โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[จบแล้ว]ทะลุมิติสาวน้อยนักธุรกิจในยุค90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 11 พ.ค. 2567 เวลา 04.43 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2567 เวลา 04.43 น. • Chawin
หลินจิงซู หญิงสาวผู้ล้มเหลวทุกอย่างในชีวิตเพราะครอบครัวเฮงซวย เธอย้อนเวลาไปยังปี1990 อาศัยความรู้ในโลกอนาคตเพื่อเก็บเกี่ยวโอกาสทางธุรกิจ ก่อร่างสร้างตัวจนมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อบดขยี้ทุกคนที่เคยรังแก!

ข้อมูลเบื้องต้น

หลินจิงซูได้รับโอกาสที่สองจากสวรรค์ ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ในสมัยที่เธอยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายในปี1990 ช่วยชีวิตแม่ของเธอผู้ถูกรุมประณามจากคนทั้งหมู่บ้าน ว่าคบชู้เล่นสวาทกับชายเถื่อนแปลกหน้า จนกระทั่งต้องฆ่าตัวตายในที่สุด เกิดใหม่ในชาตินี้ เธอมาเพื่อล้างแค้นป้ารองผู้เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ชิงไหวชิงพริบเชือดเฉือนกับลูกพี่ลูกน้องตัวดีที่มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม

สานฝันที่ไม่เคยแม้แต่จะอาจเอื้อมในชีวิตก่อนหน้า เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้สำเร็จ สร้างธุรกิจร่วมกันกับแม่ของเธอจนร่ำรวยมั่งคั่ง ใช้ชีวิตหรูหรามีความสุขอย่างที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน! พวกเธอแม่ลูกสามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘นี่คือจุดสูงสุดของชีวิต!’ ทำให้พ่อที่มีสันดานเลวทรามได้เห็นเมื่อใด เป็นต้องรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่เคยกระทำกับสองแม่ลูกไว้!

“ซูซู จำพ่อคนนี้ไม่ได้เหรอ?”

“ใครน่ะ? บอดี้การ์ด เก็บขยะออกไป!” หลินจิงซูยิ้มกระหยิ่มปราศจากความไยดี ในอ้อมแขนกำลังอุ้มเด็กน้อยฟันน้ำนมสองซี่ ข้างกายมีชายหนุ่มกำลังโอบเอวตระกองกอดเธอไว้

“ลูกพ่อ จำไว้นะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว!”

เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (1)

ตอนที่ 1 เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (1)

เสียงระฆังชั้นเรียนตีดังกังวาน เป็นจังหวะเดียวกับเสียงโห่ร้องดีใจของเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลาย หลินจิงซูที่กำลังนอนฟุบกับโต๊ะตลอดคาบเรียน เผชิญกับเสียงโห่ร้องของทุกคนรอบตัวเข้า ก็ถึงกับสะดุ้งโหยงตื่นขึ้นด้วยความตกใจทันที

เปลือกตาหนักอึ้งของเธอค่อยๆคลี่เปิดออก ตกอยู่ในภวังค์ความงุนงงครู่หนึ่งจึงค่อยกระจ่าง นี่มันคือห้องเรียนสมัยมัธยมปลายของเธอไม่ใช่เหรอ?

นี่ฉัน…ยังไม่ตายงั้นเหรอ?

หรือนี่จะเป็นฝันสุดท้ายก่อนตาย?

นับเป็นความฝันที่เก็บรายละเอียดยิบย่อยได้ดีมากจริงๆ นอกจากสิ่งของต่างๆที่วางระเกะระกะรอบห้องเรียนแล้ว บรรยากาศยังชวนให้นึกถึงสมัยก่อนสุดๆ นอกจากนี้แล้ว บนกระดานดำยังเขียนวันที่และตารางเรียนแจกแจงไว้อย่างชัดเจน ตัวอักษรสีขาวจางๆที่ปรากฏอยู่บนนั้นก็คือ ‘วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ปี 1990’

เอ๊ะ?

เธออดเสียวสันหลังวูบขึ้นมาไม่ได้ ทันทีที่เห็นตัวเลขชุดนี้!

มันเป็นวันที่แม่ของเธอประสบอุบัติเหตุ!

ทั้งๆที่แม่ของเธอถูกดักซุ่มทำร้ายร่างกายอยู่ในตรอกแท้ๆ และเห็นได้ชัดว่าแม่ของเธอคือเหยื่อ แต่ทุกคนกลับรุมประณามกล่าวหาแม่ของเธอ ว่าแอบลักลอบเล่นชู้กับชายอื่นในเวลากลางวันแสกๆ!

ชื่อเสียงและความดีทุกอย่างที่แม่ของเธอทำมา ได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี!

เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเธอ สิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่แม่ของเธอทำได้ ก็คือการแขวนคอตัวเองไว้กับคานบ้าน ปฏิเสธข่าวลือเสียหายอย่างเด็ดขาดจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ไหล่ซ้ายของหลินจิงซูถูกกระแทกจากเพื่อนร่วมโต๊ะ กระแสความเจ็บปวดแผ่วอ่อนแล่นผ่านให้สัมผัสรับรู้ได้

“โอ้! โทษทีๆ จิงซูเป็นอะไรรึเปล่า?”

เจ็บ…เธอรู้สึกเจ็บจริงๆ?!

แทบจะในทันใด หลินจิงซูตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันทั้งปวง อึดใจต่อมา เธอรู้สึกกระวนกระวายจนแทบคลั่ง รีบคว้ากระจกบานจิ๋วที่อยู่ใต้โต๊ะของเพื่อนร่วมชั้นออกมาส่องดู เนื่องด้วยความยากจนข้นแค้น ทำให้รูปลักษณ์หน้าตาของเธอดูทรุดโทรมอย่างมากในอดีต แต่ทว่าตอนนี้ ภาพที่มองเห็นผ่านกระจกมีเพียงความอ่อนเยาว์และผิวที่สวยเด้ง ริมฝีผากบางเป็นสีแดงระเรื่องดงาม ผิวพรรณมีสีขาวอมเหลืองเล็กน้อยและเรียบเนียนดั่งเปลือกไข่ ร่างกายไม่สั่นกระตุกเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนหน้าที่มีแต่โรคร้ายรุมเร้า สีผิวทั้งซีดขาวและเหี่ยวย่น ดวงตาแดงก่ำขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา

เพื่อย้ำให้มั่นใจ หลินจิงซูจึงตบหน้าตัวเองแรงๆอีกที!

โอ้ย! เหมือนจริงเกินไปแล้ว!

หรือฉัน…ฉันกลับมาแล้ว! ย้อนเวลากลับมาแล้วจริงๆ!? ย้อนกลับมาในวันที่แม่ประสบอุบัติเหตุ!

เธอไม่มีเวลามานั่งตอบคำถามเพื่อนร่วมชั้นคนนี้อีกแล้ว หลินจิงซูวิ่งหน้าตาตื่นพุ่งตัวออกจากประตูห้องเรียนไปด้วยความเร็วสุดแรงเกิด!

เลือกเส้นทางที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี กระโดดข้ามกำแพงเตี้ยพุ่งทะยานออกไปในอึดใจเดียว

ได้โปรดเถอะนะ! ขอให้ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป! บางทีเธออาจจะช่วยแม่ไว้ได้ทัน!

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้จะเป็นความจริงหรือฝันไป เธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว!

ขอให้ได้พยายามอย่างเต็มที่ก็เพียงพอ!!

เนื่องจากตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเลิกเรียน พวกภารโรงจะไม่มีทางยินยอมให้นักเรียนออกก่อนกำหนดง่ายๆอย่างแน่นอน

แต่เพื่อภารกิจครั้งนี้ หลินจิงซูจึงจำต้องหนีเรียนกระโดดข้ามกำแพงไปโดยพละการเท่านั้น!

หากปล่อยให้ล่าช้าเกินไปกว่านี้ เธออาจจะไปไม่ทันการเอา!

หลินจิงซูวิ่งสับเท้าฝุ่นตลบมุ่งสู่ตรอกเปลี่ยวแห่งนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่แม่ของเธอถูกข่มขื่น!

ระหว่างทางไปนั้น เธอได้ใช้เงินจำนวน 1.5 หยวนเพื่อขอซื้อกรรไกรจากคนแถวนั้นและกำไว้ในมือแน่น

ลึกเข้าไปด้านในของตรอกแห่งนั้น แม่ของเธอติงเสวี่ยเหม่ย กำลังถูกชายร่างสูงกำยำขึ้นคร่อมอยู่ มือคู่นั้นที่ทั้งหนาทั้งใหญ่กำลังฉีกกระชากเสื้อผ้าของแม่เธอจนขาดวิ่น

ทันทีที่หลินจิงซูห็นภาพฉากนี้กับตา เธอก็โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า!

ผู้ชายชั่วช้าบัดซบคนนี้ล่ะ คือคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าติงเสวี่ยเหม่ย!

เห็นเต็มสองตาว่าแม่ของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์และถูกข่มขื่น แต่ทั้งย่าและป้ารองต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า แม่ของเธอนั่นล่ะที่แอบมาเล่นชู้กับชายอื่นในเวลากลางวันแสกๆ! อีกทั้งยังบีบบังคับให้แม่ของเธอหย่ากับพ่อด้วย

ทางด้านแม่ของเธอนั้นยืนกรานว่าตนเองคือเหยื่อ ย่อมไม่เต็มใจจะเซ็นใบหย่าเป็นธรรมดา แต่เป็นเพราะไม่มีใครเชื่อเธอเลยแม้แต่คนเดียว ติงเสวี่ยเหม่ยจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากตัดสินใจผูกคอตายประชด ทั้งหมดก็เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ทุกคนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ครั้งนั้น จนทำให้เรื่องราวเลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ ล้วนนับว่าเป็นคนร้ายทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งพ่อของหลินจิงซู ที่ไม่เคยออกหน้าหรือพูดอะไรเพื่อทวงความเป็นธรรมให้กับแม่ของเธอเลยตั้งแต่ต้นจนจบ!

หลินจิงซูดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเลือดแดงก่ำ บีบกระชับกรรไกรในกำมือแน่น ก่อนจะพุ่งเสียบใส่ต้นคอของชายผู้นั้นสุดแรงเกิดอย่างไร้ปราณี เธอเล็งเส้นเลือดแดงใหญ่บริเวณคออีกฝ่ายเอาไว้ หวังจะฆ่ามันให้ตายคาที่ในทันที

เสี้ยวจังหวะเดียวกันกับที่ปลายกรรไกรแหลมกำลังจะลุถึงบริเวณลำคอ ชายคนนั้นคล้ายสัมผัสถึงภัยอันตรายได้ก่อน จึงรีบเบี่ยงศีรษะหันมองมา ทำให้เป้าโจมตีของหลินจิงซูคลาดเคลื่อน เปลี่ยนไปเสียบทะลุเข้าที่หัวไหล่ของอีกฝ่ายแทน

“อ๊ากกก!!”

ชายคนนั้นร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดคล้ายจะขาดใจ

เลือดสีแดงพุ่งกระฉูดรุนแรง

ชายคนนั้นวกสายตาเหลียวมองไปที่หลินจิงซูทันที พร้อมแหกปากร้องตะโกนลั่นด้วยความเกรี้ยวกราดว่า

“อีเด็กเวร! แกกล้าแทงฉัน ฉันก็กล้าฆ่าแก!”

อีกฝ่ายโผพุ่งเข้าใส่หลินจิงซูอย่างบ้าคลั่ง เวลานี้ หลินจิงซูเป็นเพียงเด็กสาวมัธยมปลายอ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น อย่างเก่งก็ทำได้เพียงแค่ลอบทำร้ายด้วยกรรไกรเหมือนเมื่อครู่ หากให้สู้กันแบบตัวต่อตัว เธอย่อมไม่มีทางเทียบชั้นกับชายฉกรรจ์ตรงหน้าได้อย่างแน่นอน

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ติงเสวี่ยเหม่ยที่อยู่ด้านหลังพลันได้สติ รีบคว้าอิฐแข็งก้อนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นขึ้นมา แล้วหวดทุบเข้าที่หลังศีรษะของชายคนนั้นอย่างแรง

ชายคนนั้นถึงกับสูญเสียการทรงตัวยืนแทบไม่ตรง เลือดอุ่นไหลนองออกจากหลังศีรษะอย่างรวดเร็ว

หลินจิงซูชูกรรไกรขึ้นเตรียมเสียบแทงร่างของชายตรงหน้าอีกครั้ง แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายรีบหมุนตัววิ่งหนีหางจุกตูดออกไปในสภาพเลือดไหลอาบ เธอจึงหยุดมือไว้เพียงแค่นั้นไม่เคลื่อนไหวใดๆต่อ

ในชีวิตก่อนหน้า เมื่อครั้งที่ติงเสวี่ยเหม่ยถูกข่มขื่น คดีนี้กลับไม่สามารถเสาะหาตัวคนร้ายได้พบ กล่าวคือผู้ลงมือกลับเป็นปริศนาโดยตลอด

แต่ในที่สุด ครั้งนี้หลินจิงซูก็รู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยสถานการณ์หลายๆอย่างในเวลานี้ ทำให้เธอไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้วเช่นกัน ติงเสวี่ยเหม่ยขวัญเสียหวาดผวาอย่างหนัก จนร่างกายสั่นเทาเกินจะควบคุม และได้ทรุดตัวล้มลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง

หลินจิงซูไม่มีทางเลือกอื่นเช่นกัน จำต้องยอมรามือไม่ไล่ตามตัวคนร้ายต่อ แล้วหันกลับมาช่วยประคองร่างของติงเสวี่ยเหม่ยขึ้นมาแทน

“แม่ ทำไมวันนี้ถึงมาเดินในตรอกนี้ได้ล่ะ?”

หลินจิงซูเคยนึกเคยฝันที่ไหนกันว่า จู่ๆแม่ตัวเองก็นึกอยากจะเดินผ่านตรอกซอยเปลี่ยวๆสายนี้ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยเฉียดผ่าน?

บริเวณนี้ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมาสักเท่าไหร่ เพราะทางทั้งแคบและมืด อีกทั้งหน้าถนนยังขรุขระเดินเหินลำบากอีกด้วย

ติงเสวี่ยเหม่ยตอบทั้งน้ำตา

“พ่อของลูกวานให้แม่นำเงินเก็บของเราไปซื้อสร้อยทองให้ลูกพี่ลูกน้อง เพื่อมอบเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบอายุสิบแปดปี ป้ารองเป็นคนแนะนำเส้นทางลัดนี้ให้แม่ บอกว่าใกล้ร้านทองมากกว่า แม่ก็เลยลองมาดู”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในชีวิตก่อนหน้าป้ารองถึงได้พาย่ามา ‘จับชู้’ ถึงที่นี่ได้อย่างแม่นยำนัก!

เรื่องนี้ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนั้นแน่ๆ!

แต่ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วยนะ? ฉีกหน้าทำลายชื่อเสียงของติงเหสี่ยวเหม่ยไปแล้วจะได้อะไร?

ทันใดนั้นหลินจิงซูพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบร้องถามออกไปว่า

“แม่ แล้วเงินที่จะเอาไปซื้อสร้อยทองล่ะอยู่ที่ไหน?”

“อยู่ในกระเป๋านี่” ติงเสวี่ยเหม่ยตบกระเป๋าสะพายข้างตัวเบาๆ

“เอามาให้หนูก่อน เร็วเข้า!” หลินจิงซูร้องสั่งโดยเร็ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ สติสตางค์ของติงเสวี่ยเหม่ยได้กระเจิงไม่เหลือแล้ว ได้ยินลูกสาวขึ้นเสียงออกคำสั่งเช่นนี้ เธอจึงไม่ทันได้คิดอะไรมาก และรีบหยิบเงินก้อนหนึ่งส่งให้หลินจิงซูอย่างว่าง่าย

หลินจิงซูรับมาแล้วก็รีบนำไปฝังไว้ใต้กองอิฐแดงที่ถูกนำมาโยนทิ้งไว้ข้างทาง พร้อมโยนแผ่นไม้จำนวนหนึ่งกลบไว้อย่างรวดเร็วเพื่อซ่อนให้มิดชิดยิ่งขึ้น

“ซูซู ลูกคิดจะทำอะไรน่ะ?”

ติงเสวี่ยเหม่ยเฝ้าดูการกระทำของลูกสาวด้วยความสับสนไม่เข้าใจ

หลินจิงซูร้องบอกต่อโดยไม่สนใจจะตอบคำถามก่อนหน้า

“ทันทีที่คุณย่ากับป้ารองมาถึง แม่ต้องบอกไปว่าถูกโจรปล้น ส่วนหนูก็แค่บังเอิญผ่านมาก็เลยรีบวิ่งมาช่วย!”

ติงเสวี่ยเหม่ยยิ่งงุนงงหนักเข้าไปอีกจนไม่สามารถปะติปะต่อเรื่องราวได้ถูก ระหว่างกำลังจะปริปากถามว่าทำไมคุณย่ากับป้ารองต้องมาที่นี่ด้วย ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ควรอยู่ที่บ้านเหรอ? แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงโวยวายดังลั่นขึ้น

“ซิ่วเหลียน ที่แกพูดมาเป็นความจริงเหรอ?! นังแพศยาเสวี่ยเหม่ย! แกกล้าดียังไงถึงได้สวมเขาให้ลูกชายชั้น!!”

“คุณแม่ ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แค่เคยได้ยินคนเขานินทากันว่าพี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยแอบเล่นชู้อยู่กับผู้ชายอื่น…”

*****

อ่านจบแล้วอย่าลืมกดติดตามกันด้วยนะครับบ><

เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (2)

ตอนที่ 2 เกิดใหม่ไปช่วยแม่ (2)

หลินจิงซูรู้สึกได้เลย เลือดลมในกายเธอกำลังเดือดพล่านไปหมด ทันทีที่ได้ยินเสียงของคนทั้งสองดังขึ้น นี่จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากอู๋ซิ่วเหลียนป้ารองของเธอ ส่วนอีกคนก็คือย่าอู๋ คุณย่าของเธอนั่นเอง!

ในชีวิตก่อนหน้า ตัวตั้งตัวตีหลักคือป้ารองที่ชี้หน้าใส่ร้ายว่า แม่ของเธอแอบมีสัมพันธ์สวาทกับผู้ชายคนอื่น ทันทีที่แจ้งเรื่องนี้ให้ย่าอู๋รู้เท่านั้น ทั้งคู่ก็ ‘บังเอิญ’ มาพบเจอกับภาพฉากนี้เข้าอย่างเหลือเชื่อ

ทั้งสองมาถึงจุดเกิดเหตุพร้อมกับเสียงโวยวายลั่น ชักนำเพื่อนบ้านกลุ่มใหญ่ให้ต้องออกมามุงดูอย่างสนอกสนใจ บ้างก็บอกจะช่วยตระกูลหลินจับชู้และเอาผิดผู้หญิงไม่รักดี เห็นถึงความกระตือรือร้นของคนเหล่านี้ อู๋ซิ่วเหลียนก็ได้แต่แอบกระหยิ่มยิ้มกับตัวเองอย่างพึงพอใจ

ถ้าทุกคนได้เห็นมันจะน่าสนุกมากขนาดไหน!

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า เธอต้องการเล่นงานติงเสวี่ยเหม่ยถึงตาย!

ชื่อเสียงและหน้าตาสำหรับผู้หญิงยุคนี้นั้นสำคัญขนาดไหน ใครบ้างจะไม่รู้?

พูดง่ายๆก็คือ การฉีกหน้าทำลายชื่อเสียงของใครสักคนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ากันให้ตายทั้งเป็น!

ย่าอู๋เดินปรี่เข้ามาพร้อมกับเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ดังมาแต่ไกล จ้องมองเข้าไปด้านในก็พบหลินจิงซูกำลังยืนอยู่อยู่ข้างกายติงเสวี่ยเหม่ย อีกทั้งยังมีแอ่งเลือดสีแดงฉานกองโตเจิ่งนองอยู่บนพื้นด้วย

“ชายชู้ของแกอยู่ที่ไหน?”

คำแรกที่ย่าอู๋พ่นออกมาจากปากคือเสียงตะคอกถามอย่างไม่ไยดี

อู๋ซิ่วเหลียนเดินตามมาติดๆ แต่ทันทีที่เห็นว่าติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ถูกข่มขืนก็ถึงกับประหลาดใจอย่างมาก เกิดคำถามมากมายผุดขึ้นภายในใจอย่างต่อเนื่อง ทำไมติงเสวี่ยวเหม่ยยังยืนเฉยอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ? ทุกอย่างควรจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ไม่ใช่เหรอ? อย่างน้อยเธอก็ไม่ควรมีสภาพที่ดูเรียบร้อยได้ขนาดนี้นี่นา? มีแต่คอเสื้อเท่านั้นที่ถูกฉีกจนขาดวิ่นประมาณหนึ่ง แต่ส่วนอื่นๆทั่วร่างกายของเธอกลับดูเป็นปกติดี

แต่ถึงอย่างนั้น อู่ซิ่วเหลียนก็ไม่มีเวลามานั่งคิดอะไร และรีบหันไปพูดกับย่าอู๋ว่า

“แม่คะ ฉันคิดว่าชายชู้น่าจะหนีไปแล้วล่ะค่ะ คงเพราะได้ยินเสียงเราเมื่อกี้!”

ติงเสวี่ยเหม่ยผู้มีอารมณ์อ่อนไหวเป็นทุนเดิม เผชิญพบกับเหตุการณ์ย่ำแย่ยังไม่พอ แต่ยังถูกรุมใส่ความเสียหายเช่นนี้อีก ท้ายที่สุดเธอก็ทนไม่ไหวจนถึงกับต้องหลั่งน้ำตาออกมา

หลินจิงซูตบเท้าขึ้นเผชิญหน้า ตอบโต้ด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยว

“ป้ารอง ในปากเลี้ยงสุนัขไว้กี่ตัวเหรอคะ? ถึงได้กล่าวหาแม่หนูว่ามีชู้? เมื่อครู่แม่เกือบจะถูกโจรปล้นทรัพย์ฆ่าทิ้ง กองเลือดก็อยู่ตรงหน้า แทบจะทิ่มตาบอดอยู่แล้ว!”

“ฉันไม่เชื่อ! ก็เห็นอยู่ว่าเธอกำลังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งอยู่กับชู้… ฉัน…”

อู๋ซิ่วเหลียนไม่สามารถแถไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ท้ายที่สุด จึงต้องงัดไม้เด็ดบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ หันไปพูดเสียงอ่อนเสียงอ้อนกับย่าอู๋ ดูแล้วช่างน่าสงสารยิ่งนัก

“แม่คะ! แม่ต้องทวงความเป็นธรรมให้ฉันนะคะ!”

ย่าอู๋เห็นอู๋ซิ่วเหลียนร้องไห้น้ำตาแตกพลั่กเช่นนั้นพลันรู้สึกปวดใจ เธอชี้หน้าด่าหลินจิงซูพร้อมพ่นคำหยาบสาปแช่งใส่ไม่หยุด

“นังเด็กไม่มีสัมมาคาราวะ! ใครสั่งใครสอนให้พูดจาน่ารังเกียจแบบนี้! เธอเป็นป้ารองของแกนะ อุตส่าห์ส่งไปร่ำไปเรียน มันเข้าสมองโง่ๆของแกบ้างมั้ย? ทุเรศสิ้นดี!”

อู๋ซิ่วเหลียนเป็นญาติห่างๆของย่าอู๋ ซึ่งเกิดในครอบครัวลำดับที่ห้าของตระกูลอู๋ ไม่นานหลังจากที่อู๋ซิ่วเหลียนแต่งงานออกเรือนไป สามีของเธอที่สุขภาพไม่สู้จะดีมาตั้งแต่เด็ก ก็ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยโรครุมเร้า ทำให้เธอต้องกลายมาเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวอย่างที่เห็น

ย่าอู๋มักจะให้ท้ายเห็นดีเห็นงามกับป้ารองอยู่เสมอ แต่กับติงเสวี่ยเหม่ยนั้น ย่าอู๋แทบจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนไม่ใช่มนุษย์! ทั้งหมดเพราะป้ารองมีศักดิ์เป็นเครือญาติห่างๆ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ หลังจากที่ติงเสวี่ยเหม่ยคลอดหลินจิงซูออกมา สภาพร่างกายของเธอก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก การจะตั้งครรภ์มีลูกคนที่สองในอนาคตจึงนับเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว

แม้ในปี 1990 นโยบายการเพิ่มสมาชิกครอบครัวจะเริ่มมีการคุมเข้มแล้วก็ตาม แต่ย่าอู๋ก็ยังอยากมีหลานชายและยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่ทว่าน่าเสียดายนัก ที่ติงเสวี่ยเหม่ยกลับเป็นเพียงเพศเมียที่ตั้งครรภ์ไม่ได้อีกแล้ว!

หลินจิงซูตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ก็ป้ารองกล่าวหาแม่หนูเสียๆหายๆก่อนนี่คะ หลักฐานก็ไม่มี มีดีแต่ขี้ปาก! แล้วคนเป็นลูกอย่างหนูยังจะทนเงียบอยู่ได้ยังไง? ป้าผางที่อยู่ตรงนั้น ป้าว่าจริงมั้ยคะ? หนูขอถามกลับหน่อยเถอะ ถ้าป้าถูกคนใส่ร้ายว่ามีชู้กับชายอื่น แต่ลูกตัวเองกลับยืนเงียบเป็นเป่าสาก ปล่อยให้แม่ตัวเองถูกด่าอยู่แบบนั้น ป้าจะทนได้มั้ยคะ?”

ป้าผางที่จู่ๆก็ถูกลากเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวละครครั้งนี้ ใบหน้าถึงกับเปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ เอ่ยตอบเสียงอ่อนปนละอายใจว่า

“ไม่ได้แน่นอนจ้ะ ถ้าลูกสาวป้าไม่พูดอะไรเลยสักคำ ป้าคงหยิบไม้ขนไก่ขึ้นมาฟาดให้ตายไปข้างแน่”

เพื่อนบ้านคนอื่นๆต่างก็เริ่มพยักหน้าคล้อยตามเช่นกัน

“ก็ถูกของเธอ จิงซูน้อยไม่ได้ทำอะไรผิดเลยด้วยซ้ำ”

อู๋ซิ่วเหลียนเห็นว่าเพื่อนบ้านกลุ่มนี้เริ่มเปลี่ยนข้าง หันไปเห็นใจติงเสวี่ยเหม่ยและลูกสาวของมันแทน เธอก็รีบโพล่งแทรกขึ้นทันควัน

“แต่ฉันเห็นจริงๆนะ! พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยกำลังนัวเนียอยู่กับใครบางคน! ทั้งคู่กอดกันกลมแบบนั้น! ใครเห็นก็ต้องคิดเหมือนฉันทั้งนั้น!”

ได้ยินคำพูดประโยคนี้เข้า ย่าอู๋ก็ยิ่งเดือดดาลจัดจนเลือดขึ้นหน้า ตรงดิ่งเข้าไปหาติงเสวี่ยเหม่ยพร้อมชี้หน้าก่นด่าสาปแช่งด้วยความโกรธเกรี้ยว

“นังโสเภณี! พูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้! แกกับนังลูกสาวตัวดีวางแผนสมรู้ร่วมคิดกันใช่มั้ย!? ฉันจะบอกทุกคนให้หมด! แล้วจะฟ้องลูกชายฉันด้วย!!”

เวลานี้ ติงเสวี่ยเหม่ยยังไม่ฟื้นสติจากเหตุการณ์เขย่าขวัญเมื่อครู่ดีนัก เนื้อตัวของเธอยังคงสั่นเทาไปหมด

แผ่นหลังของหลินจิงซูเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น ลำพังเพียงแค่คำพูดของเธอคงไม่มีทางช่วยให้แม่รอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้แน่นอน คิดได้เช่นนั้น เธอจึงแอบขยิบตาให้ติงเสวี่ยเหม่ยโดยเร็ว ทางด้านติงเสวี่ยเหม่ยเองก็คล้ายจะเข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างได้เช่นกัน น้ำเสียงคำพูดของเธอจึงแปรเปลี่ยนดูมีพลังขึ้นในทันที

“ฉันถูกโจรผู้ชายปล้นค่ะ! มันชิงเงินเก็บที่ฉันเตรียมไว้ซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวซิ่วเหลียนไปด้วย! ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดีเหมือนกัน! ถ้าไม่มีเงินก้อนนั้น ฉันจะซื้อของขวัญสำหรับงานวันเกิดบรรลุนิติภาวะของเธอได้ยังไง!”

พูดไปติงเสวี่ยเหม่ยก็ร้องห่มร้องไห้ด้วยความเสียใจใปด้วยเช่นกัน เธอดูเศร้าโศกกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากจริงๆ

หลินจิงซูคาดไม่ถึงเลยว่า ทักษะการเล่นละครตบตาของแม่เธอจะเยี่ยมยอดขนาดนี้ ปล่อยใจให้ไหลไปตามน้ำ ยังรู้สึกได้ถึงมวลอารมณ์ความขมขื่นจุกล้นขึ้นในใจแทนจริงๆ

ทุกคนในละแวกนั้นต่างหายใจหายคอกันไม่ออกกันเป็นแถบ พี่ชายคนโตตระกูลหลินนี่มันยังไง? ใจป้ำถึงขนาดซื้อสร้อยทองให้หลานสาวตัวเองในวันเกิดเชียวเหรอ!

แทบจะในพริบตาต่อมา สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่อู๋ซิ่วเหลียนเป็นตาเดียว แต่ละคนเริ่มชักสีหน้าไม่พอใจระคนดูแคลนอย่างมาก ทั้งที่ครอบครัวของสองแม่ลูกคู่นี้ใจดีเอื้อเฟื้อกับลูกสาวของตัวเองถึงขนาดนี้แท้ๆ แต่เธอก็ยังมีหน้ากล่าวหาคนอื่นว่าคบชู้งั้นเหรอ!?

ทันทีที่อู๋ซิ่วเหลียนได้ยินว่าเงินที่จะนำไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวของเธอถูกปล้นไป อาการแน่นหน้าอกอึดอัดก็ตีปะทุขึ้นทันที เธอทุบหน้าอกตัวเองอยู่สองสามครั้ง ริมฝีปากซีดขาวสั่นระริกในทันใด สภาพของเธอในเวลานี้ดูไม่ต่างจากคนป่วยเลยแม้แต่น้อย

ต่อมา เธอก็ชี้นิ้วใส่หน้าหลินจิงซูและติงเสวี่ยเหม่ย และตะคอกก่นด่าเสียงดังว่า

“โกหก! พวกแกสองแม่ลูกโกหกทั้งคู่! หลินจิงซู ตอนนี้แกควรจะต้องอยู่ที่โรงเรียนไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมจู่ๆถึงได้มาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้? อธิบายมาสิอินังสารเลว!!”

ป้ารองให้ร้าย (1)

ตอนที่ 3 ป้ารองให้ร้าย (1)

หลินจิงซูอธิบายด้วยท่าทีใจเย็น

“ความจริงหนูก็ควรอยู่ที่โรงเรียนนั่นแหละค่ะ แต่เพราะแม่ค่อนข้างวิตกกังวลกับเรื่องที่ว่าจะเลือกสร้อยทองแบบไหนให้หลานสาวดี แม่ก็เลยชวนหนูออกมาเลือกซื้อด้วยกัน คงเห็นว่ารุ่นราวคราวเดียวกัน น่าจะชอบอะไรเหมือนๆกันก็แค่นั้น”

“แล้วทำไมต้องมาเดินในตรอกเปลี่ยวๆแบบนี้ด้วยล่ะ? แทนที่จะเลือกไปตามเส้นทางปกติ?”

อู๋ซิ่วเหลียนยังคงยืนกรานไม่ยอมแพ้

ขณะที่ติงเสวี่ยเหม่ยกำลังจะปริปากอธิบาย จู่ๆหลินจิงซูก็โบกมือห้าม และอาสาเป็นคนตอบเอง

“คนมันจะปล้นต่อให้เดินกลางถนนมันก็ปล้นอยู่ดี ถ้าเลือกได้ หนูกับแม่ก็ไม่อยากเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ เงินก็ถูกฉกไปต่อหน้าต่อตา แล้วแบบนี้จะเอาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้พี่สาวได้ล่ะ ตอนนี้ควรหาวิธีเอาเงินคืนมาก่อนเถอะ”

หลินจิงซูตระหนักดีว่า หากติงเสวี่ยเหม่ยตอบไปตามตรงเรื่องที่อู๋ซินเหลียนเป็นคนแนะนำให้เธอมาเส้นทางนี้ แน่นอนว่าอีกฝ่ายจะมีช่องทางตอบโต้กลับคืนได้

อู๋เสวี่ยเหม่ยแอบตะลึงงันชั่วขณะ ไม่คิดไม่ฝันว่าหลินจิงซูจะพูดออกมาอย่างนั้น

ทำไมฉันถึงได้รู้สึกว่านังเด็กนี่เหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยล่ะ?

“อู๋ซิ่วเหลียน ช่วยดูสภาพของเสวี่ยเหม่ยกับจิงซูน้อยหน่อยเถอะ เนื้อตัวเปียกโชกไปด้วยเลือดขนาดนี้ ทั้งคู่อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตเพื่อไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวเธอนะ ทำไมถึงได้พูดจาเหมือนคนใจจืดใจดำได้ขนาดนี้นะ? ไม่ไร้มนุษยธรรมเกินไปหน่อยรึไง?”

“ดูยังไงเสวี่ยเหม่ยก็เพิ่งถูกโจรปล้นชัดๆ ไม่เห็นจะเหมือนคนลอบมาหาชู้เลยสักนิด”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว เสวี่ยเหม่ยเป็นผู้หญิงใสซื่อจิตใจงามจะตายใครๆก็รู้ อย่างเธอน่ะเหรอจะกล้าคบชู้ได้?”

“เอาล่ะ เดี๋ยวฉันไปแจ้งตำรวจให้เองแล้วกัน”

พริบตาที่ได้ยินว่าใครบางคนกำลังจะไปแจ้งตำรวจ อู๋ซิ่วเหลียนก็รีบร้องตะโกนลั่นด้วยความหงุดหงิดขึ้นว่า “ไม่ต้อง” สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคืองใจ จะไม่ให้เธอรู้สึกโกรธได้ยังไงล่ะ? เธอเพิ่งจะประกาศปาวๆว่าติงเสวี่ยเหม่ยนัดชู้มาพบที่นี่ แต่คนเหล่านี้กลับทำให้เธอต้องหน้าแตกชนิดหมอไม่รับเย็บ!

“ซิ่วเหลียน มีโจรปล้นเงินไปก็ต้องไปแจ้งตำรวจสิ แปลกตรงไหน? ไม่แน่ว่าถ้าตำรวจตามตัวคนร้ายพบได้เร็ว บางทียังอาจมีโอกาสได้เงินคืนบ้าง!”

ป้าผาง เพื่อนข้างบ้านพยายามอธิบาย

อู๋ซิ่วเหลียนมีสีหน้าท่าทางลังเลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะตอบโต้กลับไปว่า

“ใครจะไปรู้ล่ะว่า พี่สะใภ้เสวี่ยเหม่ยถูกโจรปล้นเงินไปจริงๆรึเปล่า? และที่สำคัญ ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงตำรวจขึ้นมาจริงๆ นี่ไม่เท่ากับทำให้ตระกูลหลินของเราต้องอับอายขายขี้หน้างั้นเหรอ?”

หลินจิงซูแทบอยากจะหัวเราะเยาะกับคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆของอู๋ซิ่วเหลียนซะเหลือกิน เหตุผลที่ทำให้เธอดูร้อนใจมากเมื่อมีคนจะแจ้งตำรวจก็ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นเพราะเธอเป็นพวกเดียวกับคนร้ายยังไงล่ะ

หลินจิงซูยิ้มเยาะ แล้วเอ่ยตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“ป้ารอง แม่หนูจะโกหกทำไมกัน ในเมื่อเรื่องนี้แม่มีแต่เสียกับเสีย? และเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แม่จะไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจ ที่สำคัญ เงินนั่นเป็นของพ่อกับแม่ที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบกันมา ใครจะบ้าจัดฉากขโมยเงินตัวเองได้? บ้ารึเปล่า?”

“ไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองหรอก ทั้งหนูทั้งแม่เพิ่งจะเสียเงินที่อุตส่าห์เก็บออมกันมา ทางที่ดีควรแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าไม่มีเงินก้อนนี้ จะหาเงินที่ไหนไปซื้อสร้อยทองให้ลูกสาวป้าได้จริงมั้ยคะ?”

ผู้คนรอบข้างต่างลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ถูกต้องแล้ว ที่จิงซูน้อยพูดมาล้วนมีเหตุมีผล”

“เสวี่ยเหม่ยจะขโมยเงินตัวเองไปเพื่ออะไรกัน?”

ป้าผาง เพื่อนบ้านมือวางอันดับหนึ่งในเรื่องการนินทาประจำหมู่บ้าน เธอชักจะรู้สึกคันปากหยุบหยิบจนเกินควบคุมแล้วตอนนี้ ท้ายที่สุด ก็อดพูดจาไร้สาระแสดงความเห็นออกมาไม่ได้

“นี่ นี่ อย่าหาว่าพี่อย่างโน้นอย่างงี้เลยนะ ถ้าจะพูดถึงเรื่องคาวๆแบบนี้ ฉันว่าผู้ชายอย่างคุณหลินเองนั่นแหละที่ดูมีแนวโน้มจะคบชู้มากกว่าอีก ก็ว่าไม่ได้นะ เขาหน้าตาหล่อเหลาเอาการขนาดนั้น แถมคารมในเรื่องผู้หญิงก็ใช่ย่อยซะด้วย ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลยสิ ควรเป็นเสวี่ยเหม่ยมากกว่าที่ต้องกังวล!”

ได้ยินป้าผางนินทาไฟแลบต่อหน้าเช่นนี้ กลับกลายเป็นอู๋ซิ่วเหลียนที่หน้าถอดสีซีดเผือด ริมฝีปากแข็งทื่อหยุดขยับกะทันหัน ยืนนิ่งไม่ไหวติงใดๆอยู่ครู่ใหญ่

หลินจิงซูเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นปฏิกิริยานี้ของอู๋ซิ่วเหลียน เธอหรี่ตาเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง

เพราะอะไรกันอู๋ซิ่วเหลียนจึงต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้ด้วย จู่ๆเธอก็ดูไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่อได้ยินป้าผางพูดถึงเรื่องหลินชิงอี้พ่อของเธอ?

หรือเป็นไปได้ไหมที่พวกเขาทั้งคู่จะ…

เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้สักทีเดียว!

นึกถึงเรื่องพ่อ ในชีวิตก่อนหน้าของหลินจิงซู เขามักจะถูกอู๋ซิ่วเหลียนเป่าหูและชอบทำตัวสองมาตรฐาน ปฏิบัติต่อหลานสาวดีกว่าลูกแท้ๆของตัวเองเสียอีก! ถ้านำความเป็นไปได้ข้อนี้เข้ามาประกอบรวมกัน ก็ดูจะยิ่งชัดเจน

เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของคนทั้งสองเกินกว่าใครจะจินตนาการหยั่งถึงได้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะใจดีกับพี่สะใภ้และหลานสาวมากเสียยิ่งกว่าภรรยาและลูกของตัวเองอีก!

ในชาติที่แล้ว หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด หลินจิงซูต้องไปทำงานอยู่ในโรงงานผลิตอาหารแมวกระป๋อง ต่อมา ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ขาของเธอเข้าไปติดในเครื่องจักรจึงส่งผลให้เธอพิการ

หลินจิงซูต้องใช้ชีวิตที่เหลือซุกหัวนอนอยู่ในห้องเช่ารูหนู ฝ่ายคนเป็นพ่อน่ะเหรอ ไม่เคยมาหาหรือมาเยี่ยมเยียนเธอเลยสักครั้ง จนเธอแทบจะลืมหน้าพ่อตัวเองไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการดูแลประคบประหงมหลานสาวคนนั้นยังไงล่ะ

หลินจิงซูเข้าใจมาโดยตลอดว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่พ่อเธอชอบมีอคติต่อเธอและแม่ ล้วนมาจากคำยุยงเป่าหูของอู๋ซิ่วเหลียนและลูกสาวของเธอ

ซึ่งเธอเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่า ผู้ชายคนนั้นจะถึงกับเชื่อใจและรักใคร่คนนอกทั้งสองนั้นมากกว่าภรรยาและลูกสาวแท้ๆของตัวเอง!

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่แม่ของเธอถูกใส่ร้ายว่าเป็นชู้กับชายอื่น ก็ไม่มีเลยสักครั้งที่พ่อเธอจะคิดออกหน้ามาปกป้องใดๆ

และเมื่อครั้งที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องรูหนูอันโสมม ในที่สุดหลินจิงซูก็เริ่มคิดได้ ‘ท่ามกลางความสิ้นหวัง คงมีแต่ความตายคือทางออก’ ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอก็ไม่สามารถยกโทษให้พ่อสารเลวคนนี้ได้ ไม่แม้แต่จะอโหสิกรรม…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...