โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

Wellness Tourism เทรนด์เที่ยวที่ตอบโจทย์โลกการทำงานของคนรุ่นใหม่

BT Beartai

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 12.23 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 12.12 น.
Wellness Tourism เทรนด์เที่ยวที่ตอบโจทย์โลกการทำงานของคนรุ่นใหม่

เมื่อการพักร้อนแบบเดิมไม่พอฮีลใจ เคยรู้สึกไหมว่าลาพักร้อนไปหนึ่งสัปดาห์ แต่กลับมาทำงานวันแรกก็รู้สึกว่าพลังชีวิตติดลบเหมือนเดิม ? ความรู้สึกเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกไปถึงจิตใจ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังต้องการอะไรที่มากกว่าแค่การเปลี่ยนที่นอนหรือการเที่ยวชมเมืองแบบเดิม ๆ

Wellness Tourism หรือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ จนกลายเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโต ในยุคที่ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความเครียดสะสมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงาน การเดินทางจึงมีโจทย์ใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม นั่นคือทำอย่างไรให้การพักผ่อนครั้งต่อไปสามารถ “ฟื้นฟู” เราได้อย่างแท้จริง

แล้ว Wellness Tourism คืออะไรกันแน่ ?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจตรงกันว่า Wellness Tourism ไม่ใช่การท่องเที่ยวสำหรับคนป่วย แต่เป็นการเดินทางโดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการดูแลสุขภาพ เพื่อรักษาสุขภาวะที่ดีแบบองค์รวม ทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยผสมผสานประสบการณ์การท่องเที่ยวเข้ากับกิจกรรมเพื่อสุขภาพ อย่างการเข้าสปา โยคะ การทำสมาธิ การอยู่กับธรรมชาติ หรือการเข้ารับการบำบัดเฉพาะทาง เพื่อช่วยให้ร่างกายและจิตใจกลับมาสมดุลและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอีกครั้ง

แล้วเทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทรนด์ Wellness Tourism ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีที่มา แต่มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

  • ผลกระทบระยะยาวจาก COVID-19 หลังจากโรคระบาดจาก COVID-19 ผู้คนหันมาใส่ใจ ตระหนักถึงความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยการกินอาหารที่ดี ออกกำลังกาย สร้างภูมิที่ดีทั้งกายและใจ
  • วัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วง ภาวะหมดไฟและความเครียดกลายเป็นเรื่องยอดฮิตของคนวัยทำงาน ทำให้เกิดความต้องการการพักผ่อนที่ไม่ใช่เพื่อผ่อนคลายเท่านั้นแต่ต้องเยียวยาจิตใจได้ด้วย
  • การเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ค่าเฉลี่ยของคนที่อายุเกิน 60 ปีในไทย ปี 2564 อยู่ที่ 20% หรือประมาณ 13 ล้านคน ประชากรกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและพร้อมลงทุนกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว
  • เทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูล ผู้คนสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและการดูแลตัวเองได้ง่ายขึ้น ทำให้ต้องการประสบการณ์ที่เฉพาะบุคคล (Personalized) และตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองได้จริง

กิจกรรมฮีลใจ ช่วยเติมไฟอีกครั้ง

หลายคนอาจจะนึกถึงการนวดหรือสปา แต่ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีก เช่น

  • ค้นหาความสงบภายใน ผ่านโยคะและการทำสมาธิเป็นการมุ่งเน้นสุขภาวะทางใจ เพื่อช่วยให้เกิดความสมดุลทางอารมณ์ จิตใจสงบปลอดโปร่งมากขึ้น
  • เติบโตผ่านการแบ่งปัน ลองเข้าร่วมเวิร์กช็อปหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดผ่านการพูดคุยในหัวข้อพัฒนาตัวเอง ซึ่งนอกจากจะได้แนวทางใหม่ ๆ ยังได้พลังบวกและมิตรภาพดี ๆ อีกด้วย
  • ให้ธรรมชาติบำบัด ลองเปลี่ยนจากการเที่ยวในเมืองมาเป็นเดินชมธรรมชาติที่ไม่เพียงแค่การเดินป่าแต่คือการซึมซับพลังจากธรรมชาติอย่างช้า ๆ เพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล
  • สร้างพลังบวกผ่านกิจกรรม หากรู้สึกหมดไฟ ลองหากิจกรรมใหม่ ๆ อย่าง การออกกำลังกาย ปั่นจักรยาน หรือเข้าคลาสเต้น ช่วยปลดปล่อยพลังงานและหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้ร่างกายและจิตใจแจ่มใส

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของเทรนด์ Wellness Tourism ?

ด้วยจุดแข็งที่มาจากวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และทรัพยากรที่เหมาะสม เช่น แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อาหาร กีฬาพื้นบ้าน สมุนไพร หรือแพทย์แผนไทยที่เป็นมิตรและครองใจทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

ข้อมูลจากรายงานของ Global Wellness Institute (GWI) ปี2022 ชี้ว่าประเทศไทย คือผู้เล่นคนสำคัญในสนามนี้ โดยเศรษฐกิจเชิงสุขภาพของไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึงราว 1.4 ล้านล้านบาท

ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งครองอันดับ 4 ของเอเชียแปซิฟิก รวมถึงการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกที่ติดอันดับ 7 ของภูมิภาค ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาดั้งเดิมและวัฒนธรรมการดูแลที่เป็นเอกลักษณ์คือจุดแข็งสำคัญของเรา

แต่ภาพจำของหลายคนอาจมองว่าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพคือการไปนวดหรือทำสปา แต่ในความเป็นจริง เทรนด์ปี 2025 ได้ขยายขอบเขตของกิจกรรมให้หลากหลายและน่าสนใจกว่านั้นมาก

ธุรกิจที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Wellness Economy

เมื่อผู้คนโหยหาที่พักใจ ใครคือผู้เล่นที่ได้โอกาสจากเทรนด์นี้ ?

เปิดรายได้จากแต่ละภาคส่วนในปี ค.ศ. 2023

  • การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 415,000 ล้านบาท
  • อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ 308,900 ล้านบาท
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและความงาม 242,000 ล้านบาท
  • การแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก 118,000 ล้านบาท
  • ฟิตเนสและกิจกรรมทางกาย 113,400 ล้านบาท
  • เวชศาสตร์ป้องกันและการแพทย์เฉพาะบุคคล 91,500 ล้านบาท
  • สปา 53,840 ล้านบาท
  • สุขภาพจิต (Mental Wellness) 22,500 ล้านบาท
  • อสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) 17,800 ล้านบาท
  • Wellness ในสถานที่ทำงาน 3,700 ล้านบาท

Wellness Economy ของไทยในอนาคตมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ตัวเลขนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตในภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หากได้ความร่วมมือจากทางภาครัฐและเอกชนที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้นก็จะช่วยขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการได้มีโอกาสในการสร้างรายได้และช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว เทรนด์ Wellness Tourism นอกจากจะช่วยให้ภาคธุรกิจเติบโตก็จริง แต่ยังเปิดมุมมองให้ย้อนกลับมาดูว่า “เรากำลังอ่อนล้าจากชีวิตการทำงานที่ขมปี๋” การเที่ยวเพื่อพักผ่อนแบบเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และการหยุดเพื่อพักใจคือการลงทุนที่สำคัญที่สุด เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันทางร่างกายและจิตใจที่สมดุลและแข็งแรง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...