โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ที่มาศึกแคชเมียร์ คือความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 พ.ค. 2568 เวลา 05.53 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 05.53 น.

บทความต่างประเทศ

ที่มาศึกแคชเมียร์

คือความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด

เหตุการณ์กองกำลังติดอาวุธโจมตีประชาชนในเมืองปาหัลกัม ในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย ลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นวิวาทะทางการทูตระหว่างอินเดียกับปากีสถาน คู่ขนานไปกับการระดมยิงเข้าใส่กันข้ามแนวควบคุม (Line of Control) และตามมาด้วยการลดระดับทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศลง

จนในที่สุดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางการอินเดียก็ตัดสินใจส่งกำลังทั้งทางบกและทางอากาศ ตามปฏิบัติการ “สินธูร์” (Operation Sindoor) พุ่งเป้าโจมตีเป้าหมาย 9 จุด ทั้งในปากีสถาน และในพื้นที่จัมมู-แคชเมียร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ในแคว้นแคชเมียร์ส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน

สถานการณ์ตึงเครียดอย่างหนัก กลายเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างประเทศทั้งสองนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา

จนหวั่นเกรงกันว่าจะลุกลามต่อเนื่องกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบขึ้นมา

รากเหง้าแห่งความขัดแย้งในแคชเมียร์มีมาตั้งแต่เมื่อครั้งอินเดียที่มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ประกาศเอกราชจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษในปี 1947 โดยมีการแยกส่วนหนึ่งซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิมออกไปตั้งเป็นประเทศปากีสถาน หลงเหลือเพียงแคว้นจัมมู และแคชเมียร์ ที่มีผู้นับถือศาสนาผสมผสานกันไป ปล่อยให้ตัดสินใจเองว่าจะเลือกขึ้นอยู่กับประเทศใด

มหาราชาผู้ครองแคว้นแคชเมียร์แต่เดิมคิดจะประกาศตนเป็นอิสระ แต่ในที่สุดตัดสินใจร้องขอขึ้นอยู่กับอินเดียเพื่อแลกกับความช่วยเหลือ เมื่อปรากฏกองกำลังจากปากีสถานรุกคืบเข้ามา

เหตุการณ์เลวร้ายลงกลายเป็นสงครามระหว่างอินเดียกับปากีสถานในช่วงระหว่างปี 1947-1948 กระทั่งมีการทำความตกลงยุติความรุนแรงขึ้นในปี 1949 เรียกว่า “ความตกลงการาจี” ที่มีการกำหนดเส้นแบ่ง “แนวควบคุม” ขึ้น มีทหารจากชาติสมาชิกสหประชาชาติเข้ามากำกับดูแล

กระนั้นความตึงเครียดก็ยังคงอยู่ และระเบิดเป็นสงครามอีกครั้งในปี 1965 และสงครามย่อยๆ อีกครั้งในปี 1971 ในพื้นที่ปากีสถานตะวันออก ที่อินเดียเข้าไปช่วยให้ได้ชัยชนะในสงครามปลดแอก

ส่งผลให้เกิดการสถาปนา “บังกลาเทศ” ขึ้นตามมา

ถัดมา ความสัมพันธ์ทวิภาคี อินเดีย-ปากีสถาน ดีขึ้น มีการเจรจาทางการทูตเกิดขึ้นหลายครั้ง ทำให้เกิดความตกลงสิมลา ขึ้นในปี 1972 โดยแบ่งแคชเมียร์ออกเป็น 2 ส่วนตาม “แนวเส้นควบคุม” ที่คงอยู่มาถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 1974 ความสัมพันธ์ทวิภาคีนี้ก็มีมิติใหม่เกิดขึ้น เมื่ออินเดียประสบผลสำเร็จในการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ปากีสถานก็เร่งพัฒนาจนสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองได้เช่นกันในอีก 2 ทศวรรษต่อมา

ในช่วงระยะเวลาต่อมา เกิดขบวนการต่อต้านอินเดียขึ้นในเขตแคชเมียร์-อินเดีย หลายกลุ่ม เปิดโอกาสให้ปากีสถานเข้าแทรกแซง เพื่อบ่อนทำลายการปกครองของอินเดีย

ความตึงเครียดก่อตัวขึ้นอีกครั้ง จนเกิดเป็นการสู้รบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงในพื้นที่ ซึ่งต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น “สงครามคาร์กิล” เมื่อปี 1999 ที่ทหารปากีสถานข้ามแนวเส้นควบคุมเข้ามา

และแม้ทั้งสองฝ่ายจะทำความตกลงหยุดยิงกันขึ้นอีกครั้งในปี 2003 แต่ก็มีการละเมิดกันขึ้นเป็นระยะๆ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดความตกลงและฝ่ายตนจำเป็นต้องยิงเพื่อตอบโต้การโจมตี

เมื่อ 26 พฤศจิกายน 2008 ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด เมื่อกองกำลังติดอาวุธบุกยึดนครมุมไบ เป็นเวลา 3 วัน มีผู้เสียชีวิตมากถึง 166 รายรวมทั้งอเมริกัน 6 ราย อินเดียและสหรัฐอเมริกาเชื่อว่าเป็นฝึมือของกองกำลังติดอาวุธแอลอีที ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับไอเอสไอ หน่วยสืบราชการลับของปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในการสืบสวนสอบสวนระหว่างสองประเทศ จนสามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีดีขึ้นได้อีกครั้ง

ปี 2014 นเรนทรา โมดี ขึ้นรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย และริเริ่มการเจรจาเพื่อสันติภาพระหว่างกันขึ้นอีกครั้ง

แต่ก็ต้องระงับไปในเดือนสิงหาคมปีเดียวกันเมื่อข้าหลวงใหญ่ปากีสถานในอินเดียลักลอบพบปะกับผู้นำกองกำลังติดอาวุธ และในที่สุดการเจรจาสันติทั้งหมดก็พังครืนลงในปี 2016 เมื่อฐานที่มั่นของทหารอินเดียใกล้แนวควบคุมถูกกองกำลังติดอาวุธโจมตีเสียหายหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี

อินเดียกล่าวหากลุ่มติดอาวุธเจอีเอ็ม ที่เชื่อว่ามีสายสัมพันธ์อยู่กับไอเอสไอเป็นตัวการ และประกาศการโจมตี “ค่ายผู้ก่อการร้าย” ในเขตแคชเมียร์-ปากีสถานเป็นการตอบโต้

การปะทะกันที่เริ่มต้นขึ้นในปลายปีนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะๆ ไปจนกระทั่งถึงปี 2018 มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย ผู้คนเป็นเรือนหมื่นต้องหลบหนีออกจากสองฟากของแนวควบคุม

เฉพาะในปี 2017 ปีเดียว มีการโจมตีกันและกันขึ้นมากกว่า 3,000 ครั้ง ในขณะที่การรวมตัวประท้วงเพื่อแยกแคชเมียร์เป็นอิสระจากอินเดียก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ในเดือนพฤษภาคม 2018 อินเดียและปากีสถานทำความตกลงหยุดยิงขึ้น โดยหันไปยึดสารัตถะจากความตกลงปี 2003 เป็นหลัก

แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน เดือนกุมภาพันธ์ปี 2019 คอนวอยทหารอินเดียถูกโจมตีที่ปุลวามา ในแคชเมียร์-อินเดีย ทหารเสียชีวิตไปอย่างน้อย 40 นาย กลายเป็นการสูญเสียสูงที่สุดในรอบ 30 ปี กองกำลังติดอาวุธเจอีเอ็มอ้างความรับผิดชอบ

อินเดียตอบโต้ด้วยการส่งฝูงบินถล่มที่ตั้ง “ค่ายฝึกก่อการร้าย” ในเขตแคชเมียร์-ปากีสถาน จนกลายเป็นการโจมตีทางอากาศตอบโต้กัน ถึงขั้นมีการเปิดศึกประจัญบานกลางเวหาขึ้น เครื่องบินรบอินเดียถูกยิงตก 2 ลำ นักบินรายหนึ่งถูกจับ แต่ถูกปล่อยตัวในอีก 2 วันถัดมา

ทั้งสองฝ่ายระดมส่งกำลังทหารเข้าไปประจำการในแคชเมียร์หลายหมื่นนาย

หลังเกิดเหตุดังกล่าว ทางการอินเดียตัดสินใจตัดมาตรา 370 ในรัฐธรรมนูญว่าด้วยการให้สิทธิปกครองตนเองแก่แคชเมียร์ทิ้งไป ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายและข้อบังคับของอินเดียอย่างเคร่งครัด

ปากีสถานกล่าวหาว่า การตัดมาตรการดังกล่าวไปแสดงเป็นนัยว่าอินเดียต้องการผนวกแคชเมียร์เป็นของตนเองตามลัทธิชาตินิยมฮินดู ซึ่งเป็น “อยุติธรรม” ขั้นสูงสุด

พื้นที่แคชเมียร์-อินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเคร่งครัดจากอินเดีย ที่นอกจากจะพยายามกวาดล้างกองกำลังติดอาวุธแล้ว ยังเข้าควบคุม ปิดกิจการสื่ออิสระ ตัดอินเตอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ อยู่นานเป็นปี มีผู้ถูกจับกุมคุมขังหลายพันคน ปรับเปลี่ยนเขตการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้สิทธิพิเศษแก่พื้นที่มีประชากรฮินดู

ในขณะที่การโจมตีแบบลอบสังหารชาวฮินดูเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปราบปรามอย่างเด็ดขาดของอินเดียส่งผลให้เกิดการสู้รบย่อมๆ ระหว่างอินเดียกับปากีสถานขึ้นอีกครั้งในปี 2023 กระนั้นการลอบสังหาร การโจมตี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวฮินดู ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2024 เรื่อยมาจนกระทั่งถึงเหตุการณ์เมื่อ 22 เมษายน 2025 ที่ขบวนนักท่องเที่ยวอินเดียถูกโจมตีในแคชเมียร์ ชาวอินเดียเสียชีวิต 25 ราย ชาวเนปาลอีก 1 ราย

และเป็นที่มาของการระเบิดศึกหนล่าสุดนี้ขึ้นตามมา

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ที่มาศึกแคชเมียร์ คือความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...