โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คามาเนอีเย้ย มะกันโจมตีไม่มีผลสำเร็จใดๆ อิหร่านยันไร้แผนถกสหรัฐสัปดาห์หน้า

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 02.35 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 02.35 น.
Office of the Iranian Supreme Leader via AP

คามาเนอีเย้ย มะกันโจมตีไม่มีผลสำเร็จใดๆ อิหร่านยันไร้แผนถกสหรัฐสัปดาห์หน้า

อายาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาปรากฎตัวและกล่าวถ้อยแถลงครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากสหรัฐโจมตีไซต์นิวเคลียร์อิหร่านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน โดยระบุว่า อิหร่านจะตอบโต้สหรัฐหากมีการโจมตีเกิดขึ้นอีก โดยจะพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง

คาเมเนอี วัย 86 ปี อ้างว่าอิหร่านเป็นฝ่ายมีชัยชนะหลังสงคราม 12 วัน โดยจุดสุดยอดในความขัดแย้งคือการที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งตั้งอยู่ในกาตาร์ ภายหลังที่สหรัฐได้เข้าร่วมการโจมตีตรงต่ออิหร่านร่วมกับอิสราเอล

“สาธารณรัฐอิสลามได้ตบหน้าสหรัฐอย่างแรง โดยเราได้โจมตีหนึ่งในฐานทัพสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค” คาเมเนอีกล่าว

ภาพการกล่าวถ้อยแถลงล่าสุดของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับเมื่อสัปดาห์ก่อน ที่เขาออกมาแสดงท่าทีระหว่างที่อิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่าน โดยเป็นภาพจากสถานที่ภายในอาคารซึ่งไม่เปิดเผยว่าเป็นที่ใด และมีฉากหลังเป็นผ้าม่านสีน้ำตาล ซึ่งคามาเนอีนั่งอยู่ระหว่างธงชาติอิหร่านและภาพของนายรูโฮลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนก่อนหน้าเขา

ในคำปราศรัยที่มีการบันทึกไว้ล่วงหน้าและออกอากาศทางสถานทีโทรทัศน์ของรัฐ คาเมเนอีสัญญาว่าอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนนต่อแรงกดดันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เผยให้เห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า อเมริกาจะไม่พอใจกับอะไรอื่นนอกจากการยอมจำนนและยอมแพ้ เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น

“ความจริงที่ว่าสาธารณรัฐอิสลามสามารถเข้าถึงศูนย์กลางทางทหารสำคัญของสหรัฐในภูมิภาค และสามารถโจมตีมันเมื่อใดก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นนั้นไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อีกในอนาคตหากมีการโจมตีอีกครั้ง” คามาเนอีกล่าว

ขณะที่ทรัมป์เมื่อถูกถามในวันพุธว่า สหรัฐจะโจมตีอิหร่านอีกหรือไม่หากอิหร่านฟื้นฟูโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม โดยเขาตอบว่า “แน่นอน”

คาเมเนอียังบอกด้วยว่า สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ในการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่เข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเจาะทะลุระบบป้องกันหลายชั้นของอิสราเอลได้

“สหรัฐเข้าร่วมสงครามโดยตรง เพราะรู้สึกว่าหากไม่ทำระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) จะถูกทำลายล้างอย่างสิ้นเชิง สหรัฐเข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเหลืออิสราเอล” คามาเนอีกล่าว

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่า สหรัฐโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของเรา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรสำคัญได้ ประธานาธิบดีสหรัฐทำการแสดงโอ้อวดที่ผิดปกติ และเขาจำเป็นต้องทำอย่างนั้น

ทรัมป์กล่าวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การใช้ระเบิดขนาด 30,000 ปอนด์ของสหรัฐ ได้ทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อย่างไรก็ตาม รายงานเบื้องต้นจากหน่วยข่าวกรองกลาโหมของรัฐบาลสหรัฐจากบุคคล 3 รายที่คุ้นเคยกับข้อมูลระบุว่า คำกล่าวอ้างของทรัมป์อาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

ด้านเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ก็ประกาศชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ในวันอังคาร หลังจากข้อตกลงหยุดยิงมีผล โดยกล่าวว่าอิสราเอลได้บรรลุเป้าหมายในการขจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธและนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้ว

ขณะที่ไม่นานหลังจากคำปราศรัยล่าสุดของคาเมเนอี เนทันยาฮูได้โพสต์ภาพที่เขาจับมือกับทรัมป์ พร้อมข้อความว่า “เราจะยังจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อเอาชนะศัตรูร่วมกัน”

ด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ยืนยันว่า อิหร่านยังไม่มีแผนจะพบปะกับสหรัฐในขณะนี้ ซึ่งขัดแย้งกับถ้อยแถลงของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า สหรัฐจะเจรจากับอิหร่านในสัปดาห์หน้า

อารักชีกล่าวว่า อิหร่านกำลังประเมินว่า การเจรจากับสหรัฐจะเป็นประโยชน์ต่ออิหร่านหรือไม่ หลังจากที่การเจรจาทั้ง 5 ครั้งก่อนหน้านี้ ต้องยุติลงกลางคันเนื่องจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ดี อารักชีรับว่า ความเสียหายที่เกิดกับโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้นไม่ใช่น้อย โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังประเมินข้อเท็จจริงใหม่ที่เกิดขึ้นกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และข้อมูลเหล่านี้จะเป็นปัจจัยในการกำหนดจุดยืนทางการทูตของอิหร่านในอนาคต

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คามาเนอีเย้ย มะกันโจมตีไม่มีผลสำเร็จใดๆ อิหร่านยันไร้แผนถกสหรัฐสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...