สหรัฐฯ แทงสวนจีนสั่งแบน บิตคอยน์ ดันเป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำ บิตคอยน์ สำคัญต่อความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ใน 10 ปีข้างหน้า ชี้ต้องใช้โอกาสจากนโยบายจีนแบนบิตคอยน์ให้เป็นข้อได้เปรียบทางยุทธศาตร์
เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความเห็นดังกล่าวระหว่างเข้าร่วมการประชุม Bitcoin Conference ที่ลาสเวกัส ว่าบิตคอยน์เป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก จะมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า ท่ามกลางการผลักดันของทำเนียบขาวให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี
“สหรัฐฯ ควรใช้โอกาสจากท่าทีระวังของจีนต่อบิตคอยน์ เพื่อส่งเสริมสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ให้กลายเป็นข้อได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ในอนาคต”
ทั้งนี้จีนนั้นมีนโยบายควบคุมคริปโทเคอร์เรนซีอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการสั่งห้ามทั้งการซื้อขายและการทำเหมืองตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงเหตุผลเบื้องหลังท่าทีดังกล่าว
ขณะที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับแสดงความตั้งใจที่จะผลักดันคริปโทฯ อย่างชัดเจน นับตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยประกาศตัวว่าเป็นประธานาธิบดีสายคริปโทฯ และทันทีที่เข้ารับตำแหน่งก็มีคำสั่งให้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล
รวมถึงเปิดทำเนียบขาวต้อนรับผู้บริหารบริษัทคริปโทฯ เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งคลังสำรองบิตคอยน์ โดยใช้เหรียญที่รัฐบาลถือครองอยู่เดิม แสดงให้เห็นถึงทิศทางการสนับสนุนคริปโทฯ ของฝ่ายบริหารชุดปัจจุบัน
ด้านสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ก็กำลังพิจารณาร่างกฎหมายเพื่อวางกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ซึ่งเป็นคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อุตสาหกรรมคริปโทฯ เองก็ทุ่มเงินสนับสนุนการเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐฯ ในปี 2567 ไปแล้วกว่า 119 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันให้ผู้สมัครที่มีแนวคิดเป็นมิตรต่อสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่สภา