โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ศกอ. สุราษฎร์ธานี เลี้ยงโคขุน สินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพ

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 03 ธ.ค. 2566 เวลา 03.45 น. • เผยแพร่ 02 ธ.ค. 2566 เวลา 22.00 น.

คุณนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “โคขุน” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีศักยภาพการผลิตในพื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างรายได้ดีให้เกษตรกร ปัจจุบันเกษตรกรนิยมเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมจากการทำการเกษตรเป็นหลัก

โดยในปี 2565 (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ เดือนธันวาคม 2565) พบว่า พื้นที่การเลี้ยงครอบคลุมทั้ง 19 อำเภอ พบการเลี้ยงมากที่สุดในอำเภอกาญจนดิษฐ์ อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอไชยา โดยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี รวม 200 ราย จำนวนโคขุนรวมทั้งจังหวัด 866 ตัว

จากการลงพื้นที่ของ สศท.8 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตโคขุนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า ปัจจุบัน เกษตรกรมีการเลี้ยงแบบรวมกลุ่ม และเลี้ยงแบบรายเดียว ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงโคขุน คือ คุณปรีชา เรืองแสง เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคขุนอำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยจากการสัมภาษณ์ คุณปรีชา บอกว่า เริ่มจากการเป็นเกษตรกรทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน แต่ปัจจุบันราคายางพาราและปาล์มน้ำมันไม่แน่นอน ปุ๋ยราคาสูง ประกอบกับอยากมีรายได้เสริมที่สามารถสร้างอาชีพ หลังจากนั้นได้มีโอกาสศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และศึกษาจากเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มที่เลี้ยงจนประสบความสำเร็จ จึงได้นำความรู้จากการศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้กับฟาร์มของตนเอง และพัฒนาจนประสบความสำเร็จมากว่า 10 ปี

สำหรับการเลี้ยงโคขุน คุณปรีชาจะซื้อโคที่มีอายุประมาณ 2 ปี มาขุนต่ออีกประมาณ 5-6 เดือน โดยในระยะเวลา 1 ปี สามารถเลี้ยงได้ 2 รุ่น ซึ่งจะต้องให้ฟางกินก่อนในช่วงแรกประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อให้โคปรับตัว เพราะโคมาจากหลายที่ บางทีอาจจะไม่เคยกินทางปาล์มน้ำมันสับมาก่อน

จากนั้นในช่วงเช้าจึงให้อาหารข้นผสมกากปาล์มน้ำมันหรือกากถั่วเหลือง วันละ 1 ครั้ง ช่วงเย็นให้กินฟางแห้งสลับกับหญ้าหรือทางปาล์มน้ำมันสับซึ่งหาได้จากในสวนของตนเองและสามารถลดต้นทุนลงได้ สำหรับในช่วง 2 เดือนก่อนขาย ในช่วงเช้าจะให้อาหารผสมข้นเพิ่มขึ้น ช่วงเย็นก็จะให้ฟางแห้งสลับกับหญ้า หรือทางปาล์มน้ำมันสับ และให้น้ำหมักผสมน้ำให้โคอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเพื่อลดกลิ่นในเนื้อโคได้ ในส่วนของมูลโคก็จะนำไปใส่ในสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันช่วยลดค่าใช้จ่ายในสวนได้

ขณะที่ต้นทุนในการเลี้ยงโคขุนของคุณปรีชาพบว่า มีต้นทุนเฉลี่ย 41,000 บาทต่อตัว แบ่งเป็น ราคาพันธุ์โคสำหรับนำไปขุนประมาณ 30,000 บาท ซึ่งพันธุ์โคของคุณปรีชาจะมีอายุเฉลี่ย 2 ปี (น้ำหนัก 350-400 กิโลกรัมต่อตัว) และเป็นต้นทุนค่าอาหาร เวชภัณฑ์และอื่นๆ อีกประมาณ 11,000 บาท โดยคุณปรีชาจะเลี้ยงโคขุนให้ได้น้ำหนักตามเกณฑ์ประมาณ 400-600 กิโลกรัมต่อตัว และจำหน่ายในราคา 55,800 บาทต่อตัว (93 บาทต่อกิโลกรัม) หรือคิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 14,800 บาทต่อตัว

โดยส่วนใหญ่คุณปรีชาจะจำหน่ายโคขุนให้กับให้พ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นผู้รวบรวมทั้งในและนอกจังหวัด ซึ่งพ่อค้าคนกลางอาจจะส่งขายทั้งในประเทศหรือส่งออกต่อไปยังประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ แล้วแต่ความต้องการของตลาดและราคาที่จำหน่ายได้

สำหรับโคขุน ถือเป็นการเลี้ยงโคที่ยังอายุน้อยให้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ โดยการให้อาหารแก่โคที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งอาหารหยาบและอาหารข้นอย่างเต็มที่ ในสภาพการเลี้ยงแบบขังคอกอย่างเดียวหรือร่วมกับการปล่อย ซึ่งแล้วแต่การเลี้ยงของแต่ละคน โดยโรคที่ต้องระมัดระวังจะเกิดขึ้นกับโคเนื้อ ส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคทั่วๆ ไป อย่างเช่น โรคปากเท้าเปื่อยเนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝนสภาพอากาศชื้น ส่งผลให้เกิดโรคได้ง่าย โดยจะมีการรักษาด้วยการฉีดยาป้องกันทุก 6 เดือน รวมทั้งฉีดถ่ายพยาธิและให้ยาบำรุง เป็นต้น

หากท่านใดสนใจข้อมูลการผลิตและเทคนิคการเลี้ยงโคขุนของ คุณปรีชา เรืองแสง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 086-267-9255

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...