็อาศัยอยู่ไม่ไกล แค่ชานเมืองหลวงดีๆนั่นแหละ

ต่อมาโดนลอบทำร้ายจนเกือบตายเข้าหนหนึ่ง ประจวบเหมาะกับห่างไกลเพื่อนฝูงที่สำมะเลเทเมาอยู่ด้วยกันทุกวัน ทำให้คุณชายใหญ่เริ่มมีเวลาคิดทบทวนถึงความไม่ชอบมาพากลทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับตนเอง รวมถึงอาการป่วยที่ผ่านมาด้วย

เดชะบุญ เหมือนบุญของมารดาผู้ล่วงลับคุ้มกะลาหัวอยู่อีกนั่นแหละ

ทำให้หวังหมิงเทียนมีสติตระหนักรู้ได้ด้วยตนเองว่า ปัญหาทั้งหมดของตนมาจากฮูหยินรอง ทั้งการจงใจเลี้ยงดูที่ผิดๆ การปรนเปรอที่ไม่มีความพอดีตั้งแต่ยังเล็ก การไม่สั่งสอนให้แยกแยะผิดถูก ชั่วดี มีผลทำให้เขากลายเป็นคนไม่เอาไหนอยู่ในทุกวันนี้

ข้าว น้ำ ยาต้ม ที่กินอยู่ทุกวัน ล้วนเป็นคนของนางที่อยู่รอบตัวเขาจัดหามาให้ทั้งนั้น ในแต่ละวันผสมยาพิษเจือจางแบบออกฤทธิ์ช้า ใส่ยาสลับวันให้เขากินลงไป จงใจให้ตายเองอย่างช้าๆ

แม้รู้ต้นสายปลายเหตุแล้วก็ตาม แต่ไร้กำลังต่อต้าน หากไปพูดสิ่งใดกับบิดาก็คงไม่ได้รับความเชื่อถือ เพราะการกระทำอันเหลวแหลกที่ผ่านมาของตน อีกทั้งฮูหยินรองสวมหน้ากากคนดีต่อหน้าบิดาของเขามานานหลายปีแล้ว

ชายหนุ่มจึงตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวบรวมเงินทองที่ตนมีติดตัวมาลอบหนีออกจากจวนเก่าของตระกูลหวังที่ชานเมืองเพียงลำพัง เพื่อไปสู้ตายเอาข้างหน้า

ไม่รู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดหรือว่าโง่เขลาเบาปัญญา

ระหว่างทางที่หนีออกมา โชคร้ายโดนโจรปล้นเงินทองที่ติดตัวเอาไปจนหมด ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีเพียงประการเดียว คือได้พบรักกับหญิงชาวบ้านจิตใจดีงามนามว่าหลี่เหมยที่ได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้

ต่อมาเมื่อหลี่เหมยตั้งครรภ์ เขาก็ติดตามหลี่เหมยกลับไปยังหมู่บ้านเดิมที่อยู่ติดกับป่าชายแดนของแคว้นต้าหลง แม้นต้องใช้ชีวิตสามคนพ่อแม่ลูกอย่างยากลำบากอยู่ด้วยกัน แต่ก็นับว่ามีความสุขสงบสบายใจได้ในระดับหนึ่ง

จวบจนปัจจุบัน

หวังหมิงเทียนกลายเป็นพ่อหม้ายลูกติดเมียป่วยไข้ตายจากไปเมื่อเดือนที่แล้ว เพราะสุขภาพไม่ได้รับการบำรุงดีๆที่ถูกต้องตั้งแต่เมื่อครั้งคลอดบุตรชายหวังเฟยอวี่ออกมาแล้ว

ตัวของหวังหมิงเทียนเองก็เพิ่งจะตายตามเมียไปอย่างน่าอนาถเมื่อคืนนี้เอง ตายเพราะยาพิษสารพัดชนิดที่สะสมอยู่ในร่างกายเกิดกำเริบขึ้นมาพร้อมกันจนร่างกายทนไม่ไหว

บรรยายมาอย่างยาวนานแต่เวลาที่แท้จริงผ่านไปได้ยังไม่ถึงชั่วอึดใจนะ

เมื่อหวังหมิงเทียนเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมดดีแล้ว แทนที่จะผลักใสเด็กน้อยออกไป ชายหนุ่มก็ยกมือขึ้นโอบกอดเด็กชายผู้ถือได้ว่าเป็นบุตรชายกำพร้ามารดาของตนในชาตินี้ พยายามยกมืออันสั่นเทาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงขึ้นมาลูบหลังปลอบประโลมใจของเด็กชายอย่างอ่อนโยน

" เด็กน้อยเฟยอวี่ช่างน่าสงสารนัก รวมถึงตัวเราเองด้วย หมิงเทียนเอ๋ยหมิงเทียน ไร้ซึ่งความสามารถ ไร้สิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง อีกทั้งยังถูกคนตามล่าหมายเอาชีวิต แล้วจะอยู่ต่อไปในวันข้างหน้าได้อย่างไรหนอ? "

2.โชคช่วยให้บรรลุพลังขั้นที่ 1

หวังหมิงเทียนยังคงนั่งกอดลูกชายฟ้าประทานที่เมื่อเห็นบิดาฟื้นขึ้นมาได้ด้วยสองตาของตัวเอง ก็หมดความกังวลที่เจ้าตัวฝืนแบกรับเอาไว้อย่างหนักหน่วง พาลหมดแรงหลับไหลคอพับคออ่อนเพราะความอ่อนเพลียคาอกเขาอย่างสบายใจเฉิบไปแล้ว

อีกทั้งแม้ในยามหลับใบหน้าของเด็กน้อยยังคงแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ชายหนุ่มเพ่งพินิจใบหน้าของเด็กชายในอ้อมกอด อดที่จะรำพึงขึ้นมาไม่ได้ว่า

" บิดาไม่เอาไหนผู้นี้คงเป็นโลกทั้งใบของเขาเลยสินะ? "

หวังหมิงเทียนยิ่งมองก็ยิ่งเกิดความเวทนาสงสาร ความรักความผูกพันในสายเลือดเริ่มถักทอเป็นใยแน่นหนาขึ้นมาในใจของตนเองอย่างไม่ทันให้รู้ตัว

" น่าสงสารพ่อลูกคู่นี้จริงๆ เฮ้อออ! สงสารตัวเองจังว่ะ! อย่าเพ้อไปถึงชีวิตข้างหน้าเล้ยยย เอาตัวรอดในตอนนี้ให้ได้ก่อนเถอะ จะพาลูกออกจากป่าไปได้ยังไงวะเนี่ย? เรี่ยวแรงก็ไม่มี เจ็บปวดไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัวเหมือนกับจะตายลงไปใหม่อีกรอบแล้ว อ่าาาา "

ชายหนุ่มรำพันจบแล้ว ก็แหงนหน้ามองฟ้า อ้าปากกว้างเปล่งเสียงร้องเพื่อระบายอารมณ์อันเศร้าหมองที่ท้วมท้นอัดแน่นอยู่ในอกของตนเอง

" อ่าาาาาา เอื๊อก! เฮ้ยยย! ไอ้นกบ้ามาขี้ใส่ปากคนได้ยังไงฟะ? เดี๋ยวพ่องตีให้ตายซะนี่ ยัง! ยังมาลอยหน้าลอยตามองหน้ากวนตรีนกรูอี้ก เจ็บใจเว้ยยย อยู่ดีๆได้กินขี้ไอ้นกบ้านี่ซะงั้น คอยดูนะ ถ้าขยับตัวได้เมื่อไหร่ละก็เดี๋ยวปั๊ด… "

" พูดมาก ขี้บ่น คนไม่ได้เรื่อง "

" ….ว่าใคร? สะเสียงใครพูดวะ? แน่จริงออกมาให้เห็นตัวเลยเซ่ "

" ก็พูดอยู่ตรงเบื้องหน้าเจ้าแล้วนี่ไง ยังมองไม่เห็นตัวกันอีกหรือ? "

หวังหมิงเทียนเบิ่งตาแทบจะถลนเพื่อมองดูนกสีรุ้งสวยงามตัวน้อยเท่าฝ่ามือที่กำลังบินกระพือปีกไปมาอยู่ตรงเบื้องหน้าของตน

" ห๊ะ! นะนกขี้พูดได้ด้วยหรือ? "

" ข้าไม่ใช่นกขี้ ข้าคือปักษาสวรรค์ แล้วที่เจ้ากลืนกินลงท้องไปเมื่อสักครู่นี้ก็ไม่ใช่ขี้นก แต่เป็นยารักษาทุกโรคในกายของเจ้า มันคือผลึกสวรรค์ที่มีปราณวิญญาณอันบริสุทธิ์สูงส่งมากยิ่งกว่าพลังปราณใดๆบนโลกใบนี้ เจ้าโชคดีเหนือผู้อื่นเช่นนี้แล้วยังจะมาพูดจาไม่รู้ความอีก หากไม่เชื่อก็ลองลุกขึ้นยืนดูสิว่าทำได้จริงไหม? "

โอ้โห! พูดมากบ่นยาวกว่าคุณกรูอีกเนอะ เหอะ! ไหนลองลุกขึ้นยืนตามที่เจ้านกว่ามาดูสักทีก๊อน ถ้าไม่ได้เรื่องล่ะฮึ่ม ฮึ่ม ต่อไปจะ….

เออ! ตัวเบาหวิว ปลอดโปร่งโล่งสบายดีจริงๆด้วย ความเจ็บ ความปวด ความเมื่อยทั้งหลายแหล่ ล้วนไม่มีให้รู้สึกได้อีกต่อไป

เย้! หายดีแล้วโว้ยยย!

แหม! แหม! ถ้าไม่ติดว่าอุ้มลูกชายตัวน้อยที่ยังหลับอยู่ในอ้อมอกละก็นะ พ่อจะกระโดดฉลองสักทีสองที

ฮูเร! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!

เจ้านกปักษาสวรรค์เบ้ปากมองชายหนุ่มตรงหน้าของตนด้วยอาการเหนื่อยหน่าย เอ๊ะ! ดูเหมือนจะค้อนขวับใส่เขามาด้วยนะ ชิชะ!

ไอ้อาการเบ้ปาก หรือส่งค้อนมาให้เขาเนี่ย หวังหมิงเทียนก็ไม่รู้ว่าไปเข้าใจอาการของเจ้านกมันได้อย่างไร?

เหมือนกับว่าอยู่ดีๆก็สื่อสารกันรู้เรื่องขึ้นมาได้เองเสียอย่างนั้น

" นี่ๆ เป็นปักษาสวรรค์ ก็หมายความว่ามาจากสวรรค์ใช่มะ? มีของดีมาให้เป่า? แบบในนิยายที่เคยอ่านอะ พวกสมบัติมีค่าหรือพื้นที่มิติคงสภาพไรงี้ มีเป่า? "

หมิงเทียนเอ่ยปากถามอย่างกระดี้กระด้า เพราะมั่นใจว่าตนเองมีตัวช่วยแล้วอย่างแน่นอน

" ไม่ลงมือทำอะไรเลย เหงื่อไม่ออกก็จะเอาของฟรีแล้ว ช่างขี้เกียจเอาแต่รักความสบาย ไม่รู้จักละอายใจบ้างหรือ? "

โอ๊ะ! โอ้ย! เจ็บอะ! ว่ากันแรงเนอะ! ก็ในนิยายที่เคยอ่านมาไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือนางเอกก็ล้วนแล้วแต่ได้ของมาฟรีๆทั้งนั้นนี่นา บางคนก็ได้ติดตัวมาตั้งแต่แรกเลยเสียด้วยซ้ำไป

คนเราต่างก็มีศักดิ์ศรีกันทุกคนนะเฟ่ย มาพูดจาต่อว่าต่อขานกันแบบนี้ได้อย่างไรกัน?

" คุณบอกมาเลยว่าจะให้ผมทำอะไรบ้าง? "

" ลำดับแรกง่ายๆเลยนะ พูดจาให้มันเข้ากับยุคสมัยเหมือนจีนโบราณนี่หน่อย อ่านนิยายมาเยอะแล้วไม่ใช่หรือ? มาพูดจาแทนตัวว่าผม เผม อะไร? แทนตัวเองว่าข้าสิ แล้วอย่ามาเรียกเราว่าคุณเคิณอะไร ต้องเรียกนกผู้ยิ่งใหญ่เยี่ยงเราอย่างเคารพนบนอบว่าท่านสิ "

" …….. "

ขอคั่นจังหวะต่อไปด้วยการโบกหัวเจ้านกสวรรค์นี่ด้วยความหมั่นไส้สักทีหนึ่งก่อนได้ไหม?

" ลำดับต่อไปก็ง่ายๆอีกเหมือนกัน คือต้องไปทำภารกิจที่เรามอบหมายให้สำเร็จเสียก่อนถึงจะได้ของรางวัลตอบแทน จงไปหาไข่ของเราให้พบ "

อะอะไรนะ? หาไข่นกสวรรค์เนี่ยนะ?

นกมันบ้าหรือคุณกรูนี่บ้าเองวะ?

" ฝากลูกเอาไว้ที่เรา เห็นรอยแยกวงกลมที่มีแสงสว่างทางขวามือนั่นไหม? วิ่งตรงเข้าไปตรงกลางแสงสว่างนั่นได้เลย เร็ว! เร็วๆเข้าก่อนที่ทางเข้ามันจะปิดลงเสียก่อน มีเวลาให้ค้นหาไข่ของเราเพียงแค่หนึ่งก้านธูปเท่านั้นเองนะ "

ลองดูกันสักตั้งก็ได้วะ

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจหมิงเทียนให้ยอมทำตามที่เจ้านกบ้ามันบอก เพียงแค่ยื่นมือที่อุ้มลูกออกไปข้างหน้า ก็เหมือนมีพลังงานบางอย่างเข้ามาโอบอุ้มเอาบุตรชายตัวน้อยให้ลอยตัวออกจากอ้อมกอดของเขาไปเองอย่างง่ายดาย

หมิงเทียนรีบหมุนตัวไปทางขวามือของตนอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งตรงเข้าไปชนวงกลมที่มีแสงสว่างเจิดจ้าตามที่ตามองเห็นในทันที

พรึบ!

เข้าไปข้างในได้แล้วหรือ?

หมิงเทียนพบว่าตัวเขาเองกำลังยืนอยู่บนเนินหญ้าอันเขียวชอุ่ม บรรยากาศสดชื่นเย็นสบาย ทิวทัศน์รอบตัวก็สวยงาม จัดสวนสวยเต็มไปด้วยไม้ดอกนานาพันธ์ุ เชิญชวนให้เข้าไปเด็ดมาดอมดม

มีศาลาทำจากหินสีขาวหรือหยกขาวก็ไม่รู้เอาไว้ให้พักผ่อนนั่งเล่นด้วยนะ

ดีจังเลยแฮะ หรือว่าที่นี่คือสรวงสวรรค์?

นั่น! ตรงนั้นมีต้นท้ออีกต่างหาก ทำไมต้นมันถึงได้ใหญ่โตราวกับสิบคนโอบได้กระนั้น? แล้วยังมีผลดกขนาดเท่าลูกแตงโมอยู่เต็มต้นอีก กลิ่นหอมของผลท้อสุกช่างยั่วยวนใจให้ลองลิ้มชิมรสดูเป็นยิ่งนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกที่แปลกประหลาดอยู่ในใจ

แล้วก็นั่น! ไม่ใช่แปลงสมุนไพรหรอกหรือ?

หมิงเทียนอดที่จะเผลอตัวเดินเข้าไปชมดูแปลงสมุนไพรที่มีลำต้นเติบโตอวบอิ่มสมบูรณ์น่าดึงดูดเหล่านั้นใกล้ๆไม่ได้ สมุนไพรทุกต้นล้วนมีป้ายบ่งบอกชื่อและบรรยายสรรพคุณวิเศษของมันเสร็จสรรพ

" ต้นหัวใจมังกรใช้รักษาอาการ….. ต้นหงส์รำพันพิลาปใช้รักษาอาการ…… ต้นหยาดเหมันต์ใช้แก้พิษร้อน……. โอ้ววว! โสมคนมีแต่อายุเป็นพันปีขึ้นไปทั้งนั้น โอ้ววว! นั่นต้น….นั่น….นั่น…. "

หมิงเทียนเผลอลืมตัวชื่นชมสมุนไพรวิเศษหายากเหล่านั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วจู่ๆก็พลันนึกถึงภารกิจของตนเองขึ้นมาได้

เจ้านกบ้านั่นให้เขามาหาไข่ของมันให้ได้ภายในเวลาแค่หนึ่งก้านธูป(ประมาณสิบห้านาที)เท่านั้นนี่นา!

แย่จริง! เขามัวแต่เสียเวลาชื่นชมสวนสมุนไพรไปตั้งเกือบห้านาทีได้แล้วมั้ง?

ครืน! ครืน! ครืน!

นั่นอะไร? กองอะไรวิบๆวับๆเพิ่งจะโผล่พ้นดินขึ้นมาอยู่ตรงนั้นอีกตั้งหลายกอง?

โอ้โห! มีสมบัติกองเต็มเป็นภูเขาเลย

ทั้งภูเขาทองคำ ภูเขาเครื่องประดับเพชรนิลจินดา ภูเขาอาวุธโบราณ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นของล้ำค่าที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นมาก่อนทั้งนั้นเลย

ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ถ้าได้เป็นเจ้าของทั้งหมดนี่ก็โคตะระมหารวยเลยเนอะ

พอเถอะ! พอ! หยุดละเมอเพ้อพกเรื่องอื่นจนทำให้เสียเวลาทำภารกิจไปได้แล้ว

ควรจะเร่งค้นหาไข่นกดีกว่า

ไข่นกก็ต้องอยู่ในรังนกใช่ไหม? รังของนกก็ต้องอยู่บนต้นไม้ใช่หรือเปล่า?

หรือว่ารังของนกจะอยู่บนต้นท้อสูงใหญ่แปลกประหลาดต้นนั้น?

คิดได้ดังนั้นก็ละความสนใจจากกองสมบัติประดามีรีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปที่ใต้ต้นท้อสูงใหญ่ต้นนั้นในทันทีทันใด แหงนหน้าขึ้นมองจนคอตั้งบ่าก็ยังมองไม่เห็นยอดของมันเลย

" ไอ้หยา! มองไม่เห็นยอดเลย ถ้าปีนขึ้นไปแล้วต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะขึ้นไปได้ถึงยอดสูงสุดของมันละนี่? แล้วจะเจอรังของเจ้านกบ้านั่นหรือเปล่าก็ไม่รู้? "

หมิงเทียนหมุนรอบตัวเองเพื่อสำรวจดูทั่วทุกสารทิศ เท่าที่สายตาจะมองเห็นได้ แล้วก็พบว่า มีต้นท้อต้นนี้เพียงต้นเดียวเท่านั้น ที่เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่มีกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งไม่ธรรมดาเหนือต้นไม้ต้นอื่นๆ

เอาวะ! เวลาไม่คอยท่า ไม่อาจเสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว ลงมือทำเสียเลยเถิด จะทำสำเร็จได้หรือไม่ได้ก็ต้องลุ้นเอา

อย่างน้อยก็ได้ลงมือทำด้วยตัวเองไปแล้วนี่จริงไหม?

หมิงเทียนตัดสินใจได้ ก็ก้าวถอยหลังออกไปตั้งหลัก เมื่อกะระยะในใจเสร็จก็หันหน้าเข้าหาต้นท้อ ออกตัววิ่งจนสุดแรงเกิดเพื่อให้มีแรงส่งตัวเองกระโดดขึ้นไปบนกิ่งต้นท้อที่ได้หมายตาเอาไว้ในตอนแรก

วูบบบบ!

ไม่ยากอย่างที่คิดแฮะ

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

วูบ! วูบ! วูบ!

หมิงเทียนก้มหน้าก้มตาปีนขึ้นไปบนต้นท้อโดยไม่สนใจกลิ่นหอมยั่วยวนของผลท้อสุกที่อยู่รอบกายของตนเลย ถึงแม้ยิ่งปีนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กลิ่นหอมหวานของพวกมันจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นตามลำดับก็ตาม

น่าแปลกที่เขายิ่งออกแรงปีนต้นท้อไปมากเท่าใด ก็ไม่รู้สึกว่าตนเองนั้นเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ยิ่งออกแรงมากก็ยิ่งรู้สึกว่าตนมีแรงเพิ่มขึ้นมามาก

จนตัวเขาสัมผัสได้ถึงพลังอันอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลวนเวียนไปทั่วร่างกายของตนเองซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่าวนเวียนซ้ำไปกี่รอบต่อกี่รอบเข้าไปแล้ว

ปัง! ปัง! ปัง!

อา! นี่เขาสามารถทะลุขีดจำกัดของตนเองบรรลุพลังขั้นที่หนึ่งไปได้อย่างสมบรณ์โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเลยหรือนี่?

หมิงเทียนลิงโลดดีใจจนเนื้อเต้น พร้อมๆกับที่พบว่าตนเองปีนขึ้นมาจนถึงข้างบนยอดสูงสุดของต้นท้อประหลาดได้สำเร็จแล้ว

เมื่อสายตาปะทะเข้ากับไข่นกสีเงินยวงขนาดเท่ากำปั้นในรังนกที่ประกอบขึ้นมาจากขนนกสีรุ้งอยู่เบื้องหน้านั้น

โดยไม่รอช้า เพราะไม่รู้ว่าตนได้ใช้เวลาปีนต้นท้อไปนานแค่ไหนแล้ว? หวังหมิงเทียนรีบเอื้อมไปคว้าไข่นกสีเงินยวงใบนั้นเข้ามาเก็บรักษาเอาไว้ในอุ้งมือของตนเองทันที

พรึ่บ!

เขาออกมาข้างนอกได้แล้ว คงพอดีเวลาชั่วหนึ่งก้านธูปที่กำหนดเอาไว้สินะ?

" อือม์! "

เมื่อออกมาได้ ก็ประสบพบพักตร์เข้ากับเจ้านกปักษาสวรรค์ที่กำลังจ้องเขม็งมาที่ตัวเขาอยู่อย่างนั้น

" นี่คือไข่นกของท่านใช่หรือไม่? "

หมิงเทียนรีบยื่นไข่นกสีเงินในมือส่งให้กับเจ้านกปักษาสวรรค์

" อือม์! สถานที่ ที่เจ้าเพิ่งเข้าไปเมื่อสักครู่นี้เป็นมิติจิตของข้าเอง อย่าดูเบาว่าไม่ต้องออกแรงต่อสู้กับสัตว์ร้ายใดๆ ก็สามารถทำภารกิจได้สำเร็จ แท้ที่จริงแล้วมันเป็นด่านทดสอบจิตใจของมนุษย์ ซึ่งเจ้าผ่านการทดสอบด่านแห่งจิตที่ยากที่สุดของมนุษย์ได้แล้ว นั่นคือการควบคุมจิตใจของตนเองเอาไว้ให้มั่น พลังแห่งจิตที่ตั้งใจมั่นอย่างเข้มแข็งจึงจะสามารถนำพาความสำเร็จมาให้ หากแม้นเจ้าหลงความเย้ายวนของสิ่งของภายในมิติจิตของข้า เพียงแค่เด็ดดอกไม้สวยงามมาเชยชม หรือเก็บต้นสมุนไพรวิเศษมาเป็นของตนเอง หรือเด็ดผลท้อที่มีกลิ่นหอมยั่วยวนมากิน หรือกอบโกยพวกสมบัติมีค่าเหล่านั้นด้วยความโลภ เจ้าก็จะต้องถูกลงโทษ หากไม่หลงวนเวียนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจนตายไป ก็โดนส่งร่างที่ไร้วิญญาณออกจากมิติจิตของข้าในทันที นั่นหมายความว่า เจ้าทำภารกิจล้มเหลว ไม่สามารถผ่านด่านทดสอบจิตใจได้ "

" ออ "

หวังหมิงเทียนงึมงำอยู่กับตัวเอง อันตรายจนแทบตายแล้วสินะ?

" ข้าขอมอบไข่นกสีเงินใบนี้ให้เป็นมิติส่วนตัวของเจ้า นอกจากจะเป็นมิติสวรรค์ที่เปรียบเสมือนกับเป็นโลกใบเล็กเฉพาะตัวของเจ้าเพียงผู้เดียวแล้ว มันยังสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นพาหนะเดินทางได้ทั้ง บนบก ในน้ำ หรือบนฟ้า ตามแต่ใจของเจ้า เพื่อเอาไว้ให้เจ้าใช้งานร่วมกับผู้อื่นได้โดยสะดวกอีกด้วย "

เมื่อนกปักษาสวรรค์กล่าวจบลงแล้ว ก็บินตรงเข้ามาหาหวังหมิงเทียนอย่างรวดเร็ว เพื่อมาจู่โจมจิกทำลายไข่สีเงินที่เขาถืออยู่ในมือให้แตกสลายกลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้าหายลับลงไปที่ปลายนิ้วชี้มือขวาของชายหนุ่มในทันที

ณ บัดนี้ ทั้งนกปักษาสวรรค์และไข่สีเงินใบนั้นล้วนอันตรธานไปจากสายตาของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ราวกับว่า ไม่เคยมีตัวตนของพวกมันมาก่อนเลยกระนั้น

หวังหมิงเทียนยืนนิ่งอึ้งตกตะลึงอยู่เป็นชั่วครู่จึงเรียกสติของตนขึ้นมาได้

นี่เป็นเรื่องจริงหรือแค่ฝันไป?

ชายหนุ่มรีบยกมือขวาของตนขึ้นมามองดู ก็สังเกตเห็นเส้นสีเงินบางเบาวาดเป็นรูปทรงรีเหมือนไข่นกที่ปลายนิ้วชี้ส่งแสงสะท้อนวูบขึ้นมาสู่ครรลองสายตาของตนเองอย่างชัดเจน

เรื่องจริงสินะ?

เมื่อลองสัมผัสที่วงรีสีเงินตรงนั้น ก็มองเห็นสวนสวยที่เมื่อสักครู่นี้ตนเพิ่งเข้าไปเอาไข่นกสีเงินของปักษาสวรรค์มานั่นเอง ยังมองเห็นต้นท้อใหญ่ สวนสมุนไพร มีศาลาเหมือนเดิม

อีกทั้งภูเขาสมบัติทั้งหลายก็ยังอยู่ครบถ้วนทุกกองเลย

แต่เขากลับรู้สึกขนหัวลุกวูบขึ้นมาจนชาวาบไปทั้งตัวในทันทีเสียอย่างนั้น

สมบัติทั้งหมดทั้งมวลในมิติจิตแห่งนี้ เจ้านกปักษาสวรรค์บอกว่าเป็นด่านทดสอบจิตใจของเขาเองมิใช่หรือ?

ไม่เอาแล้ว ไม่อยากแตะต้องหรือทดสอบอะไรอีกแล้ว

ขืนไปหยิบเอาอะไรมาสักอย่างจะมีชีวิตรอดออกมาได้รึ?

ตายห่า! โดนเจ้านกบ้านั่นหลอกลวงเอาเสียแล้วกระมั้ง?

3.นอนในป่า

เจ้านกบ้าลึกลับที่ไม่รู้ว่า จู่ๆก็โผล่มาจากที่ไหน? ได้อย่างไร? จงใจปั่นหัวเขาเล่นเป็นแน่แท้แล้ว

ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะกลัวตายมากมายอะไรหรอกนะ ถ้าถึงคราวซวยจะต้องตายอีกรอบก็ไม่เป็นไร แต่ทำใจทิ้งลูกชายฟ้าประทานอย่างหวังเฟยอวี่ที่เป็นเพียงแค่เด็กชายตัวน้อยเอาไว้กลางป่าให้ผจญกับภัยอันตรายตามลำพังไม่ได้น่ะสิ

ช่างมัน! เอาเถอะ! อย่างน้อยเจ้านกบ้านั่นก็ช่วยให้ร่างกายของหวังหมิงเทียนที่เขามาอาศัยอยู่ในโลกใบนี้แข็งแรงขึ้นมาได้มากกว่าเดิม หายขาดจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรังเพราะถูกสารพัดพิษแล้ว

อีกทั้งยังสามารถบรรลุพลังขั้นที่หนึ่ง ของที่นี่ได้อีก วรยุทธ์ที่คนทั่วไปยากจะฝึกฝนให้ทะลุขีดจำกัดพื้นฐานของตนเองขึ้นมาได้

ทั้งที่ตามความรู้เดิมของร่างนี้บอกกับเขาว่า การสร้างรากฐานพลังวรยุทธ์ให้ทะลุขีดจำกัดจนสำเร็จในขั้นแรกหรือขั้นที่หนึ่งเลยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ

คนทั่วไปใช้เวลาฝึกฝนตั้ง 3-5 ปี กว่าที่จะทะลวงขีดจำกัดขั้นพื้นฐานของตนเองขึ้นมาได้ ถ้าพื้นฐานขั้นแรกยังไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะสามารถก้าวต่อไปถึงขั้นพลังที่สูงส่งขึ้น

นี่เขาแค่ออกแรงปีนต้นท้อใช้เวลาไปไม่ถึงชั่วหนึ่งก้านธูปก็ทำสำเร็จ นับว่ายอดเยี่ยมราวเทพเซียนประทานพรมาให้แล้ว ซึ่งหากบอกเล่าออกไปจากปากก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อถือเขาเป็นแน่

ตอนนี้ถือว่าพอที่จะมีกำลังปกป้องตัวเองกับลูกน้อยให้หลบหนีภัยจากการตามล่าหมายชีวิตไปได้บ้าง เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีกว่าเดิมที่เป็นเพียงคุณชายตกยากอ่อนแอไม่เอาไหน ร่างกายปวกเปียกเพราะถูกพิษคนเดิมอยู่มากโข

ว่าแต่จะพาลูกออกไปจากป่านี้ได้ยังไงวะ?

" ท่านพ่อ! "

มัวแต่คิดยุ่งเหยิงวุ่นวายใจอยู่คนเดียว จนลูกชายตื่นจากการนอนหลับขึ้นมาเกาะขาร้องเรียกจึงค่อยรู้สึกตัวขึ้นมา

" อวี่เอ๋อร์! "

ชายหนุ่มก้มหน้าลงมามองสบตาเด็กชายผู้มีดวงตาใสกระจ่างเหมือนกับตัวเอง แล้วส่งเสียงเรียกลูกชายของตนตามความเคยชินของร่างเดิม

" ข้าหิวมากเลยขอรับท่านพ่อ "

" ปะ เราไปหาอะไรกินกัน "

หวังหมิงเทียนย่อตัวลงอุ้มลูกชายที่มีน้ำหนักตัวเบาหวิวขึ้นมาแนบอกอย่างสบายๆ ไม่รู้สึกหนักแรงเหมือนกับเมื่อก่อนที่ตนยังป่วยไข้อยู่

ชายหนุ่มตั้งใจเหลียวมองสังเกตรอบๆตัวเองเพื่อหาผลไม้หรืออะไรที่พอจะใส่ปากให้ลูกกินแก้หิวไปก่อนได้บ้าง

เมื่อทอดสายตาไปทางด้านซ้ายมือก็มองเห็นยอดไม้สีเขียวอ่อนสลับเข้มที่คุ้นเคยดีเหมือนจะมีทั้งยอดต้นกล้วยกับยอดต้นไผ่อยู่ไม่ไกล แล้วก็เหมือนว่าจะได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ด้วยนะ

ลองเดินไปสำรวจดูดีกว่า

หวังหมิงเทียนอุ้มลูกเดินตามเสียงน้ำที่ได้ยินไปได้ไม่นานนัก ก็พบลำธารสายหนึ่งเข้าจริงๆ ที่ใกล้ๆกับริมธารน้ำมีทั้งดงกล้วยป่าที่มีผลสุกเหลืองอร่ามคาต้น กับดงไผ่ที่มีหน่ออ่อนเท่านิ้วหัวแม่มือแทงยอดโผล่พ้นดินขึ้นมาสูงราวหนึ่งศอก ขนาดกำลังพอดีให้ใช้มือหักเอามากินได้

มีกล้วยสุก มีหน่อไม้ให้กิน ไม่อดตายแล้วโว้ย

บริเวณริมลำธารเป็นลานดินทรายผสมหิน เมื่อมองหาก้อนหินที่มีความกว้างพอเหมาะพอดีเจอแล้ว ก็จับตัวลูกชายลงนั่งบนก้อนหินที่ว่า

" อวี่เอ๋อร์นั่งรอพ่ออยู่ตรงนี้ก่อนนะ "

" ขอรับ "

เด็กน้อยหวังเฟยอวี่รับคำบิดาของตนอย่างว่าง่าย

หวังหมิงเทียนผละจากลูกชายรีบเดินตรงเข้าไปเด็ดกล้วยป่าที่มองเห็นว่าสุกดีแล้วมาหวีใหญ่ หักหน่อไม้อ่อนจากดงไผ่มาได้สิบกว่าหน่อ แล้วก็เดินหากิ่งไผ่กับใบไผ่ที่แห้งดีแล้วมาได้อีกกองใหญ่

เขาจัดแจงใช้กิ่งไผ่ขุดหลุมดินตั้งก้อนหินสามเส้าก่อกองไฟโดยใช้วิชาความรู้เดินป่าของลูกเสือไทยมาช่วยเหลือตัวเอง

เลือกกิ่งไผ่ขนาดกำลังพอดีล้างให้สะอาดเสียบกล้วยกับหน่อไม้ย่างไฟไปทั้งเปลือกเลยอย่างนั้น

ระหว่างที่รอให้กล้วยกับหน่อไม้สุกพอดีกิน ชายหนุ่มก็เดินลัดเลาะไปตามโขดหินริมลำธาร เจอเหล่ากุ้งแม่น้ำตัวอวบที่พร้อมใจกันลอยตัวขึ้นมาแหวกว่ายกระแสน้ำเล่น กับกองทัพปูภูเขาตัวโตเดินเบ่งกล้ามอวดกันอยู่ เลยเลือกจับเฉพาะตัวใหญ่ๆเอามาเผากินได้อีกหลายสิบตัว

" พวกมันจะกินได้จริงๆหรือขอรับท่านพ่อ? "

ลูกชายที่กำลังเคี้ยวกินกล้วยย่างเพราะความหิวโหยจนแก้มตุงทั้งสองข้างถามขึ้นมาอย่างฉงนใจเพราะเกิดมาเจ้าตัวยังไม่เคยกินกุ้งเผาปูเผาเลยนั่นเอง

" หูยยย! นี่แหละของอร่อยชั้นยอด ประเดี๋ยวพอพวกมันสุกดีแล้ว พ่อจะแกะเอาแต่เนื้อให้ลูกลองกินดูนะ "

เมื่อย่างกุ้งย่างปูจนสีตัวเปลี่ยนเป็นสีส้มส่งกลิ่นหอมหวนเตะจมูกดีแล้ว หมิงเทียนก็เอาพวกมันออกจากไฟมาพักทิ้งไว้ให้คลายร้อนสักครู่หนึ่ง แกะเอาแต่เนื้อมาป้อนใส่ปากให้ลูกชายของตนลองชิมดู

ป้อนหาย ป้อนหาย หายไปอีกแล้ว

เห้อออ! ป้อนแทบไม่ทันเลยอะ

" เนื้อหวานนน อาหย่อยขอยับ "

เจ้าตัวเล็กที่เพิ่งจะเคยได้ลองลิ้มชิมรสของเนื้อกุ้งเนื้อปูเผาเป็นครั้งแรกเอ่ยปากชมเชยด้วยเสียงอู้อี้เต็มปาก ถูกใจในรสชาติของพวกมันเป็นยิ่งนัก กินไปชมไป ไม่ยอมแตะกล้วยกับหน่อไม้ย่างไฟอีกเลย

" เนอะ พ่อก็ว่ามันอร่อยที่สุดเหมือนกัน เสียดายที่ไม่มีน้ำจิ้มพริกกระเทียมรสแซ่บๆ มากินคู่กันด้วย "

" อะไรที่ว่ารสแซ่บๆ หรือขอรับ? "

" ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เอาไว้วันหลังพ่อจะทำให้ลูกลองกินดูนะ "

ทำไปทำมาอาหารที่หามากินแก้ขัดสนยามยากกลางป่ามื้อนี้ กลายเป็นมื้ออร่อยเลิศรสที่สุดที่เคยกินกันไปเลย

สองคนพ่อลูกแข่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มหมีพีมันจนพุงกาง

เมื่อท้องอิ่มตื้อแล้วก็กลับเข้ามาสู่ปัญหาเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือจะพาลูกออกจากป่าไปได้อย่างไรวะ?

ลูกชายพอท้องอิ่มก็ตาปรอย ตัวอ่อนโอนเอนทำท่าจะหลับลงไปอีกรอบละ

โถ! โถ! หลายวันที่ผ่านมา ตลอดเวลาที่ผู้เป็นพ่อร่างนี้นอนป่วยติดเตียงอยู่ เด็กชายคงไม่ได้กินอิ่มนอนหลับ คงไม่ได้พักผ่อนดีๆเลยสักครั้ง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าหนูตัวเล็กต้องประสบพบเจอกับความยากลำบากตลอดมาไม่ใช่น้อย จนทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนตึงเครียด ต่อเมื่อได้ผ่อนคลายสบายใจแล้ว ร่างกายก็ต้องการพักผ่อนถึงได้มานอนหลับเอาบ่อยๆได้ง่ายๆเช่นนี้

ตะวันก็บ่ายคล้อยลงไปมาก อีกไม่นานก็คงจะมืดค่ำ หากจะเดินทางออกจากป่าแบบสะเปะสะปะไม่รู้ทิศในตอนกลางคืนคงไม่ดีเป็นแน่

คืนนี้คงต้องพาลูกน้อยนอนอยู่ที่นี่แล้วกระมัง?

แต่ว่านอนกลางป่ากลางดินโดยไม่มีอะไรคุ้มกะลาหัวเลยจะไหวเรอะ?

เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ! ก่อนหน้าที่เจ้านกบ้านั่นจะหายตัวไปมันบอกว่า มิติจิตสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นพาหนะเดินทางได้ตามใจชอบของเรานี่นา

ไหนขอลองดูหน่อย?

พาหนะเดินทางจะเอาเป็นอะไรดีนะ?

ใกล้มืดค่ำแบบนี้พาลให้นึกไปถึงรถบ้านที่ตกแต่งสวยงามแบบอำนวยความสะดวกครบครัน มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น อะไรอย่างนี้อะ

ตอนนี้อยากจะได้มากเลยยย

ถ้าขอเป็นรถบ้านแบบที่ว่านั้นเลยจะได้ไหม?

หรือถ้าเป็นสมัยโบราณแบบนี้ก็ต้องเป็นรถม้าถึงจะถูกต้องเข้าสมัยงั้นสิ?

ลองขอรถม้าแต่ข้างในเป็นรถบ้านตกแต่งสวยงามทันสมัยแบบจัดเต็มดีกว่า

หวังหมิงเทียนนึกขออยู่ในใจของตนเองเงียบๆ ในขณะที่กำลังขอนั้นใจก็เต้นกระหน่ำตูมตามไปด้วย

ลุ้นอะ ลุ้น!

ว่าจะได้ตามที่ขอไหมหนอ?

พลันรถม้าคันสีดำสนิทเป็นเงางามขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ดีเนื้อแข็งโครงสร้างเป็นเหล็กสีดำบ่งบอกถึงความไม่ธรรมดา ดูแข็งแรงทนทานและสวยงาม หากมองดูจากภายนอกก็นับว่าเหมาะสมเข้ากับยุคสมัยที่เหมือนกับจีนโบราณแห่งนี้ ก็ปรากฏขึ้นมาที่ตรงเบื้องหน้าของชายหนุ่มในทันทีทันใด

โว๊ะ! เข้าท่า! เข้าท่า!

มันดูเข้าท่าเพราะมันมีม้าสีดำขนเป็นมันตัวสูงใหญ่สองตัวที่ดูเข้าคู่กันได้ดีกับรถม้าสีดำคันนี้มาพร้อมให้ใช้งานได้เลยด้วยนี่แหละ

เดชะบุญ ที่ลานดินผสมหินตรงริมลำธารแห่งนี้ มีพื้นที่กว้างขวางให้รถม้าคันใหญ่จอดได้อย่างสบายๆเลย

มีรถ มีม้าพร้อมใช้งานแล้ว ก็ควรจะต้องมีคนขับรถม้ามาให้พร้อมด้วยสิวุ้ย?

หวังหมิงเทียนนึกขึ้นมาในใจของตนเล่นๆ อย่างคนที่เกิดครึ้มใจด้วยความสุข

พรึ่บ!

" ขอคารวะนายท่าน ต่อไปข้าตั่วเฮยผู้นี้จะเป็นคนขับรถม้าติดตามนายท่านเองขอรับ "

หนึ่งเสียงดังขึ้นพร้อมกับมีชายชราผิวดำสวมหมวกปีกกว้างปรากฏกายขึ้นมานั่งประจำที่นั่งคนขับตรงด้านหน้าของรถม้าในทันทีทันใดเช่นกัน

" ขอเล่นๆมาจริงๆโว้ย คนจริงๆด้วย! ละลุงตั่วงั้นรึ? มะมาได้ไง? มาจากที่ไหน? "

" ท่านปักษาสวรรค์ส่งข้าให้มารับใช้นายท่านทุกสิ่งทุกอย่างตามที่นายท่านสั่งการขอรับ "

" อือม์! ออ "

ชายหนุ่มส่งเสียงรับรู้อยู่ในลำคอด้วยความอัศจรรย์ใจ แต่ความคิดในหัว คือ ส่งเจนเนอรัลเบ๊ มาทำหน้าที่รับใช้ทั่วไป ทำทุกอย่างตามที่เจ้านายสั่งรึ?

" ขอเชิญนายท่านกับคุณชายน้อยเข้าไปพักผ่อนข้างในรถม้าได้เลยขอรับ "

หวังหมิงเทียนหันหลังกลับไปอุ้มเอาบุตรชายของตนที่หลับไหลลงไปอีกคำรบเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้วเดินขึ้นบันไดรถม้าไปด้วยอาการตื่นเต้นลุ้นระทึกในใจอีกครั้ง

ขอให้ข้างในรถม้าตกแต่งแบบทันสมัยเหมือนกับรถบ้านในยุคสมัยปัจจุบันที่เขาเพิ่งจะจากมาด้วยเถิ้ดดด

ว้าว! ว้าว! เย้! ฮูเร! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!

ได้ตามที่ขอแบบสมใจนึก

จัดเต็มมาเลยคร้าบบบ

ภายในรถม้าตกแต่งสวยงามทันสมัยแบบมีเครื่องอำนวยความสะดวกให้อย่างครบครัน อีกทั้งพื้นที่ใช้งานก็ไม่คับแคบ เป็นมิติซ้อนมิติที่มีพื้นที่ขยายออกไปกว้างขวางมากกกก เหมือนกับได้อยู่บ้านจริงๆ

มีทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ทุกห้องมีสิ่งของและอุปกรณ์ตกแต่งครบครันพร้อมใช้งานตามที่เขาอยากจะได้เลยอะ

ที่เขาถูกใจมากที่สุดก็คือ มีห้องน้ำกับส้วมชักโครกแบบทันสมัยด้วยนี่แหละ เพราะเขาคงฝืนใจใช้ส้วมหลุมไม่ไหว

ในความคิดของหวังหมิงเทียนยังรู้สึกได้เองอีกว่า ระบบน้ำไฟภายในรถม้ามิติแห่งนี้สามารถใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้เขายังสามารถที่จะปรับปรุงเพิ่มเติมหรือลดจำนวนห้องต่างๆเพื่อใช้งานได้ดั่งใจนึกตามความสามารถของตัวเองอีกด้วย

อะไรคือตามความสามารถของตัวเอง?

ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอย่างไรเหมือนกัน?

ต่อไปก็คงจะรู้ได้เองกระมัง?

สุดยอดดดดดด!

หวังหมิงเทียนรีบอุ้มลูกชายตัวน้อยไปนอนลงที่เตียงนุ่ม จัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวเด็กชายให้สะอาดเอี่ยม แล้วตัวเองจึงค่อยเข้าไปอาบน้ำสระผมในห้องน้ำอย่างสบายใจเฉิบ

เสียแต่ว่ายังไม่มีเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยนให้เท่านั้น ในเมื่อยังไม่มีชุดใหม่ก็จำเป็นต้องใส่ชุดเก่าซ้ำไปก่อน ดีกว่านอนแบบโป๊ไม่ใส่เสื้อผ้าเลยอะ

ในเมื่อมีบ้านเคลื่อนที่แบบพกพาไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกอย่างนี้ก็โคตรจะสบายแล้ว

เสียแต่ยังไม่มีเงินเลยนี่สิ!

ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็หาของกินในป่าใส่รถม้าเก็บตุนเป็นเสบียงอาหารเอาไว้ให้มากๆหน่อย เผื่อจะโชคดีเอาไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาใช้จ่ายได้อีกด้วย

หวนนึกไปถึงบ้านดินเล็กๆหลังเดิมของภรรยาผู้ล่วงลับที่เขากับลูกเคยอยู่มาก่อนหน้านั้น ก็คงไม่ปลอดภัยที่จะกลับไปอาศัยอยู่อีก เพราะพวกคนที่ต้องการจะสังหารเขามันรู้จักตำแหน่งสถานที่แห่งนั้นไปแล้ว ควรจะต้องหาที่อยู่เพื่อลงหลักปักฐานเอาใหม่ต่อไป

แต่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนถึงจะอยู่รอดปลอดภัยได้เล่า?

ในเมื่อมีรถม้าเป็นบ้านเคลื่อนที่ได้แบบนี้แล้วก็เดินทางไปเรื่อยๆดูเอาก่อนก็แล้วกัน

ชายหนุ่มนอนวางแผนการใช้ชีวิตต่อไปในวันข้างหน้าให้ตัวเองกับอวี่เอ๋อร์อยู่เงียบๆจนเผลอหลับไป

ตกกลางดึกคืนนั้น

ผัวะ! ผัวะ! เผียะ! เผียะ!

ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตุ๊บ!

โครม! โครม! โครม!

" เสียงอะไรมันมาดังโครมครามหนวกหูจังวะ? "

หมิงเทียนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะโดนเสียงดังโครมครามรบกวนการนอนหลับของเขา

ช่างขัดขวางความสุขมากเลยขอบอกเอาไว้ก่อน เผื่อจะเผลอหลุดอาละวาดใครไป

ชายหนุ่มเดินผมชี้โด่เด่ออกมาจากรถม้าด้วยความง่วงงุนแกมหงุดหงิดใจ

เมื่อมองเห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าของตนในขณะนี้ก็ตาโตเต็มตื่นขึ้นมาในทันที

อุแม่เจ้า! เข่นฆ่ากันจนเลือดสาดด

ฉิบหายแล้ว!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...