โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นายกฯ ชี้ปมปะทะชายแดนมาจากเสียประโยชน์คอลเซนเตอร์ไม่ใช่ศึก 2 ตระกูล

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 17.54 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 10.54 น.

นายกฯ แจงชนวนปะทะชายแดนเพราะไทยกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทำกัมพูชาเสียประโยชน์ ไม่ใช่ศึก 2 ตระกูล ย้ำการกระทำกัมพูชาละเมิดหลักมนุษยธรรม-กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลสู้ไม่ถอยพร้อมปกป้องอธิปไตย วอนคนไทยสามัคคีกันในชาติ

วันนี้ (26 ก.ค. 68) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดย ปฏิเสธกระแสข่าวว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวหรือศึกระหว่างสองตระกูล และชี้ว่า ชนวนเหตุที่แท้จริงมาจากความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานความมั่นคง พบว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ปะทะดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานปฏิบัติการ ซึ่งผลประโยชน์มหาศาลจากธุรกิจเหล่านี้ได้นำไปสู่ความขัดแย้งจนเกิดความรุนแรงขึ้น

"นี่ไม่ใช่เรื่องการเมืองท้องถิ่น หรือศึกสองตระกูลอย่างที่บางคนพยายามจะปั่นกระแส" นายกรัฐมนตรีกล่าว "แต่เป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์นอกกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเรากำลังเดินหน้ากวาดล้างอย่างเด็ดขาด"

น.ส.แพทองธารย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังมาโดยตลอด และเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนและครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกวาดล้างแหล่งกบดาน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

"รัฐบาลจะไม่ยอมให้ผู้กระทำผิดลอยนวล และจะใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อคืนความสงบสุขและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงจัดการกับต้นตอของปัญหาที่แท้จริงอย่างเด็ดขาด" น.ส.แพทองธารกล่าว

และได้ยืนยันตามแถลงการณ์ของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ซึ่งรักษาราชการแทนนายกฯ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ระบุว่าการกระทำของกัมพูชาถือเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง ซึ่งขัดต่อหลักสันติวิธีของกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อหลักมนุษยธรรมที่ประเทศไทยปฏิบัติมาโดยตลอด

นายกฯ เน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรง และให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตประชาชน พยายามอย่างที่สุดไม่ให้เกิดการเสียเลือดเนื้อ โดยชี้ว่าฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงก่อนเมื่อวันที่ 24 ก.ค. พร้อมตั้งข้อสังเกตจากหลักฐานที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียว่าในวันที่เกิดเหตุ นักเรียนในโรงเรียนจังหวัดชายแดนของไทยยังไปเรียนปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าไทยไม่ทราบล่วงหน้าถึงการยิงดังกล่าว

แม้จะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ในช่วงเกิดเหตุ น.ส.แพทองธารระบุว่าได้รับฟังการอัปเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเป็นห่วง โดยได้สอบถามสถานการณ์กับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ซึ่งยืนยันว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของไทยมีพร้อม การที่ไทยใช้ F-16 ถือเป็นการตอบโต้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายิงเข้าสู่แหล่งชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่ ทำให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต "รัฐบาล กองทัพ และฝ่ายความมั่นคง จะประสานงานอย่างต่อเนื่องและดูแลเรื่องนี้อย่างรอบคอบทุกขั้นตอน"

"แน่นอนว่าเราจะพยายามถึงที่สุดในการปกป้องอธิปไตยของเรา เพราะเราไม่เคยเริ่มก่อน เรายืนยันเสมอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่าเราไม่ต้องการความรุนแรง แต่เมื่อความรุนแรงมาถึงเราก็สู้ไม่ถอยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาล กองทัพ คุยกันและเน้นย้ำว่าไม่ต้องห่วง เราไม่ถอยจะสู้เต็มที่" นายกฯ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงหลักฐานความไม่ชอบธรรมของกัมพูชา รวมถึงการละเมิดสนธิสัญญา หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และความไร้มนุษยธรรมอย่างร้ายแรง อาทิ การลักลอบวางระเบิดใหม่ ซึ่งทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่เคยร่วมกันลาดตระเวนค้นหาระเบิดเก่าไปแล้ว "ไม่มีประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้" ซึ่งเรื่องนี้มีหลักฐานครบถ้วน และกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งให้ทั่วโลกรับทราบ ซึ่งสื่อในหลายประเทศต่างเชื่อในสิ่งที่ไทยพูด เพราะไทยยืนยันในจุดยืนมาตลอดว่าไม่ต้องการความรุนแรง และพิสูจน์ได้ว่าความรุนแรงครั้งนี้กัมพูชาเป็นผู้เริ่ม 100%

จากสถานการณ์นี้ น.ส.แพทองธารสนับสนุนให้คนไทยมีความสามัคคีกันในชาติ "วันนี้เราทะเลาะกันในประเทศถึงระดับหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องรักกันและทะเลาะกับคนนอกประเทศก่อน" โดยย้ำว่าหากสถานการณ์สงบสุข ความขัดแย้งภายในประเทศยังรอได้ แต่เรื่องความมั่นคงรอไม่ได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วนให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

นายกฯ ยังกล่าวถึงคำครหาที่พยายามเชื่อมโยงว่าการปะทะเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองตระกูล โดยย้อนถามถึงการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจังที่ตนสั่งการผ่านกระทรวงมหาดไทยให้ตัดน้ำตัดไฟตั้งแต่ชายแดนลาวกับเมียนมา ซึ่งได้ผลจริง ทำให้คอลเซ็นเตอร์ที่โทรหาประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัดและลดมูลค่าความเสียหายได้มาก

น.ส.แพทองธารเปิดเผยว่า ไทย ลาว และเมียนมาได้ทำภาคีร่วมกันเพื่อปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง แต่กัมพูชาแสดงความไม่พอใจที่ไม่ปรึกษาเรื่องนี้กับตนเป็นการส่วนตัว ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นการเสียผลประโยชน์หรือไม่ "เพราะตนไม่เคยทราบเลยว่าจะมีประเทศใดไม่พอใจ เมื่อประชาชนถูกหลอกและเอารัฐบาลมาช่วย ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ" จึงทำให้รู้สึกว่าอาจไปขัดผลประโยชน์บางอย่าง ซึ่งตนมั่นใจว่ารัฐบาลที่เข้ามา ไม่ว่าจะใช้ตระกูลชินวัตรหรือไม่ ก็ต้องปราบปรามเรื่องนี้เพราะเป็นผลกระทบต่อคนไทย

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...